หนึ่งปีของผลงานที่ไม่รับการตีพิมพ์
เดือนพฤษภาคมกำลังจะผ่านพ้นไป
หนึ่งปีก่อนโน้น ในช่วงวันหยุดวันฉัตรมงคล ผมตัดสินใจลางานเป็นครั้งแรก หลังจากที่เพิ่งเข้าทำงานใหม่ๆ การลางานครั้งนี้เป็นการทำตามหัวใจเรียกร้องและโหยหา ทำตามความหวังว่าสักวัน จะได้ไปเดินย่ำบนเกาะบอร์เนียว ป่าฝนเขตร้อนที่ผมเคยเหม่อลอยวาดฝันถึง
ผมจองตั๋วเครื่องบินสายการบิ นโลว์คอสต์อย่างแอร์เอเซียที่เพิ่งเปิดบริการใหม่ๆ จากกรุงเทพฯ ไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ และข้ามไปยังเมืองมิริในรัฐซาราวัค พร้อมกันก็โทรหาสายการบินมาเลเซียจองเที่ยวบินจากเมืองมิรีเข้าไปในอุทยานแห ่งชาติกูนุง มูลู แล้วก็ตัดสินใจออกเดินทางด้วยเงินที่มีอยู่ในธนาคารก้อนสุดท้าย
ผมหว ังว่าจะกลับมาแล้วเขียนบทความส่งลงหนังสือ เพื่อให้ได้เงินมาจุนเจือเงินออมของผมที่มีอยู่ก้อนเดียวและไม่มากบ้าง เมื่อเขียนบทความแล้ว ก็ตั้งใจส่งไปให้นิตยสารที่ผมเติบโตมาด้วย แต่ด้วยเพราะรูปภาพที่ผมถ่ายมานั้น ไม่เข้าขั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะฝีมือยังไม่ถึง และไม่ได้นำกล้องของตัวเองไป เนื่องจากอยู่ระหว่างซ่อม และเมื่อจะไปรับร้านก็ดันปิดวันหยุดนักขัตตฤกษ์เช่นนั้น อีกสภาพป่ายังช้อนจนเลนส์ขึ้นเป็นฝ้า และระบบกล้องทำงานไม่สะดวก
เมื ่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ผมจึงย่นย่อบทควาให้มีขนาดเล็กลง และส่งกลับไปใหม่ บทความที่สั้นลงหมายถึงจำนวนภาพประกอบที่น้อยลงด้วยเช่นกัน เมื่อรูปน้อยลงแล้ว ก็คงมีรูปสวยๆ ติดมาบ้าง
เพื่อไม่ให้บทความนี้สูญหายไปในความว่างเปล่า จึงนำมาลงเก็บไว้เป็นหลักฐานไว้ที่ลิ้นชักในไซเบอร์สเปซ
และตั้งหน้าตั้งตารอว่าจะได้รับการติดต่อกลับจากคุณพี่บ.ก.โดยเร็ววัน
-----
อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู รัฐซาราวัค ประเทศมาเลเซีย
พฤษภาคม 2457
พฤษภาคม 2457
เ รือไม้ลำยาวบรรทุกผู้โดยสารเพียงสองคน พุ่งทะยานทวนน้ำเชี่ยวไปข้างหน้าด้วยเครื่องยนต์ญี่ปุ่นทันสมัย ในยามนี้ แม่น้ำมาลิเนา (Malinau) ซึ่งเป็นลำน้ำสายหลักที่ตัดผ่ากลางอุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู (Gunung Mulu) ในรัฐซาราวัค ประเทศมาเลเซียยังมีน้ำไม่มากนัก จากเรือ เห็นชุมชนของชาวบ้านเผ่าอิบัน (Iban) และเพนัน (Penan) สลับกับเรือกสวนไร่นา พ้นออกไปเป็นป่าที่ราบต่ำที่หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นไอธรรมชาติแปลกจมูก
ค นขับเรือเร่งเครื่อง สลับยกใบพัดหลีกก้อนหินใต้ท้องอยู่ท้ายเรือด้วยความคล่องแคล่ว เด็กหนุ่มผอมแกร็นแต่ทะมัดทะแมงใช้ไม้ไผ่ยาวบังคับหัวเรือหลบหลีกหินใต้น้ำ ในช่วงที่น้ำตื้นเขินเกินกว่าที่เรือจะผ่านไปได้ เราต้องลงจากเรือและเดินลุยน้ำแทนบ้าง ราวชั่วโมงกว่าๆ เรือลำเล็กลำนี้ก็พามาถึงชายป่า ต่อจากนั้นจึงเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าที่ราบต่ำริมแม่น้ำที่แฉะไปด้วยโคลนหนื ดอีกไกลราว 9 กิโลเมตร ผมมีสัมภาระหนักอึ้งแขวนอยู่บนไหล่ และคาดไว้กับเอวแน่น สองเท้าย่ำไปข้างหน้าอย่างเป็นจังหวะ
ราว 4 ชั่วโมงถัดมาเราก็มาถึงที่พักแรม “แคมป์ ไฟฟ์” (Camp 5) สายน้ำเย็นในแม่น้ำต้อนรับด้วยความรู้สึกสดชื่นทันทีเมื่อได้ลงไปแช่ตัว ด้านหน้าคือภูเขากูนุงเบนารัต (Gunung Benarat) หันกลับไปด้านหลังคือภูเขากูนังอาปิ (Gunung Api) ที่หนาทึบไปด้วยต้นไม้ครึ้ม รอบบริเวณคือป่าที่ราบต่ำซึ่งชาวอิบันเรียกว่า เคอรังกัส (Kerangas) อันหมายถึงบริเวณที่ไร้ความอุดมสมบูรณ์จนไม่สามารถปลูกข้าวได้ ผิวดินคือส่วนผสมของทราย และใบไม้แห้ง
คืนแรกกลางป่าผมมีเสียงเม็ดฝนหยดแปะกระทบหลังคาเป็นเพื่อนคุยก่อนนอน
เ ข้าวันรุ่งขึ้นผมเดินแทรกต้นไม้สูงครึ้มไปตามเส้นทางชนเผ่าล่าหัวมนุษย์ (Headhunter’s Trail) ใกล้ที่พัก บางช่วงเป็นเนินสูงพอต้องปีนป่ายจนเหงื่อโชก ลึกเข้าไปข้างทาง มีต้นหม้อข้าวหม้อแกงราฟเฟิลส์ (Nepenthes rafflesiana) เลื้อยพันเกี่ยวกับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆ แข่งกันทะยานหาแสงแดดอันหาได้ยากในป่าทึบเช่นนี้
ห่างออกไปไม่ไกล มีต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสองเขี้ยว (Nepenthes bicalcarata) ซึ่งถือว่าเป็นต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดขึ้นอยู่หลายต้น ใบของมันกว้างยาวประมาณจากน่องถึงข้อเท้า ที่ปลายใบมีหม้อดักแมลงขนาดเท่ากำมือโตๆ ข้างในมีน้ำย่อยเอ่อนอง พร้อมเหล่าซากแมลงมากมายตกอยู่ก้นหม้อ บางหม้อมีแมลงเคราะห์ร้ายกำลังดิ้นตะเกียกตะกายปีนขึ้นผิวอันลื่นไถลหวังจะเ อาชีวิตรอดด้วยความสิ้นหวัง
ฝนเริ่มตกปรอย เสียงละอองฝนกระทบกับเรือนยอดไม้ใหญ่ดังแผ่วจากด้านบน ผมก้าวขยับจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง ชะเง้อเงยหน้าขึ้นไปมองเถาของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่เลื้อยพันขึ้นไปหาแสง แดดบนยอดไม้สูงด้วยความตื่นเต้นและฉงนสงสัย เมื่อก้มหน้าลงมาอีกทีก็พบว่า ตัวเองเกือบจะเหยียบต้นช่อหม้อแกง (Nenpenthes ampullaria) เสียเข้าแล้ว หม้อดักแมลงขนาดเล็กเท่าหัวแม่โป้งขึ้นกระจุกกันแน่นระหว่างใบไม้แห้งบนพื้น ป่าชวนให้ค้อมตัวก้มลงพิศมองอย่างพิจารณา
ละอองน้ำโปรยปลิวลงจากก้อน เมฆดำได้กลายเป็นฝนเม็ดใหญ่ สายน้ำไหลระรินจากฟากฟ้าผ่านม่านใบไม้หนาทึบก่อนที่จะหยดลงกระทบใบหน้า กลิ่นดินโชยแตะจมูก ผมเดินกลับแคมป์ไฟฟ์ด้วยความตื่นเต้นเพื่อเตรียมตัวขึ้นยอดเขากูนุงอาปิในตอ นเช้าของวันรุ่งขึ้น
เ ข้าวันรุ่งขึ้นผมเดินแทรกต้นไม้สูงครึ้มไปตามเส้นทางชนเผ่าล่าหัวมนุษย์ (Headhunter’s Trail) ใกล้ที่พัก บางช่วงเป็นเนินสูงพอต้องปีนป่ายจนเหงื่อโชก ลึกเข้าไปข้างทาง มีต้นหม้อข้าวหม้อแกงราฟเฟิลส์ (Nepenthes rafflesiana) เลื้อยพันเกี่ยวกับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆ แข่งกันทะยานหาแสงแดดอันหาได้ยากในป่าทึบเช่นนี้
ห่างออกไปไม่ไกล มีต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสองเขี้ยว (Nepenthes bicalcarata) ซึ่งถือว่าเป็นต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดขึ้นอยู่หลายต้น ใบของมันกว้างยาวประมาณจากน่องถึงข้อเท้า ที่ปลายใบมีหม้อดักแมลงขนาดเท่ากำมือโตๆ ข้างในมีน้ำย่อยเอ่อนอง พร้อมเหล่าซากแมลงมากมายตกอยู่ก้นหม้อ บางหม้อมีแมลงเคราะห์ร้ายกำลังดิ้นตะเกียกตะกายปีนขึ้นผิวอันลื่นไถลหวังจะเ อาชีวิตรอดด้วยความสิ้นหวัง
ฝนเริ่มตกปรอย เสียงละอองฝนกระทบกับเรือนยอดไม้ใหญ่ดังแผ่วจากด้านบน ผมก้าวขยับจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง ชะเง้อเงยหน้าขึ้นไปมองเถาของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่เลื้อยพันขึ้นไปหาแสง แดดบนยอดไม้สูงด้วยความตื่นเต้นและฉงนสงสัย เมื่อก้มหน้าลงมาอีกทีก็พบว่า ตัวเองเกือบจะเหยียบต้นช่อหม้อแกง (Nenpenthes ampullaria) เสียเข้าแล้ว หม้อดักแมลงขนาดเล็กเท่าหัวแม่โป้งขึ้นกระจุกกันแน่นระหว่างใบไม้แห้งบนพื้น ป่าชวนให้ค้อมตัวก้มลงพิศมองอย่างพิจารณา
ละอองน้ำโปรยปลิวลงจากก้อน เมฆดำได้กลายเป็นฝนเม็ดใหญ่ สายน้ำไหลระรินจากฟากฟ้าผ่านม่านใบไม้หนาทึบก่อนที่จะหยดลงกระทบใบหน้า กลิ่นดินโชยแตะจมูก ผมเดินกลับแคมป์ไฟฟ์ด้วยความตื่นเต้นเพื่อเตรียมตัวขึ้นยอดเขากูนุงอาปิในตอ นเช้าของวันรุ่งขึ้น
คืนที่สองกลางป่านี้มีเสียงหรีดหริ่งเรไรกล่อมข้างหมอน
ผ มยืนสูดอากาศยามเช้าตรู่ที่บันไดที่เข้าเต็มปอด น่าแปลกที่วันนี้ท้องฟ้าสางแล้วแต่ยังไม่มีแสงแดดให้เห็น หมอกหนาได้บดบังภูเขากูนุงเบนารัตสูงกว่า 400 เมตรที่เคยเห็นตระง่านอยู่เคียงข้างลำน้ำมาลิเนาไว้มิดชิด ไม่ถึงหกโมงครึ่งดี คนนำทางสาวส่งสัญญาณพร้อมออกเดินทาง ในใจผมภาวนาขออย่าให้ฝนตกเทลงมาเลย มิเช่นนั้นแล้ว เราคงไม่สามารถปีนไปถึงยอดเขาได้
ทางเดินขึ้นกูนุงอาปิเป็นก้อนหินแล ะรากไม้ชัน ทุกคนได้รอยขีดข่วนที่แขนและขาเป็นของฝากกันถ้วนหน้า เราใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงไต่ขึ้นมาบนเส้นทางที่ยาวเพียง 2 กิโลเมตรกว่า ทุกก้าวทำให้เราอยู่สูงขึ้น อากาศเริ่มเบาบางลงเรื่อยๆ ผมเริ่มรู้สึกหายใจลำบาก คนกรุงเทพฯ คงไม่เคยชินกับสภาพอากาศในระดับความสูงเช่นนี้
ขณะนั้นเราใกล้ถึงยอด กูนังอาปิ ที่มีความสูงใกล้เคียง 1,710 เมตรแล้ว ผมหยุดพักเหนื่อยเมื่อเราอ้อมมาอีกด้านหนึ่งของยอดเขา เงยหน้ามองไปยังพุ่มไม้ใหญ่บนชะโงกหิน ก็เห็นต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงฟาไซเลียนา (Nepenthes faizaliana) ซึ่งเป็นพืชเฉพาะถิ่น (endemic) ที่พบเพียงบนภูเขาหินปูนกูนังอาปิ และกูนังเบนารัต เลื้อยปกคลุมยอดพุ่มไม้ทั่วกิ่งก้านใบ หม้อดักแมลงของมันเรียวยาวและมีสีแดงสดสลับกับสีส้มอ่อนเป็นริ้วลายน่าดู โดยเฉพาะยามแสงแดดทอดทะลุเมฆครึ้มลงมา ขอบปากหนาของหม้อสะท้อนแสงใสแลเป็นลอนวาว สักพักเราเดินต่อ ผมปิดขบวนอยู่ด้านหลังเป็นคนสุดท้าย
เส้นทาง 100 เมตรสุดท้ายชันมาก จนต้องใช้มือช่วยไต่เป็นสี่ขา สภาพป่าเริ่มชื้นขึ้นเรื่อยๆ ด้วยไอหมอกที่พัดผ่านตลอดเวลา ไกลออกไปบนยอดไม้ คนนำทางชี้ให้ดูต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเวชช ี่ (Nepenthes veitchii) ซึ่งเกาะเป็นกระจุกบนกิ่งไม้สูงที่อยู่ไกลออกไป ต่ำลงมาตามก้อนหินที่ปกคลุมไปด้วยมอสและพืชเล็กๆ นานาชนิด มีต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงฝาวงเลื่อย (Nepenthes tentaculata) ขึ้นอยู่ เราสามารถพบต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดนี้ได้ทั่วไปที่ความสูง 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลบนภูเขาแทบทุกลูกบนเกาะบอร์เนียว ลักษณะเด่นของมันอยู่ที่ขนเส้นบางคล้ายฟันเลื่อยชี้ออกมาจากขอบฝากหม้อดักแม ลงโดยรอบ
ไม่นานนัก เราก็มาถึงยอดเขากูนุงอาปิ ที่ชะง่อนผาด้านหนึ่งมีบริเวณเล็กๆ พอให้ข้ามไปยืนชมทิวทัศน์ได้ ผมมองออกไปที่เส้นขอบฟ้าเห็นป่าเขียวสุดลูกหูลูกตา ทอดสายตาต่ำลงมาคือเดอะ พินนาเคิลส์ (The Pinnacles) โครงสร้างเขาหินปูนขนาดใหญ่คล้ายปลายมีดแหลมหลายพันแท่งพุ่งแทงปุยเมฆขาว และท้องฟ้าครามขึ้นมาจากผืนป่าด้านล่าง
ภ าพเบื้องหน้า คือป่าฝนเขตร้อนบนเกาะบอร์เนียวที่ผมฝันใฝ่ สักพักเราเดินกลับพร้อมสายฝนซู่ เฉกเช่นเดียวกับเหล่ามด ปลวก แมลงน้อยที่กรูกันหาที่กำบังหลบเม็ดฝน
เกือบหนึ่งปีผ่านไป ผมยังคิดถึงวันเวลาในป่าซาราวัคเสมอ
ผ มยืนสูดอากาศยามเช้าตรู่ที่บันไดที่เข้าเต็มปอด น่าแปลกที่วันนี้ท้องฟ้าสางแล้วแต่ยังไม่มีแสงแดดให้เห็น หมอกหนาได้บดบังภูเขากูนุงเบนารัตสูงกว่า 400 เมตรที่เคยเห็นตระง่านอยู่เคียงข้างลำน้ำมาลิเนาไว้มิดชิด ไม่ถึงหกโมงครึ่งดี คนนำทางสาวส่งสัญญาณพร้อมออกเดินทาง ในใจผมภาวนาขออย่าให้ฝนตกเทลงมาเลย มิเช่นนั้นแล้ว เราคงไม่สามารถปีนไปถึงยอดเขาได้
ทางเดินขึ้นกูนุงอาปิเป็นก้อนหินแล ะรากไม้ชัน ทุกคนได้รอยขีดข่วนที่แขนและขาเป็นของฝากกันถ้วนหน้า เราใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงไต่ขึ้นมาบนเส้นทางที่ยาวเพียง 2 กิโลเมตรกว่า ทุกก้าวทำให้เราอยู่สูงขึ้น อากาศเริ่มเบาบางลงเรื่อยๆ ผมเริ่มรู้สึกหายใจลำบาก คนกรุงเทพฯ คงไม่เคยชินกับสภาพอากาศในระดับความสูงเช่นนี้
ขณะนั้นเราใกล้ถึงยอด กูนังอาปิ ที่มีความสูงใกล้เคียง 1,710 เมตรแล้ว ผมหยุดพักเหนื่อยเมื่อเราอ้อมมาอีกด้านหนึ่งของยอดเขา เงยหน้ามองไปยังพุ่มไม้ใหญ่บนชะโงกหิน ก็เห็นต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงฟาไซเลียนา (Nepenthes faizaliana) ซึ่งเป็นพืชเฉพาะถิ่น (endemic) ที่พบเพียงบนภูเขาหินปูนกูนังอาปิ และกูนังเบนารัต เลื้อยปกคลุมยอดพุ่มไม้ทั่วกิ่งก้านใบ หม้อดักแมลงของมันเรียวยาวและมีสีแดงสดสลับกับสีส้มอ่อนเป็นริ้วลายน่าดู โดยเฉพาะยามแสงแดดทอดทะลุเมฆครึ้มลงมา ขอบปากหนาของหม้อสะท้อนแสงใสแลเป็นลอนวาว สักพักเราเดินต่อ ผมปิดขบวนอยู่ด้านหลังเป็นคนสุดท้าย
เส้นทาง 100 เมตรสุดท้ายชันมาก จนต้องใช้มือช่วยไต่เป็นสี่ขา สภาพป่าเริ่มชื้นขึ้นเรื่อยๆ ด้วยไอหมอกที่พัดผ่านตลอดเวลา ไกลออกไปบนยอดไม้ คนนำทางชี้ให้ดูต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเวชช ี่ (Nepenthes veitchii) ซึ่งเกาะเป็นกระจุกบนกิ่งไม้สูงที่อยู่ไกลออกไป ต่ำลงมาตามก้อนหินที่ปกคลุมไปด้วยมอสและพืชเล็กๆ นานาชนิด มีต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงฝาวงเลื่อย (Nepenthes tentaculata) ขึ้นอยู่ เราสามารถพบต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดนี้ได้ทั่วไปที่ความสูง 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลบนภูเขาแทบทุกลูกบนเกาะบอร์เนียว ลักษณะเด่นของมันอยู่ที่ขนเส้นบางคล้ายฟันเลื่อยชี้ออกมาจากขอบฝากหม้อดักแม ลงโดยรอบ
ไม่นานนัก เราก็มาถึงยอดเขากูนุงอาปิ ที่ชะง่อนผาด้านหนึ่งมีบริเวณเล็กๆ พอให้ข้ามไปยืนชมทิวทัศน์ได้ ผมมองออกไปที่เส้นขอบฟ้าเห็นป่าเขียวสุดลูกหูลูกตา ทอดสายตาต่ำลงมาคือเดอะ พินนาเคิลส์ (The Pinnacles) โครงสร้างเขาหินปูนขนาดใหญ่คล้ายปลายมีดแหลมหลายพันแท่งพุ่งแทงปุยเมฆขาว และท้องฟ้าครามขึ้นมาจากผืนป่าด้านล่าง
ภ าพเบื้องหน้า คือป่าฝนเขตร้อนบนเกาะบอร์เนียวที่ผมฝันใฝ่ สักพักเราเดินกลับพร้อมสายฝนซู่ เฉกเช่นเดียวกับเหล่ามด ปลวก แมลงน้อยที่กรูกันหาที่กำบังหลบเม็ดฝน
เกือบหนึ่งปีผ่านไป ผมยังคิดถึงวันเวลาในป่าซาราวัคเสมอ

0 Comments:
Post a Comment
<< Home