บางครั้ง...ผมก็เกลียดการเดินทาง
ตามปกติแล้ว ผมเป็นคนชอบเดินทาง (หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นคนไม่ชอบอยู่กับบ้าน) แต่วันนี้ รู้สึกว่าเกลียดการเดินทางขึ้นมาจับใจ
ว ันนี้ ผมเพิ่งกลับมาจากงานในวันที่สองของการสัมนาประจำปี ของสมาคมปลาหัวตะกั่วฝรั่งของประเทศอเมริกา ซึ่งจัดขึ้นในเมืองวอชิงตัน ดีซี ในวันหยุดยาวสุดสัปดาห์ (วันจันทร์นี้ ฝรั่งอเมริกันเขาหยุดวันเมมโมเรียลเดย์) งานในวันนี้ เป็นการประมูลปลาตั้งแต่เที่ยง ผมไปถึงที่จัดสัมนาราวบ่ายโมงกว่าๆ และร่วมงานประมูลจนถึงสี่โมงเย็น พร้อมกลับบ้านด้วยปลาหัวตะกั่วยักษ์ที่มีพื้นเพจากประเทศไนจีเรียหนึ่งคู่
ปลาหัวตะกั่วน้องใหม่ที่ผม (ได้แต่) หิ้วกลับบ้าน (ของเพื่อน) นี้มีชื่อว่า "หัวกั่วโจสเตตไอ" (Fundulopanchax sjoestedti) ซึ่งเป็นปลาที่ได้รับรางวัลที่ 3 (เชียวนะ) จากการประกวดที่เป็นส่วนหนึ่งของการสัมมนา ผมใฝ่ฝันที่จะเป็นเจ้าของเจ้าหัวกั่วชนิดนี้มานานนมแล้ว เพราะได้ยินเสียงเล่าลือเสียงเล่าอ้างว่าเป็นหนึ่งในปลาที่มีสีสันสวยงาม อีกยังมีขนาดที่ใหญ่ผิดปกติวิสัยจากหัวกั่วทั่วไปด้วย โดยจะใหญ่ยาวได้ถึง 5-6 นิ้วเลยทีเดียว ในขณะที่หัวกั่วทั้งไทยและเทศจะยาวเพียงแค่ประมาณ 2 นิ้วเท่านั้น
ปลาหัวตะกั่วโจสเตตไอ (Fundulopanchax sjoestedti)
ผ มให้เพื่อนรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าซึ่งผมมาพักอยู่ด้วยเป็นคนยกป้ายประมูล (หลังจากพูดจาหว่านล้อมให้พี่เขาอยากเลี้ยงปลามาตั้งแต่เมื่อคืนก่อน ด้วยเพราะอยากจะสร้างความประทับใจให้พี่เขาชอบเลี้ยงปลา เพื่อจะได้เป็นเพื่อนเลี้ยงปลากัน) การประมูลเป็นไปอย่างดุเดือด แต่สนุกสนานและตื่นตาตื่นใจ เพื่อนทั้งสองคนที่ผมชวนมาด้วยกันเห็นพ้องต้องกันว่า ตั้งแต่มาอยู่ที่อเมริกา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่รู้สึกว่าเป็น "ฝรั่ง" ที่สุด เพราะมีแต่เราที่เป็นคนเอเซียหัวดา นอกนั้นก็เป็นฝรั่งตาน้ำข้าว (ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีอายุราว 40-60 ขวบ) ทั้งหมด
เวลาระหว่างประมูลถือเ ป็นเวลาที่ผมคิดว่ามีสีสันที่สุด การรวมกันของคนคอเดียวกันทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือเดียวดาย อีกยังทำให้ได้พูดคุยกับเพื่อนที่รู้จักกันมานาน แต่เพิ่งได้มาพบกันโดยมิได้นัดหมายในงานครั้งนี้ด้วย ต่างคนต่างมองป้ายชื่อของกันและกัน แล้วก็ร้องอ๋อด้วยความตื่นเต้น พร้อมยกมือจับกันเป็นการทักทาย
คนหนึ่งเคยอ่านบทความที่ผมเคยเขียนไว้เกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้สังเกตการผสมพันธุ์ของปลาหมอแคระสีลูกกวาดซึ่งกำลังเป็นที่นิยม คนหนึ่ง (ซึ่งบินไกลมาจากสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อมาพูดเรื่องการประสบการณ์จับปลาหัวตะกั่วในประเทศกาบอง) เคยมาเมืองไทยเมื่อปีสองปีก่อนแล้วได้พบกับมัจฉามิตรคนหนึ่งแล้วแนะนำต่อกัน มาอีกที อีกเขายังได้เคยอ่านบทความเรื่องสำรวจต้นไม้น้ำที่ผมเคยส่งไปตีพิมพ์ในวารสา รเลี้ยงต้นไม้ในเยอรมัน อีกคนหนึ่งเราเคยติดต่อกันสมัยผม ยังอยู่เมืองไทย และกำลังบ้าเห่อเลี้ยงปลาหมอแคระจากอเมริกาใต้ คนนี้จำได้ดีว่าผมอยากได้ปลาอะไร จึงบอกว่าเขายังมีนะ ถ้าว่างเขาจะเอาลงมาให้จากบอสตัน เพราะแฟนของเขาบ้านอยู่นิวยอร์กเหมือนกัน
อบอุ่นจริงๆ ครับ
ร ุ่นพี่ของผมอยากเลี้ยงปลา ผมจึงแนะนำให้เลี้ยงปลาหัวกั่วโจสเตตไอ ที่ผมชอบจับจิตร พี่เขายกป้ายประมูลได้ในราคา 25 เหรียญ ซึ่งผมขอเป็นจ่ายเงินเอง เนื่องจากไม่อยากรู้สึกผิดว่าตัวเองอาจจะไปยัดเยียด (โดยไม่รู้ตัว จากการพูดจาหว่านล้อมจนเกินไป) ให้เพื่อนรุ่นพี่ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ อีกใจหนึ่ง ก็แหม...นี่เป็นหนึ่งในปลาในฝันนี่ เราก็อยากได้อยากเป็นเจ้าของมานานแสนนานแล้ว
ระหว่างทางกลับบ้าน ผมก็มานั่งคิดว่าทำไมผมถึงไปเอาปลากลับบ้านมาเลี้ยงเองที่นิวยอร์กให้มันรู้ แล้วรู้รอดไป ทำไมต้องฝากเลี้ยงไว้บ้านคนอื่นด้วย และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมทำพฤติกรรมเยี่ยงนี้
ตอนนี้ ผมมีตู้ปลาหนึ่งตู้ (ซึ่งเป็นตู้เล็กขนาด 3 แกลลอน ใส่ต้นไม้น้ำ และปลาซิวจิ๋วจากบอร์เนียวที่ไม่เคยเลี้ยงรอดสักครั้งที่เมืองไทย) อยู่ที่บ้านเพื่อนสาวของผมที่ซานฟรานซิสโก และกำลังจะมีอีกตู้หนึ่งที่วอชิงตันดีซี
ทำไม ผมถึงไม่มีตู้ปลาและปลาน้อยคอยแหวกว่ายให้ผมดูเวลาเหงา ผมชอบปลา ผมชอบน้ำ เพราะปลาและน้ำทำให้ผมสบายใจ และลืมเวลา
ทำไม ผมจึงต้อง "ฝากเลี้ยง" ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ด้วยนะ
ต อนเด็กๆ สมัยอยู่โรงเรียนประจำ ผมก็เคยมีประสบการณ์คล้ายๆ แบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง คือ ผมฝากเลี้ยงปลาทะเลหนึ่งตู้ที่คอนโดของเพื่อนแม่ซึ่งอยู่แถวๆ ซอยอารีย์ ริมคลองประปาฯ ก่อนกลับบ้านในวันเสาร์อาทิตย์ก็จะไปซื้อปลาพร้อมอุปกรณ์ต่างๆ มาจัดตกแต่ง หากคิดถึงหนักก็ต้องทำตัวเป็นเด็กไม่ดีแอบปีนรั้วหนีโรงเรียนมาดูปลาที่บ้าน เพื่อนแม่ (บางครั้งก็เกินเลย แวะร้านขายปลา หรือตลาดขายส่งปลาไปด้วย)
ย ิ่งพอเข้ามหาวิทยาลัย ก็ต้องซ้อมรักบี้ซึ่งทำให้กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ทุกวัน จึงทำให้หายขาดไปจากการเลี้ยงปลาในช่วงสองสามปีแรก พอปีสุดท้าย ถึงได้กลับมาเลี้ยงปลาอีกครั้ง แต่นั่นก็ยังทำให้ผมทำสิ่งที่ผมรักได้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ผมรู้สึกว่า การเลี้ยงปลาทำให้ชีวิตผมมีความสมดุล ไม่หนักอึ้งจนเกินไปจากการทำงาน และการศึกษาเล่าเรียน
อ ุปสรรคสำคัญทำให้ผมไม่สามารถมีตู้ปลา และเลี้ยงปลา ก็เพราะการที่ผมต้องเดินทางบ่อย (เพราะผมชอบที่จะเดินทางไปนู่นมานี่) และไม่เคยได้อยู่ที่ไหนติดๆ สักครั้ง
ผมฝันกลางวันว่าอยากมีห้องเลี้ ยงปลาใหญ่ๆ ที่บ้าน พอกลับมาบ้านแล้วก็ปิดไฟห้อง เปิดไฟตู้ปลานับร้อยในห้องปลาให้หมด แล้วก็นั่งทอดสายตาไปตามลำตัวอันปลิ้วไหวของปลา พร้อมลีลาอันอ่านช้อยและงดงามของมัน
ผมจะมีโอกาสทำอย่างนี้ไหมหนอ
ผมจะหวังว่าจะเจอเวลาในอนาคตหลังเรียนจบได้ไหมหนอ
ไ ม่อยากคิดเลยว่าหน้าที่การงานที่ต้องกลับไปทำตามหน้าที่อาจจะต้องทำให้ต้องเ ดินทางบ่อย และไม่ได้อยู่ติดกับที่ ดังที่เพื่อน และรุ่นพี่ที่ทำงานหลายคนบอก (ขู่) ไว้จะเป็นเรื่องจริง
นี่ล่ะครับ สาเหตุที่ทำให้ "บางครั้ง...ผมก็เกลียดการเดินทางจนเข้าไส้"
เวลาระหว่างประมูลถือเ ป็นเวลาที่ผมคิดว่ามีสีสันที่สุด การรวมกันของคนคอเดียวกันทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือเดียวดาย อีกยังทำให้ได้พูดคุยกับเพื่อนที่รู้จักกันมานาน แต่เพิ่งได้มาพบกันโดยมิได้นัดหมายในงานครั้งนี้ด้วย ต่างคนต่างมองป้ายชื่อของกันและกัน แล้วก็ร้องอ๋อด้วยความตื่นเต้น พร้อมยกมือจับกันเป็นการทักทาย
คนหนึ่งเคยอ่านบทความที่ผมเคยเขียนไว้เกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้สังเกตการผสมพันธุ์ของปลาหมอแคระสีลูกกวาดซึ่งกำลังเป็นที่นิยม คนหนึ่ง (ซึ่งบินไกลมาจากสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อมาพูดเรื่องการประสบการณ์จับปลาหัวตะกั่วในประเทศกาบอง) เคยมาเมืองไทยเมื่อปีสองปีก่อนแล้วได้พบกับมัจฉามิตรคนหนึ่งแล้วแนะนำต่อกัน มาอีกที อีกเขายังได้เคยอ่านบทความเรื่องสำรวจต้นไม้น้ำที่ผมเคยส่งไปตีพิมพ์ในวารสา รเลี้ยงต้นไม้ในเยอรมัน อีกคนหนึ่งเราเคยติดต่อกันสมัยผม ยังอยู่เมืองไทย และกำลังบ้าเห่อเลี้ยงปลาหมอแคระจากอเมริกาใต้ คนนี้จำได้ดีว่าผมอยากได้ปลาอะไร จึงบอกว่าเขายังมีนะ ถ้าว่างเขาจะเอาลงมาให้จากบอสตัน เพราะแฟนของเขาบ้านอยู่นิวยอร์กเหมือนกัน
อบอุ่นจริงๆ ครับ
ร ุ่นพี่ของผมอยากเลี้ยงปลา ผมจึงแนะนำให้เลี้ยงปลาหัวกั่วโจสเตตไอ ที่ผมชอบจับจิตร พี่เขายกป้ายประมูลได้ในราคา 25 เหรียญ ซึ่งผมขอเป็นจ่ายเงินเอง เนื่องจากไม่อยากรู้สึกผิดว่าตัวเองอาจจะไปยัดเยียด (โดยไม่รู้ตัว จากการพูดจาหว่านล้อมจนเกินไป) ให้เพื่อนรุ่นพี่ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ อีกใจหนึ่ง ก็แหม...นี่เป็นหนึ่งในปลาในฝันนี่ เราก็อยากได้อยากเป็นเจ้าของมานานแสนนานแล้ว
ระหว่างทางกลับบ้าน ผมก็มานั่งคิดว่าทำไมผมถึงไปเอาปลากลับบ้านมาเลี้ยงเองที่นิวยอร์กให้มันรู้ แล้วรู้รอดไป ทำไมต้องฝากเลี้ยงไว้บ้านคนอื่นด้วย และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมทำพฤติกรรมเยี่ยงนี้
ตอนนี้ ผมมีตู้ปลาหนึ่งตู้ (ซึ่งเป็นตู้เล็กขนาด 3 แกลลอน ใส่ต้นไม้น้ำ และปลาซิวจิ๋วจากบอร์เนียวที่ไม่เคยเลี้ยงรอดสักครั้งที่เมืองไทย) อยู่ที่บ้านเพื่อนสาวของผมที่ซานฟรานซิสโก และกำลังจะมีอีกตู้หนึ่งที่วอชิงตันดีซี
ทำไม ผมถึงไม่มีตู้ปลาและปลาน้อยคอยแหวกว่ายให้ผมดูเวลาเหงา ผมชอบปลา ผมชอบน้ำ เพราะปลาและน้ำทำให้ผมสบายใจ และลืมเวลา
ทำไม ผมจึงต้อง "ฝากเลี้ยง" ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ด้วยนะ
ต อนเด็กๆ สมัยอยู่โรงเรียนประจำ ผมก็เคยมีประสบการณ์คล้ายๆ แบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง คือ ผมฝากเลี้ยงปลาทะเลหนึ่งตู้ที่คอนโดของเพื่อนแม่ซึ่งอยู่แถวๆ ซอยอารีย์ ริมคลองประปาฯ ก่อนกลับบ้านในวันเสาร์อาทิตย์ก็จะไปซื้อปลาพร้อมอุปกรณ์ต่างๆ มาจัดตกแต่ง หากคิดถึงหนักก็ต้องทำตัวเป็นเด็กไม่ดีแอบปีนรั้วหนีโรงเรียนมาดูปลาที่บ้าน เพื่อนแม่ (บางครั้งก็เกินเลย แวะร้านขายปลา หรือตลาดขายส่งปลาไปด้วย)
ย ิ่งพอเข้ามหาวิทยาลัย ก็ต้องซ้อมรักบี้ซึ่งทำให้กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ทุกวัน จึงทำให้หายขาดไปจากการเลี้ยงปลาในช่วงสองสามปีแรก พอปีสุดท้าย ถึงได้กลับมาเลี้ยงปลาอีกครั้ง แต่นั่นก็ยังทำให้ผมทำสิ่งที่ผมรักได้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ผมรู้สึกว่า การเลี้ยงปลาทำให้ชีวิตผมมีความสมดุล ไม่หนักอึ้งจนเกินไปจากการทำงาน และการศึกษาเล่าเรียน
อ ุปสรรคสำคัญทำให้ผมไม่สามารถมีตู้ปลา และเลี้ยงปลา ก็เพราะการที่ผมต้องเดินทางบ่อย (เพราะผมชอบที่จะเดินทางไปนู่นมานี่) และไม่เคยได้อยู่ที่ไหนติดๆ สักครั้ง
ผมฝันกลางวันว่าอยากมีห้องเลี้ ยงปลาใหญ่ๆ ที่บ้าน พอกลับมาบ้านแล้วก็ปิดไฟห้อง เปิดไฟตู้ปลานับร้อยในห้องปลาให้หมด แล้วก็นั่งทอดสายตาไปตามลำตัวอันปลิ้วไหวของปลา พร้อมลีลาอันอ่านช้อยและงดงามของมัน
ผมจะมีโอกาสทำอย่างนี้ไหมหนอ
ผมจะหวังว่าจะเจอเวลาในอนาคตหลังเรียนจบได้ไหมหนอ
ไ ม่อยากคิดเลยว่าหน้าที่การงานที่ต้องกลับไปทำตามหน้าที่อาจจะต้องทำให้ต้องเ ดินทางบ่อย และไม่ได้อยู่ติดกับที่ ดังที่เพื่อน และรุ่นพี่ที่ทำงานหลายคนบอก (ขู่) ไว้จะเป็นเรื่องจริง
นี่ล่ะครับ สาเหตุที่ทำให้ "บางครั้ง...ผมก็เกลียดการเดินทางจนเข้าไส้"


0 Comments:
Post a Comment
<< Home