Friday, June 03, 2005

ผมไม่อยากเป็นคนแก่

นี่คือบทความที่ผมตั้งใจเขียนลงคอลัมน์ "การเดินทางครั้งนี้ไม่ธรรมดา" ในผู้จัดการออนไลน์สำหรับสัปดาห์ที่จะถึงนี้้

ทว่า 5 นาทีก่อนส่ง ผมตัดสินใจทิ้งบทความชื้นนี้ และเขียนบทความชิ้นใหม่ขึ้น

ก ารตัดสินใจในครั้งนี้เป็นเพราะ บทความที่ผมเพิ่งเขียนขึ้นกับมือไม่เป็นที่พอใจกับตัวเองอย่างหนักหนาเอาการ ทั้งนี้เพราะรู้สึกได้ชัดว่าผมเขียนแบบคนแก่ เขียนไปก็บ่นไปจนน่ารำคาญ (เหมือนบทความสองชิ้นล่าสุด)

ข อให้ภูมิหลัง (ที่ทำงานของผมเขาชอบใช้คำนี้กันครับ) สักหน่อยว่า ผ มถือว่าหนังสือพิมพ์ออนไลน์็เป็นครูคน สำคัญในการสอนผมเขียนหนังสืออย่างที่ ควรจะเป็น ผมอยากเป็นคนเขียนหนังสือได้พอใช้ กระชับ ได้ใจความความ และใช้เวลาในการเขียนน้อย การเขียนออนไลน์สอนให้ผมมีวินัย เพราะต้องเขียนส่งทุกสัปดาห์ อีกยังได้ผลตอบรับกลับจากคนอ่าน (บางคน) และที่สำคัญที่สุด นักเขียนฝึกหัดอย่างผมก็คงไม่ได้มีโอกาสไปเขียนในหนังสือพิมพ์จริง เพราะความสามารถไม่ถึงด้วยประการทั้งปวง

ท ่านที่ผ่านมาทางนี้ โปรดอ่านบทความแบบคนแก่ของผมหน่อยเิถิืดครับ แล้วช่วยกันโกหกพกลมเพื่อความสบายใจของผมหน่อยครับ ว่าผมมิได้เขียนแบบคนแก่แต่ประการใดเลย

ผมพยายามจะโกหกและหลอกตัวเองมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
---
เรื่อง (งูๆ) ปลาๆ
2 มิถุนายน 2548

ว่ากันว่า การเลี้ยงปลานั้นเป็นงานอดิเรกที่ฝรั่งให้ความนิยมเป็นอันดับต้นๆ รองจากการถ่ายรูปไม่มาก

เ มื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมงานสัมมนาประจำปีของสมาคมผู้เลี้ยงปลาหัวตะกั่วแห่งประ เทศอเมริกา (American Killifish Association) ที่จัดขึ้นในเมืองวอชิงตันดีซี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านในมหานครนิวยอร์ก นั่งรถทัวร์สบายๆ เพียงสี่ชั่วโมงก็ไปถึงเมืองหลวงได้แล้ว ผมถือเป็นโอกาสเปิดหูเปิดตาตัวเอง อยากดูสิว่าฝรั่งเขาทำ “เรื่องลำลอง” อย่างงานอดิเรกให้เป็นเรื่อง “มีสาระ” กันอย่างไร และมีอะไรบ้าง

ปลา หัวตะกั่ว หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “คิลลี่ฟิช” นี้ประกอบไปด้วยปลากหลากหลายชนิด ชื่อว่าคิลลี่ฟิช ดูเหมือนโหดร้ายทารุณ แต่จริงๆ แล้วคำว่าคิลลี่นั้นแผลงมาจากภาษาเยอรมัน ซึ่งใช้เรียกปลาน้อยที่อาศัยอยู่ในลำธาร ฝรั่งเขาใช้เรียกปลากลุ่มหนึ่ง ที่ส่วนใหญ่มีสีสันจัดจ้าน ออกลูกเป็นไข่ บ้างก็แปะไข่ซ่อนไว้ตามพืชน้ำริมตลิ่ง บ้างก็ไข่ไว้ในดิน

ส ิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับปลาหัวตะกั่วบางชนิดอยู่ที่วงจรชีวิตของมันซึ่งใช้เว ลาส่วนหนึ่งอยู่ในน้ำ และส่วนหนึ่งอยู่ในดินชื้น ปลาตระกูลหัวตะกั่วโดยเฉพาะที่มาจากประเทศแถบแอฟริกา และอเมริกาใต้ จะมีชีวิตและออกลูกโดยฝังไข่หลายร้อยฟองไว้ในโคลนดินยามหน้าฝน พอน้ำลดแห้งลงในหน้าแล้ง พ่อแม่ปลาก็จะตายไป ทิ้งไว้แต่ไข่ในดินแห้งเพื่อรอฟักยามฝนมาเยือนในฤดูกาลหน้า มีรายงานว่าเจอปลาเหล่านี้ตามร้อยปลักควาย หรือตามรอยเท้าช้างในป่าลึก เป็นอัศจรรย์ของธรรมชาติจริงๆ

หากไม่นับการจัดประมูลปลาในวันที่สองแ ล้ว การสัมมนาประจำปีจริงๆ ในครั้งนี้ก็จัดขึ้นหนึ่งวันเต็มๆ ใ นช่วงเช้ามีการนำปลาที่เข้าร่วมประกวดออกมาแสดง ขายสลากชิงรางวัลซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์การเลี้ยงปลา และพบกลุ่มย่อยของผู้สนใจปลาหัวตะกั่วในกลุ่มต่างๆ ตั้งแต่กลุ่มปลาหัวตะกั่วที่ไข่ในดินดังที่เพิ่งเล่า ปลาหัวตะกั่วจากทวีปอเมริกาใต้ ปลาหัวตะกั่วที่พบในอเมริกา และปลาหัวตะกั่วที่พบในแถบเอเชีย ซึ่งรวมปลาหัวตะกั ่วชนิดเดียวที่พบในประเทศไทยด้วย ฯลฯ กลุ่มย่อยนักเลี้ยงปลาแต่ละกลุ่มจะมานั่งสุมหัวพูดคุยกันเกี่ยวกับประสบการณ ์ในการเลี้ยงและการเพาะพันธุ์ รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของปลาแต่ละชนิดในธรรมชาติ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงปลาหัวตะกั่วแต่ละกลุ่มชนิดเป็นผู้ดำเนินการ สนทนา

เ วลาในช่วงบ่ายเริ่มมีสีสันขึ้นบ้าง มีกำหนดการที่อัดแน่นไปด้วยการบรรยายหลายหัวข้อ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องสภาพในธรรมชาติและสถานะของการใกล้สูญพันธุ์ของปลาห ัวตะกั่วแต่ละชนิด ไฮไลท์ของวันอยู่ที่ประสบการณ์การไปจับปลาหัวตะกั่วในประเทศกาบองของนักเลี้ ยงปลาชาวสวิสเซอร์แลนด์คนหนึ่งที่ทางสมาคมฯ เชิญมาบรรยาย นอกจากนี้ยังมีการประชุมถึงทิศทางการดำเนินของสมาคมแบบเปิด นั่นคือให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางก ารดำเนินงานของสมาคมฯ ได้

ส มาคมปลาหัวตะกั่วฯ แห่งนี้มีแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน คือ มุ่งส่งเสริมให้สมาชิกแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ อีกยังมุ่งให้เข้าใจสภาพธรรมชาติของปลาหัวตะกั่วแต่ละชนิดในธรรมชาติ โดยเสนอว่าการนำมาปลามาเลี้ยงนี้สามารถเป็นแนวทางหนึ่งในการรักษาไว้ซึ่งชนิ ดพันธุ์ปลาที่กำลังได้รับอันตรายในธรรมชาติ โดยเฉพาะจากการสูญเสียแหล่งอาศัย ซึ่งมักมาควบคู่กับแนวคิดด้านการพัฒนา โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย สมาคมนี้เขาคัดค้านการผสมข้ามสายพันธุ์กัน หรือแม้แต่ผสมข้ามแหล่งอาศัยในธรรมชาติอย่างสุดตัว

โ ดยรวมแล้ว ผมชอบใจกับทุกประสบการณ์ที่ได้พบเห็นและเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสัมมนาขอ งสมาคมฯ ของผู้ที่เพียงเลี้ยงปลาเป็นงานอดิเรกมาก แต่ที่ประทับใจที่สุดเห็นจะเป็น สาระที่ผมได้เข้าประชุมแบบเปิดของสมาคมฯ ที่สมาชิกเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยมีประธานสมาคมเป็นผู้ดำเนินการสนทนาแบบที่ฝรั่งเรียกว่าการประชุมโต๊ะกลม สมาชิกได้พูดคุยกันถึงแนวทางของสมาคมฯ ในอนาคต ซึ่งรวมไปถึงการดำเนินงานของสมาคม และการตอบแทนสังคมโดยเฉพาะในด้านการอนุรักษ์ เขาพูดคุยกันอย่างลึกซึ้ง เป็นเหตุเป็นผล และสร้างสรรค์

ภ ายในเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งของช่วงระยะการประชุมนี้ มีเรื่องหนึ่งที่สะกิดใจขึ้นมาทันที มีสมาชิกคนหนึ่งยกมือตั้งข้อสังเกตในทำนองว่า “งานอดิเรกธรรมชาติ” (organic hobby) นั้นสามารถเป็นกลไกสร้างจิตสำนึก และผลลัพธ์ของการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภายภาคหน้าอย่างมีประสิทธ ิภาพ (ประหยัดและถูก) และมีประสิทธิผล (ส่งผลในวงกว้าง) นับว่าเป็นข้อสังเกตที่อธิบายว่าจะทำเรื่องส่วนตัวให้เป็นเรื่องที่มีผลต่อส ่วนรวมได้อย่างไรได้ดีทีเดียว

ก ารที่คนๆ หนึ่งมีงานอดิเรกธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงปลา เลี้ยงหมา เลี้ยงแมว หรือการดูนกตกปลา อีกทำสวน ดำน้ำ เดินป่า ฯลฯ ย่อมจะทำให้เขาได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ จนสามารถรู้สึกได้ถึงความสำคัญของธรรมชาติ และมีจิตใจที่จะรักษาไว้ซึ่งธรรมชาตินั้นๆ อย่างเข้าอกเข้าใจ ผมเห็นว่างานอดิเรกธรรมชาตินี้สามารถใช้เป็นปัจจัยในการคาดเดาอนาคตของสังคม หนึ่งๆ ว่าจะเป็นสีเขียวสดใสงดงามเพียงใดได้ดีทีเดียว

ใ นสังคมปัจจุบันที่เริ่มเข้าสู่การเป็นเมืองเข้าทุกวันเช่นนี้ ผมเห็นว่าการให้คุณค่าต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติอย่างไม่มีเงื่อนงำแอบแฝงนี ้เป็นเรื่องที่ควรตระหนักอย่างยิ่ง ตามธรรมดาแล้ว คนชนบทที่อยู่อาศัยพึ่งพิงกับธรรมชาติย่อมเห็นความจริงในข้อนี้ดี เพราะป่าเขาลำเนาไพรนั้นแยกออกจากชีวิตเขาไม่ได้

ห ลายครั้งผลร้ายที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่เกิดจากความไ ม่ตั้งใจ แต่นั่นก็มิใช่ข้ออ้างที่ควรแก่สังคมจะรับไว้ได้ ความไม่ตั้งใจนั้นเกิดไม่ได้เกิดขึ้นจากอะไรอื่นนอกจากความไม่ใส่ใจ และความรู้สึกว่าปัญหานั้นเป็นเรื่องไกลตัว ในทางหนึ่งงานอดิเรก (ซึ่งเป็นกิจกรรมของคนเมือง) ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติดังที่ได้กล่าวมานี้ดูจะเป็นความหวังที่ทำให้ความห ่างไกลของวิถีมนุษย์และธรรมชาติเข้าใกล้ขึ้นบ้าง

ส มาชิกของสมาคมปลาหัวตะกั่วคนหนึ่งเคยเป็นครูสอนในโรงเรียนประถมฯ ของอเมริกาอีกให้ข้อสังเกตว่า วิชาวิทยาศาสตร์ที่สอนกันในหลักสูตรส่วนใหญ่นั้นให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ ทางชีววิทยาน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นการพูดถึงเรื่องทางฟิสิกส์ เคมี หรือภูมิศาสตร์ สมาชิกอีกคนหนึ่งเล่าว่าในชุมชนของเขาเพิ่งสร้างโรงเรียนประถมฯ เสร็จด้วยงบประมาณถึง 38 ล้านเหรียญ แต่เหตุใดไม่ยักมีตู้ปลาให้เด็กได้เรียนรู้ชีวิตสัตว์อย่างง่ายดายบ้าง

ส มาชิกคนอื่นๆ ยกมือแสดงความเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกันว่า การส่งเสริมงานอดิเรกธรรมชาติเป็นเรื่องที่จะต้องปลูกฝังในวัยเด็ก โดยเฉพาะช่วงอายุ 5-7 ข วบ ซึ่งเป็นเวลาที่เด็กมีพัฒนาการและเรียนรู้ได้ดี เราจะเริ่มปลูกเมล็ดพืชหวังผลให้เกิดความดีงามของมนุษย์ต่อธรรมชาติเรื่องนี ้กันอย่างไร ทุกคนเห็นพร้อมกันว่าต้องผ่านที่บ้าน และโรงเรียน ซึ่งเป็นสถาบันกล่อมเกลาทางสังคม ที่มีอิทธิพลต่อเด็กในวัยนี้มากที่สุด

เ มื่อได้ยินได้ฟัง ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องนี้แล้วก็ชวนให้ย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องของ เพื่อนเลี้ยงปลาชาวมาเลเซียของผมคนหนึ่ง นอกจากเขาจะเป็นนักดูนกชั้นแนวหน้าของมาเลเซียแล้ว ยังเป็นนักสำรวจและเลี้ยงปลาน้ำจืดโดยเฉพาะปลาท้องถิ่นฝีมือฉกาจอีกด้วย

ห นึ่งปีเต็มพอดีที่ผมเจอเขาครั้งล่าสุด ตอนนั้นผมเพิ่งเข้าทำงานใหม่ๆ แต่ก็ตัดสินใจอย่างฉับพลันว่าจะขอลาหยุดไปเดินป่าฝนเขตร้อนบนเกาะบอร์เนียวต ามความมุ่งมั่นในวัยเด็กก่อนสักครั้ง โดยเฉพาะในเวลาที่ยังมีกำลังกายและใจ อยู่ในช่วงชีวิตวัยหนุ่มเช่นนี้ อีกยังกลัวว่าชีวิตการทำงานจะปิดโอกาสนี้เสียในอนาคตที่ต้องมีภาระหน้าที่คว ามรับผิดชอบอย่างเต็มตัว

เ พื่อนจีนมาเลย์อายุแก่กว่าผมมากกว่าหนึ่งรอบคนนี้มารับผมที่สนามบินเพื่อไปจ ับปลาทันทีเมื่อเครื่องบินเที่ยวกลับจากเมืองกูชิงในรัฐซาราวัคแล่นลงแตะรัน เวย์ของสนามบินชานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เขาพาผมนั่งรถขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าไปยังป่าพรุที่อยู่ห่างออกไปราวชั่วโมงกว่ า นั่งคุยกันสนุกสนานระหว่างทางจนรู้สึกเหมือนไม่นาน สักพักเขาก็เลี้ยวรถออกจากทางด่วน แล้วลัดเลาะไปตามชนบทถิ่นมาเลย์ ริมสองข้างทางครึ้มไปด้วยสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผลผลิตส่งออกหลักของประเทศ เขาเล่าให้ผมฟังว่าอย่างนั้น

ส ักพักเขาก็หยุดรถจอดหน้าลำธารข้างถนน และบอกผมว่านี่เป็นที่ประจำที่เขามักมาจับปลากัดเฉพาะถิ่นชนิดหนึ่งที่พบเจอ แต่ในบริเวณที่เดียวในโลก ลำธารที่ว่านี้มีน้ำสีดำใสเหมือนชา อันเป็นลักษณะสำคัญที่จะบอกว่านี่เป็นบริเวณป่าพรุ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ มีเศษใบไม้แห้งร่วงหล่นทับถมกันจนทำให้น้ำเป็นสีดำเช่นนี้ นอกจากปลากัดที่เขาจะพาผมมาดูแล้ว เขายังชี้ให้ดูปลาซิวตัวจิ๋ว ซึ่งเมื่อมองจากด้านบนจะเห็นจุดเล็กสีแดงที่หัวน่าแปลกตา เขาบอกว่าปลาซิวนี้เป็นปลาซิวชนิดใหม่ และกำลังอยุ่ในระหว่างการบรรยายลักษณะทางอนุกรมวิธานโดยนักมีนวิทยาด้วย

เ มื่อเดินไปรอบๆ ผมก็ยังสังเกตเห็นพืชน้ำในตระกูลไส้ปลาไหล ซึ่งมีลักษณะเป็นเหง้าฝังอยู่ใต้ดินและออกดอกคล้ายบัว ผมรู้มาว่าต้นไม้น้ำชนิดนี้พบได้ในที่จำกัด เฉพาะในแหล่งลำธารและแอ่งน้ำบริเวณป่าพรุเท่านั้น

เ ขาบอกว่าเมื่อตะกี้เขาเกือบจะขับผ่านไปแล้ว เพราะดูไม่คุ้นตาพิกล พร้อมกันก็ได้ชี้ให้ผมดูรถตักดินคันใหญ่ที่กำลังเตรียมพื้นที่ป่าพรุซึ่งเป็ นที่เขาเคยย่ำสำรวจปลาในครั้งก่อน เขาเล่าต่อว่าสวนปาล์มน้ำมันกำลังขยายกว้างออกมาเรื่อยๆ พื้นที่ในรอบบริเวณนั้น แม้จะดูเขียวขจี แต่ผมก็รู้สึกว่าเป็นความเขียวขจีแบบประหลาดๆ เพราะความรู้สึกเต็มไปด้วยต้นไม้นั้นคือภาพของใบปาล์มดูเหมือนกันไปหมด ไม่เหมือนสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่หลากหลายอย่างที่คุ้นตาเลย

ห ลังจากนั้น ผมก็ได้ยินเพื่อนมาเลย์คนนี้บ่นพร่ำตลอดเวลาถึงการบุกรุกของสวนปาล์มน้ำมันท ี่เขาพอจะคาดเดาได้ ผมถามเขาว่าทำไมถึงไม่ทำอะไรสักอย่างล่ะ จะปล่อยไว้อย่างนี้หรือ

ค ำตอบที่ผมได้รับฟังแล้วเหมือนตลกร้าย เขาบอกว่าไม่มีใครคิดอย่างเขาหรอก คนอื่นเขาทำปาล์มน้ำมันกันรวยๆ ทั้งนั้น อีกยังเป็นเรื่องที่รัฐบาลของเขาสนับสนุนอีกด้วย กะอีแค่ปลาตัวเล็กๆ แบบนี้ใครจะไม่สนใจ เขาก็อ้างได้ว่าปลาแบบนี้ที่อื่นก็มี อยู่ในน้ำใสๆ ดำๆ แบบนี้ล่ะ แต่ก็หารู้ไม่ว่าปลาในแต่ละที่นั้นแตกต่างกันมาก ปลาในที่นั้นก็อาจจะเป็นคนละชนิดกับที่เห็นอยุ่ในนี้อย่างแน่นอน

ปลา ยเดือนที่แล้ว ผมได้รับจดหมายอิเลคทรอนิกส์จากเขา เพื่อนชาวมาเลย์ของผมคนนี้ส่งข้อความสั้นๆ มาเล่าว่า “บ ริเวณป่าพรุที่เราไปจับปลากันในวันนั้น ตอนนี้หายไปแล้ว เมื่อตอนต้นปี เขากับนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่งกลับไป และเห็นพื้นที่เหล่านั้นโดนถางจนเรียบโกร๋นเป็นนรก เขารู้สึกเซ็งมาก”

ค งไม่มีใครตอบได้หรอกว่าจะเลือกอะไร ระหว่างการเปลี่ยนพื้นที่ป่าพรุที่ว่าเป็นสวนปาล์มน้ำมันดังที่เป็นอยู่ กับการเก็บไว้ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาตัวน้อย และอีกหลายสรรพชิวีตในธรรมชาติ

แ ต่ถ้าให้นักท่องธรรมชาติตัวจริงอย่างเพื่อนของผมคนนี้เป็นคนตัดสินใจเลือก เขาย่อมที่จะเลือกอย่างหลังที่จะเก็บธรรมชาติไว้อย่างที่มันควรจะเป็นมากกว่ า

เราจะเลือกแนวทางไหน มีวิธีที่จะสอนและปลูกฝังให้เข้าใจกันได้ไม่ยาก วิธีที่ว่าจะช่วยให้เรามองและปฎิบัติต่อธรรมชาติอย่างเขาอกเข้าใจ

“งานอดิเรกธรรมชาติ เริ่มได้ที่ตัวเอง” ผมจะตอบว่าอย่างนี้ ฟังแล้วดูเหมือนโฆษณาไหมล่ะครับ

4 Comments:

At 1:52 AM, Anonymous Anonymous said...

แก่ว่ะ...

ล้อเล่น

อ่านแล้วเซ็ง

จำเรื่องที่บ่น เรื่องซิวหางแดงได้ป่าว

คุณบอกพบได้ตามต่างจังหวัด แต่ผมยืนยันว่า สมัยเด็กๆ เคยจับได้มากมายหน้าบ้านตอนน้ำท่วม (พวกมันมาตามท่อระบายน้ำ ที่ต่อมาจากคลองแถวนั้น) และเอามาเลี้ยงไว้ ต่างปลานีออน ที่มีราคาแพงเกินทรัพยากรในกระเป๋าของเด็กสิบกว่าขวบ

ปลากัดลูกทุ่งกรุงเทพฯ ที่ผมว่าห่วยจัง ตัวแกร็นๆ เขียวๆ เครื่องสั้น ว่ายน้ำปรูดปราด แต่ก็ดีวะ ไม่ต้องซื้อตัวละเจ็ดบาทสิบบาทตามสวนจตุจักร

ปลาพวกนั้นหายไปหมดในระยะสิบปี...

ตอนนี้คลองแถวบ้าน มีแต่ปลาหางนกยูง กับปลานิล

เคยเจอกระดี่นางโผล่มาฮุบน้ำทีนึง โห ตื่นเต้น รอดู เสียจนพลาดรถเมล์

พูดถึงกระดี่นาง ผมว่าเป็นกระดี่ที่สวยที่สุดชนิดหนึ่งของไทย แต่ไหงไม่ฮิตเลย... แถมในธรรมชาติก็เริ่มหายไปอีก

 
At 3:02 AM, Blogger tihtra said...

เรื่องเล่าของพี่บุญชิตฯ ทำให้ผมเห็นความสวยงามแห่งอดีต หากซึิมเศร้าแห่งปัจจุบัน

ขออนุญาตลอกความเห็นของพี่ไปลงไว้ในเวปไซต์สยามเอ็นซิสนะครับ

การลอกในครั้งนี้เป็นการขออนุญาตแบบลอยๆ และจะไม่รอคำตอบ เพราะผมเชื่อมั่นว่าพี่น่าจะอนุญาตให้นำไปใช้ได้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ

เพราะความเห็นสั้นๆ ของพี่กินใจผมมาก และบอกอะไรใ้หคิดต่อได้มากมาย ขอบคุณครับ

(เด็ก "แก่แดด" เช่นผม กำลัง "อิืน" อยู่น่ะครับ)

 
At 3:05 AM, Anonymous Anonymous said...

ตามสบาย... ถ้าลงสยามเอ็นซิส

ถ้าเอาไปลงพวก "หลุดโลก" หรือ "สวิงกิ้งบอร์ด" นี่สิผมถึงคิดมาก

:P

 
At 3:06 AM, Blogger tihtra said...

นำความเห็นของพี่บุญชิตฯ ไปโพสไว้ที่นี่ครับ

http://siamensis.org/webboard/webanswer.asp?id=3939

 

Post a Comment

<< Home