Thursday, January 26, 2006

นับถอยหลัง 4 เดือนสุดท้ายในมหานครนิวยอร์ก

ณ วันนี้ ผมเดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายของชีวิตนักเรียนนอกเหงาๆ แล้ว นับแต่เดือนกันยายน 2547 ที่บินไกลข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก และแผ่นดินอเมริกาจากเมืองไทยมาถึงมหานครนิวยอร์ก บัดนี้สิริรวมเวลาแล้ว 1 ปี 5 เดือน

เทอมนี้ ผมมีต้องเข้าชั้นเรียนเพียง 1 วิชา นั่นก็คือวิชากฎหมายระหว่างประเทศที่มีเลคเชอร์หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ บวกกับอีกหนึ่งชั้นเรียนที่เป็นการถกประเด็่นดำเนินการสนทนาโดยผู้ช่วยสอน ดังนั้น ในหนึ่งอาทิตย์ ผมมีเรียนสองวัน นั่นก็คือ วันอังคาร และวันพุธ

ส่วนอีกหนึ่งวิชาที่ผมลงนั้นคือ Workshop ซึ่งเป็นวิชาบังคับ ที่นักเรียนรวมกลุ่มกันให้คำปรึกาษากับโครงการต่างๆ ตามความถนัดความสนใจส่วนตัว ในส่วน Workshop ของผมนั้น เป็นการให้คำปรึกษากับเทศบาลเมือง Ruiru ซึ่งอยู่ในเขตปริมณฑณของกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ในการจัดการประปาให้กับชุมชน ในประเทศแอฟริกา ประัเด็นเรื่องการจัดการประปาในรูปแบบของการแปรรูปเป็นเอกชน (privatization) นั้น เป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

เมื่อต้องเรียนเพียงหนึ่งวิชา และทำอีกหนึ่ง Workshop ปัญหาจึงเกิดขึ้นกับผม นั่นก็คือ มีเวลาว่างมากเกินไป

มีเวลาว่างมาก ผมก็เหงาเหงา แถมใจห่อเหี่ยว โรคคิดถึงบ้านกำเริบและลุกลามเรื้อรัง จนไม่มียาตัวไหนจะรักษาให้หายได้ในตอนนี้ ความเงียบ ความเหงา ความที่ต้องอยู่คนเดียวในต่างบ้านต่างเมือง เป็นสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดในชีวิตนักเรียนนอก

ในห้วงเวลานี้ ผมจึงต้องตั้งสติให้ดี ว่าจะทำอะไรบ้างกับเวลาที่ว่างอยู่ หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเป็นการครุ่นคิด และพูดคุยกับตัวเองว่าจะทำอะไร พร้อมกับติดต่อสื่อสารกับผู้เกี่ยวข้องหากกิจกรรมที่อยากทำนั้นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนอื่น

นอกเหนือจากการเรียนในวันอังคารและพุธแล้ว ผมได้จัดกิจกรรมของผมไว้ดังต่อไปนี้

หนึ่ง ฝึกงาน (intern) ที่ American Museum of Natural History ในแผนกมีนวิทยา (Ithyology -การศึกษาเกี่ยวกับปลา) ส่วนรายละเอียดของงานจะเป็นเช่นไรนั้นยังไม่ทราบ เพราะต้องรอไปคุยกับนักมีนวิทยาชั้นครูสองท่านที่ผมอีเมล์ไปของานทำ และนัดหมายให้ผมไปพอเจอในวันอังคารหน้า สถานที่ฝึกงานแห่งนี้อยู่ไม่ห่างไม่ไกลไปจากอพาร์ทเมนต์ที่พัก เพียงเดินไปซักสิบนาที ต่อรถซับเวย์อีกเจ็ดแปดป้าย ก็เดินทางไปถึงไม่ยาก

ผมดีใจมากที่ได้รับเข้าฝึกงานที่นี้ เพราะเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกที่ีทำหน้าที่ศึกษาวิจัยทางธรรมชาติวิทยา ผมหวังว่าจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่ใช่ความถนัดของตัวเอง นั่นคือ วิทยาศาสตร์ ผมเชื่อว่าสำหรับนักเรียนสังคมศาสตร์เช่นผมแล้ว ระบบคิดแบบวิทยาศาสตร์น่าจะช่วยให้ผมมองโลกได้ชัดเจน เจนจัด ถนัด และเป็นจริงมากขึ้น

อีกอย่างก็จะได้ทำงานกับปลา (ดอง) และการอนุรักษ์ปลาและแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสนใจเป็นทุนเดิม นอกจากนี้ คงจะได้ลิ้มรสชีวิตการทำงานในเมืองนอกไม่มากก็น้อย เพราะผมพยายามไปนั่งเรียนในชั้นเรียนอื่นๆ (โดยไม่ลงทะเบียนเรียน) ก็พบว่า ตัวเองไม่มีกระจิตกระใจจะนั่งเรียนอีกต่อไปแล้ว นี่จึงเป็นโอกาสอันดีในการเป็นจุดเปลี่ยนผ่านจากชีวิตนักเรียนสู่ชีวิตคนทำงาน

ผมคงจบชีวิตการเรียนหนังสือไว้ที่อายุ 25 ปีดังที่เป็นอยู่ คงไม่กลับมาเรียนต่อในระดับปริญญาเอก ตามที่หลายๆ คนมักนึกสงสัย เพราะผมนั้นไม่ถูกกับการเรียนหนังสือจริงๆ อีกมันสมองและจิตใจก็คงไม่กล้าแกล่งเพียงพอ

สอง ในเดือนกุมภาพันธ์ ผมจะต้องเดินทางไปกรุงไนโรบี ประเทศเคนยาเป็นเวลาเกือบสามสัปดาห์ เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับ workshop ดังที่ำได้เล่าไปแล้ว ผมหวังว่าเวลาที่เหลือจากการเก็บข้อมูล จะได้ท่องเคนยาซาฟารี และหยุดพักหยุดนึกพักผ่อนนานๆ ในสภาพอากาศดีๆ บ้าง ขากลับจากเคนยา ก็จะหยุดแวะพักท่องเที่ยวที่เมืองดูไบ เป็นเวลาสามวัน เพราะเป็นจุดเปลี่ยนเครื่อง เลยถือโอกาสเที่ยวเสียเลย

สาม ทำงานร้านอาหารไทย ซึ่งไม่เคยนึกฝันว่าจะได้ทำงานจริงๆ ถือว่าโอกาสนี้เป็นการเติมชีวิตนักเรียนนอกในอเมริกาให้เติมเต็ม ผมคงจะพูดกับใครไม่รู้เรื่องแน่ๆ หากไม่เคยทำงานร้านอาหารไทย ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดนิยมสำหรับนักเรียนไทยที่มาร่ำเรียนในอเมริกาว่าชีวิตส่วนหนึ่ง (หรือส่วนใหญ่ สำหรับบางคน) จะมีประสบการณ์เป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารไทย

จะว่าไปแล้ว การได้มาทำงานที่ร้านอาหารไทยนี้เป็นอะไรที่ไม่ได้คาดคิดและไม่ได้ตั้งใจมาก่อนจริงๆ ผมไม่ได้เดินไปสมัครงานที่ร้านอาหารไหนๆ เพียงแต่ว่ามีอยู่วันหนึี่่งก่อนปีใหม่ 49 ผมเดินคุยกับพี่ที่กระทรวงการต่างประเทศที่มาเยี่ยมเยียมผมที่มหาวิทยาลัย ก็มีน้าคนไทยคนหนึ่งเดินปรี่เข้ามาทักทายแล้วเสนองานให้ทำ พร้อมกับชวนไปเลี้ยงข้าวกลางวันที่ร้านของเธอซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแคมปัส คุณน้าไ้ด้ให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกับผมไว้ และย้ำว่าหากมีเวลาว่างในเทอมหน้าหลังจากกลับมาจากเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย ก็ขอให้โทรศัพท์มาหาเขา จะได้มาช่วยงานเสิร์ฟที่ร้านของเธอ ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน

คืนที่ผ่านมา ผมจึงแปรเปลี่ยนสภาพเป็นบริกรชายน่าภาคภูมิใจ งานเสิร์ฟสนุกสนาน และตื่นเต้นดีไม่น้อย อีกยังทำให้ีชีวิตไม่ต้องหงอยเหงา ผมได้รับค่าจ้างในคืนแรก 52 เหรียญ โำดยเริ่มทำงานตั้งแต่หกโมงเย็นถึงห้าทุ่ม อีกได้รับอาหารเย็นฟรี น้าเจ้าของร้านใจดีจริงๆ

สาม ทำไกด์บุ๊คเมืองนิวยอร์ก ดูเหมือนว่ากิจกรรมสองกิจกรรมข้างต้นก็ยังทำให้ผมมีเวลาว่างอยู่อีก อีกหนึ่งแผนการที่จะทำให้ผมมีเวลาว่างเหลืออยู่น้อยที่สุดก็คือการเก็บรวบรวมข้อมูล และเขียนไกด์บุ๊คเที่ยวนิวยอร์กให้สำเร็จก่อนกลับเมืองไทย

สาเหตุที่ทำให้อยากทำไกด์บุ๊ค ก็คือ ผมมักนึกอิจฉาพวกฝรั่ง และญี่ปุ่นที่มักเดินเชิดหน้าลอยตาเปิดไกด์บุ๊คในภาษาของตัวเองเดินเที่ยวเมืองโน้นเมืองนี้ ซึ่งเป็นภาพที่ชินตาเมื่อได้เดินทางท่องเที่ยว ผมนึกฝันว่าคนไทยจะมีไกด์ุบุ๊คที่สมบูรณ์ สามารถใช้อ้างอิงได้อย่างฝรั่งญี่ปุ่นบ้าง โดยไม่ต้องไปพีึ่งของเขา (คนไทยใช้ Lonely Planet กับเกร่อ)

เรื่องไกด์บุ๊คนี้ ได้เริ่มไปบ้างแล้ว แต่จะทำให้มีข้อมูลอัดแน่น และมีข้อมูลแปลกๆ บางอย่างปรับให้เหมาะสมกับนักเที่ยวชาวไทย

สี่ พาเพื่อนระดูไปเที่ยว เพื่อนรักสมัยเรียนวชิราวุธฯ ชื่อระดู จะมาพักอยู่ด้วยตลอดจนถึงผมเรียนจบ ผมคงหายเหงาได้ไปอีกเปลาะหนึ่ง นอกจากมันจะมาำทำงานเสิร์ฟ และเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อสอบเป็นนักบินฝึกหัดที่สถาบันการบินพลเรื่อนในเดือนพฤษภาคมแล้ว ยังมาเตรียมหาที่เรียนต่อปริญญาโท หากสอบไม่ผ่าน นอกจากนี้ เราคงได้เดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันพอหอมปากหอมคอ ระดูจะเป็นอีกเรี่ยวแรงสำคัญของการทำไกด์บุ๊คนิวยอร์กอีกด้วย

วันที 16 และ 17 พฤษภาคม จะเป็นวันรับปริญญาของโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ซึ่งไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว แม่อาจจะมาเยี่ยม หลังจากไม่เคยกลับมาอเมริกาอีกเลยหลังจากที่เคยมาใช้ชีวิตกับพ่อที่เมือง Ithaca (ที่ตั้งของมหาวิทยาลัย Cornell) ถึง 5 ปี การอยู่งานรับปริญญาก็น่าจะเป็นเหตุให้แม่ได้เดินทางมานิวยอร์กได้

ผมจะบินกลับเมืองไทยในทันที วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม 2549 โดยไม่รีรอ และจะรายงานตัวต่อต้นสังกัดภายในเวลา 7 วัน ตามระเบียบ

9 Comments:

At 10:57 PM, Anonymous Anonymous said...

อยากเห็นภาพตอนกิ๊กเป็นบริกรชายจังเลย ฮ่าฮ่า ผู้ชายตัวโต๊โต เป็นเด็กเสิร์ฟ คงขำพิลึกเนอะกิ๊ก
ฝากเก็บภาพสวยๆ ของแอฟริกามาฝากทีนะจ๊ะ

 
At 2:18 AM, Anonymous Anonymous said...

ท่อกจะกลับแล้ว แต่กูเพิ่งกำลังจะไป

ท่อก กูได้ที่เรียนต่อแล้วนะ ว่าจะไปเรียนเดือนกันยาปีนี้

ไป Oxford เรียนด้านการพัฒนา

แล้วเราคงได้เจอกันพอควร ก่อนสับเปลี่ยนสถานะ

 
At 2:29 AM, Anonymous Anonymous said...

I've just known that you have your own website. I think this is an ideal place to cure your loneliness in New York. You've had a good plan for your activities for the next 5 months in the US. In Kenya, I suggest you to 'safari' to visit the Masai people and the Big Fives (Elephant, buffalo, lion, rhino, and leopard?). You should not forget to try the fresh dates (In-ta-pa-lum) in Dubai. I wonder who the nice lady who owns the Thai restaurant you're working in is. If you can earn $52 a day, it means the restaurant is quite big. I look forward to reading your N.Y. Guidebook. I expect that this book will not be prepared for only those Thai tourists who want to tour N.Y., but for other people who are interested in this mega city as well.

 
At 9:08 PM, Anonymous Anonymous said...

Glad you are doing fine and get to find all the activities to keep you busy.
We didn't get to say goodbye before you left for Kenya but guess that's how things go. Hope the new environment and the new country will make you feel better.

 
At 9:05 AM, Anonymous Anonymous said...

กิ๊ก
พี่อ้วน พี่หน่อยที่วงกลม
ฝากบอกว่าให้อีเมล์ หาที่วงกลมหน่อยจ้า
พี่หน่อยจะไปนิวยอร์ค จะถามเรื่องไกด์บุ้คด้วย

สบายดีไหม
ป่านนี้คงดูสัตว์อย่างเพลิดเพลินที่ไนโรบีล่ะสิ

 
At 11:13 AM, Anonymous Anonymous said...

กิ๊ก

พี่ยูเองคร้าบ
เป็นอย่างไรมั่ง
อิ อิ คงสบายดี หลังจากอ่านเรื่องของกิ๊กแล้น
ระดู--หนุกหนานไหม
บังคับให้เขียนโปสการ์ดมาให้พวกป้าๆ ที่วงกลมด้วยดิ
ใกล้งานสัปดาห์หนังสือทีไร
บ่นถึงระดูกันไม่ขาดปาก อิ อิ ก็เอนเตอร์เทนขนาดนั้น สาวๆ เอ้ย ป้าๆ ก็คิดถึงเป็นธรรมดาเนอะ

พี่เอาเมลกิ๊กให้พี่หน่อยไปอ่ะ ไม่แน่ใจว่ายังใช้อยู่ป่ะ hotmail ไง
ตามที่พี่แป้ดแจ้งไว้ข้างบนจ้า
แกจาตามไปช่วยเช็คข้อมูลไกค์บุ้คอ่ะ อิ อิ

แล้วเจอกันจ้า

 
At 11:38 PM, Blogger LekParinya said...

หลงเข้ามาครับ จำไม่ได้แล้วด้วยว่ามาไง

จะกลับเมืองไทยเหมือนกันครับ
กลับสังกัดเหมือนกัน
แต่คงละที่กันแน่ ๆ

ชอบ NY National History Museum กับ Met. มาก ๆ
ไปกี่ทีก็ไม่เบื่อ

ไกด์บุ๊คภาษาไทย ก็อยากเห็น อยากให้เกิดนะครับ
จะเอาใจช่วย

เหลือบ่ากว่าแรงอย่างไร
มีอะไรให้ช่วยก็บอก

 
At 2:34 AM, Anonymous Anonymous said...

อู้ยยยย

นี่พี่หน่อยที่วงกลมนะ ส่งเมล์ตามไปหลอกหลอนทุกaddress เพราะไม่ชัวร์ว่าใช้อันไหนอยู่ มีเรื่องอยากคุยและปรึกษาด่วนมาก

ช่วยติดต่อกลับมาด้วยนะจ๊ะ รออยู่อย่างกระวนกระวาย และใจหายใจคว่ำ

คิดดูละกันว่าซีเรียสขนาดไหน

 
At 11:03 AM, Blogger kasab71 said...

น่าสนุกว่ะท่อก ฝึกงานที่อเมริกัน มิวเซียม

เล่าให้ฟังบ้างนะ ก่อนกลับมา(เอาเรื่องสัตว์ทะเลด้วยนะ)

ตั้งใจเว้ย อย่าฟุ้งซ่าน

กูเชื่อ มึงจะผ่านไปได้

 

Post a Comment

<< Home