Tuesday, September 06, 2005

เพื่อนเขียน (2) "การเลี้ยงสัตว์"


ข ณะเปิดประตูเพื่อไปยังดาดฟ้าชั้นสามของบ ้านริมถนนทรงวาด ผมสะดุ้งทันทีที่ นกเอี้ยงจุกสีดำ บินถลาพร้อมทั้งตีปีกเข้าใส่หน้าผม จนแว่นตาเกือบหลุด “ไอ้นกเวร เอ็งดีใจอะไรนักหนาวะ” ผมสบถ

ผมจำได้ถึงตอนปิดเทอม ชั้น ม.5 ช่วงหน้าฝน ตอนนั้น พวกเราต้องกลับบ้าน 2 สัปดาห์ ผมเป็นผู้อาสาเอานกเอี้ยงสีดำเมี่ยม ชื่อ “เอแลน” กลับมาเลี้ยงที่บ้าน เอแลน เป็นนกพิการที่น่าสงสาร พลัดพรากจากแม่นกตั้งแต่ยังเล็กอยู่ “ท่อก”เพื่อนผมเป็นคนเก็บมาเลี้ยง ช่วงแรกนึกว่าจะไม่รอดเพราะ มันยังเล็กมาก เมื่อเลี้ยงมานานเข้า เจ้าเอแลน กลับเป็นขวัญใจของพวกเราด้วยความแสนรู้บวกกับความตะกระ ทำให้พวกเราเพลิดเพลินไปได้มากทีเดียว

เอแลน เป็นนกแสนรู้จริงๆ เพราะมันรู้ว่า มันอบอุ่นและปลอดภัยเมื่ออยู่กับพวกเราที่ ห้องเพรบที่ร.ร. รวมทั้งมันยังมีอาหารกินดีๆนอกจากอาหารนกที่กินประจำ หากเวลาใครๆเดินผ่านกรงของเอแลน ก็ต้องป้อนอาหารให้มันกินเสมอ ส่วนใหญ่เป็นอาหารนกขุนทองเม็ดกลมโตสีแดง มันจะอ้าปากกว้างมากๆๆๆ จนเห็นเนื้อคอหอยสีแดง แล้วส่งเสียงขออาหารให้พวกเราเมตตานัก ในช่วงแรกที่มันยังไม่มีกรงเป็นที่อยู่จริงๆ มันก็อาศัย ที่นอนที่มันพอหานอนได้เป็นที่พักพิง เช่น ในกระเป๋าเสื้อนอกของ”เมน”เพื่อนผม หรือตามตู้เสื้อผ้าต่างๆ เอแลนชอบกระโดดไปมาเวลาที่พวกเราทำการบ้านตอนกลางคืน ชอบเรียกร้องความสนใจจากผู้คน คงเป็นเพราะมันกำพร้าแม่จึงทำให้มันเป็นนกมีปัญหาก็เป็นได้ หากไม่ได้แม่ที่ดีอย่างพวกเรา มันคงจะหมดอนาคตไปนานแล้ว

ครั้งหนึ่งห ลังจากที่เก็บเอแลนมาเลี้ยงบำรุงจนร่างกายหายดีแล้ว พวกเราต้องการที่จะปล่อยมันเพื่อให้ออกไปหาอิสระตามภาษานกในโลกภายนอก เราลองเอามันไปปล่อยที่หน้าคณะ มันก้อได้แต่ยืนเกาะระเบียงไว้ ลองใหม่อีกที ทีนี้เราโยนเจ้านกน้อย ให้มันโผบินสู่ท้องฟ้า ได้ผล เอแลนบินได้วะ ผมดีใจมาก แต่แล้วมันก็บินกลับมาเกาะที่เดิม ไม่ขยับไปไหน ได้แต่ขยับตัวเข้าหาพวกเราไม่คนใดก็คนหนึ่ง ไม่ว่าจะพยายามกี่ทีก็ได้ผล อย่างเดิม พวกเราจึงสรุปว่ามันเป็นนกในคณะไปแล้ว และเป็นส่วนหนึ่งของพวกเราในเวลาต่อมา
หากช่วงใดเราอยากเล่นกับมันเราก็น ำมันออกมาจากในกรง ให้มากระโดดหยองๆ ที่โต๊ะทำงานของพวกเรา แม้ว่ามันจะร้องน่ารำคาญไปนิดหน่อยแต่ทุกคนก็รักมัน จนชักรำคาญหนักเข้าก็นำไปเก็บเข้าเหมือนเดิม จนเจ้านกน้อยกลายเป็นของเล่นผ่อนคลายอารมณ์ของพวกเราไป

เวลาผ่านไปเร ็วนัก ไม่นานก็ปิดเทอม ต่างคนต่างมีภาระ แต่เจ้านกน้อยยังต้องมีคนดูแล ผมจึงนำกลับไปที่บ้านด้วย และคิดว่าคงไม่มีปัญหานัก น่าจะเอาไว้ชั้นบนดาดฟ้าได้ ช่วงนั้นเป็นช่วงหน้าฝน ฝนตกอยู่ตลอด เจ้าเอแลนไม่สามารถตากฝนได้ ผมจึงนำไปไว้ในห้องน้ำดาดฟ้า ปัญหาเรื่องฝนเป็นเรื่องเล็กไปเลย เมื่อเจอเรื่องขี้นกของเอแลน ห้องน้ำเป็นพื้นกระเบื้อง ขี้นกเอี้ยงเป็นสีเขียวปี๋ ล้างออกยากมากด้วยเพราะเมื่อทิ้งไว้นานจะเกาะเป็นคราบแน่นมาก เมื่อทดลองเลี้ยงอยู่สัก 3-4 วันผมนึกได้ว่าตอนอยู่ที่โรงเรียนมันยังอยู่ได้เลย แม้ว่าไม่มีกรงให้มัน ผมจึงลองปล่อยมันดูแม้ว่าในใจยังกล้าๆกลัวๆ

เจ้าเอแลน ดีใจมากที่ได้ออกมาสู่โลกภายนอก มันคงนึกอุดอู้อยู่นาน ว่าเมื่อไหร่จะได้ออกมาเล่นข้างนอกบ้างเหมือนเมื่อก่อน เจ้านกสำรวจบ้านผมโดยรอบเมื่อมันเริ่มเบื่อมันก็หาที่ร่มรื่นไว้เกาะพักผ่อน ผมจึงบอกให้มันอยู่ดีๆนะแล้วก็ลงมาอยู่ที่ชั้น 2

ทุกๆครั้งที่ นำอาหารไปให้เจ้านก มันก็จะบินมาเกาะหน้าเกาะตา ตีปีก จนแว่นตาผมแทบหล่นทุกครั้งรวมทั้งส่งเสียงบ่นตามภาษานกทำนองว่า “คิดถึงจังๆ” ในช่วงที่เจ้านกน้อยชินอยู่กับการอยู่ภายนอกกรงผมก็ปล่อยอยู่อย่างนั้นหารู้ ไม่ว่ามีภัยอตรายสำหรับนกกำลังจ้องทำร้ายมันอยู่

เจ้าแมวอันธภาร ข้างๆบ้านนั่นเองมันโดดมาจากชั้นสูงกว่าของเพื่อนบ้าน พวกมันมีกันหลายตัวดูไม่น่าไว้วางใจ ครั้งหนึ่งคนงานทำเสียงเอ็ดตะโร ตะเพิ่ดแมว แล้วมาตามผมไปดูว่าเจ้านกอยู่ดีหรือเปล่า ผมไปเห็นกับตาว่าเจ้านกน้อยไร้เดียงสากำลังตกอยู่ในวงล้อมของเจ้าพวกนั้น ผมจึงส่งเสียงไล่เหล่าศัตรูให้ไปเสีย น่าแปลกที่เจ้านกมีบุญไม่ถูกแมวกินไปเสียบัดนั้น ทั้งๆที่มันไม่มีท่าทีปกป้องตนเองจากภัยอตรายเลย จากนั้นมาทำให้ผมต้องเหนื่อยเก็บขี้นกสีเขียวปี๋ไปอีก อาทิตย์หนึ่งเต็มๆ โชคดีที่ใกล้ถึงวันเปิดเรียนมาพอดี ไม่ต้องทนขี้นกแสนเหม็นนานๆ

เมื่ อเปิดเทอมใหม่พวกเราต่างมีเรื่องราวระหว่างปิดเทอมมาเล่าสู่กันฟัง ผมก็พลอยมีเรื่องเจ้านกน้อยที่พอจะเล่าให้เพื่อนฝูงฟังได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คิดถึงเอแลน เปิดเทอมใหม่เอแลนมีกรงใหม่ มีอาหารใหม่ แต่มีคนเล่นกับมันเหมือนเดิม มันยังเป็นขวัญใจของพวกเราอยู่ จนกระทั่งวาระสุดท้ายของมันมาถึง เป็นความสับเพร่าของผมเอง ซึ่งผมไม่เคยยอมรับ นั่นคือการปล่อยเอแลนให้อยู่นอกกรงโดยลำพัง ในช่วงเย็นวันหนึ่ง มันก็คงเคยชินที่จะเล่นตามประสาในห้องเพรบของพวกเรา ทำให้ “ระดู”เพื่อนผมคนหนึ่ง เดินไปเหยียบมันเข้า ตอนสิ้นลมหายใจ ผมคิดว่า ระดูคงรู้สึกแย่มาก แต่อย่างน้อยก็เป็นคนที่เห็นขวัญใจของพวกเราเป็นคนสุดท้าย

ในชีวิตเราอาจมีสัตว์เลี้ยงได้หลายตัว แต่เจ้าเอแลน นกที่มีคุณค่า เป็นนกตัวเดียวในความทรงจำตลอดไป

เ รื่องเจ้าเอแลนเป็นการเกริ่นนำ เหมือนไตเติ้ลที่จะนำไปสู่เรื่องราวของการเลี้ยงสัตว์ในฐานะมนุษย์ที่ต้องอุ ปถัมค้ำจุนสัตว์โลกที่อ่อนด้อยกว่าเรา สัตว์ต่างๆเหล่านั้นได้ การยังชีพเป็นประโยชน์ตอบแทนหลักจากมนุษย์ แม้ว่าบางตัวอย่างเจ้าเอแลนจะได้การเลี้ยงดูทางใจด้วย ส่วนมนุษย์ก็มุ่งหาประโยชน์หลายอย่างจากสัตว์เหล่านั้น เช่น

1.ประโยชน์ทางใจ การเป็นเพื่อน (การเลี้ยงสุนัข สัตว์เลี้ยงอื่นๆอย่างเอแลน)
2. ประโยชน์ทางการศึกษา (นักเรียนสัตวแพทย์)
3. ประโยชน์เรื่องนำมาเป็นอาหาร(ชาวชนบทเลี้ยงไก่หลังบ้านเพื่อฆ่ากิน)
4. ประโยชน์ทางความเชื่อ(ฆ่าแพะบูชายัน)
5. ประโยชน์ใช้งานเฉพาะทาง(สุนัขดมยาเสพติด สุนัขลากเลื่อน ควายไถนาฯ)
6. ประโยชน์ในการอวดบารมี (ช้างเผือกของเจ้านาย ม้าศึกของนักรบ วัวผสมพันธุ์ต่างประเทศฯ)
7. ประโยชน์ทางธุรกิจ(ธุรกิจฟาร์มต่างๆรวมทั้งโรงฆ่าและเขียงจำหน่าย)

ป ระโยชน์ต่างๆที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ ซึ่งธรรมชาติได้ออกแบบแผนของชีวิตต่างๆอย่างสมบูรณ์แล้ว เพียงแต่มนุษย์ต้องทำความเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น ผมมีโอกาสได้สัมผัสสัตว์เลี้ยงต่างๆทั้งของตนเองและของเพื่อนอยู่เสมอ โชคดีมากที่ผมได้อยู่โรงเรียนประจำ ได้เลี้ยงสัตว์หลายชนิดของเพื่อนโดยที่ไม่ต้องเป็นเจ้าของเอง ทำให้ผมเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ จนมีวิญญาณแฝงมากพอที่จะเลือกอาชีพการเลี้ยงสัตว์เป็นธุรกิจของตนเองในเวลาต ่อมา

“มอๆ” เป็นเสียงสัตว์ชนิดหนึ่งที่ผมเริ่มเลี้ยงอย่างคาดหวังว่าจะเป็นธุรกิจแรกของ ผม เจ้าวัวตัวอ้วนพลี ใครๆในระแวกเชียงแสนนี้ หากได้ชื่อว่าเป็น พ่อเลี้ยง-แม่เลี้ยง ในชนบทเช่นนี้ มักจะมีวัวหรือควาย ให้ชาวบ้านผู้ยากจนกว่ามารับเลี้ยงเพื่อแบ่งลูกให้ โดยมากจะเป็นการอุปภัมฐ์กันมานาน เจ้าของวัวก็จะได้ลูกวัวขายเป็นตัวเงิน ส่วนคนเลี้ยงก็ได้ประกอบอาชีพ และไม่ต้องลงทุนเงินจำนวนมากในเริ่มแรก นับว่าเป็นการพึ่งพาอาศัยกันให้อยู่กันไปพอมีพอกิน

ในช่วงแรกผมก็ร ับเลี้ยงวัวของเหล่า พ่อเลี้ยง-แม่เลี้ยง เหล่านี้ด้วย ความที่อยากจะทดลองเลี้ยงแต่ไม่กล้าลงทุนเองด้วยความที่ว่ามือใหม่กลัวซื้อไ ม่เป็น ถูกหลอกขายวัวคุณภาพไม่ดี เป็นหมัน เป็นโรค กลัวต่างๆนานา จึงตัดสินใจทดลองเลี้ยงด้วยวัวของคนอื่นดีกว่า
แรกเริ่มก็รับเข้ามาสิบกว ่าตัวก่อน ทำโรงเรือนแบบง่ายที่สุด เลี้ยงไปสัก 2-3 เดือน เริ่มคิดว่าง่ายดี ไม่เห็นมีปัญหาใดๆเลย ก็เลยนำวัวเข้ามาอีก 20 ตัว เลี้ยงแบบปล่อยทุ่งหญ้าให้กินหญ้าตามธรรมชาติ เสริมอาหารให้นิดหน่อยตอนช่วงหน้าแล้ง

เลี้ยงได้ไม่นานแม่วัวตัวแร กก็เริ่มออกลูกมาตรงกับวันพ่อพอดีเลย เสียดายลูกวัวตัวแรกของฟาร์มต้องขึ้นสวรรค์เร็วไปหน่อย อยู่ได้เพียง 3 วัน เนื่องจากการที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ประกอบกับการที่แม่วัวไม่ค่อยให้ลูกกินนมด้วย ขนาดเอาสัตวแพทย์มาช่วยดูแลอาการให้แล้วก็ยังไม่รอด เรียกว่าแล้วแต่บุญทำมาแล้วกัน

เวลาที่ยื่นอาหารอะไรๆเข้าไปในปากของ เจ้าวัวตัวเขื่องต้องระวังไม่ให้โดนฟันของเจ้าพวกนี้เพราะฟันมันใหญ่มาก แม้จะไม่คมแต่ก็พอทำให้เราบาดเจ็บได้ ผมชอบเวลาเอาเปลือกกะทกรกให้วัวกินเวลาหน้าแล้ง ขณะที่ขับรถเข้ามาในฟาร์มหากเจ้าวัวพวกนั้นรู้ว่าท้ายรถผมมีอะไร พวกมันจะรีบปลี่เข้ามารุมล้อมจนผมแทบหาทางออกไม่ได้ ตัวนำก็คือ แม่วัวขาวตัวที่ลูกมันตายนั้นเอง กับเจ้าตัวแดงขนาดใหญ่ที่ชอบทำตัวเป็นจ่าฝูง นอกนั้นทำตัวเป็นผู้ตามที่ดี หากมีตัวนำแล้วละก็ถึงไหนถึงกัน กะทกรกนี้เป็นโปรดของวัวฝูงนี้ทีเดียว มันเป็นอะไรเหมือนกับการได้กินสเต๊กเชียว

บทเรียนที่ได้จากการเลี้ ยงวัว คือ อย่าเข้าข้างหลัง มีโอกาสพลาดเจ็บตัวเอาง่ายๆ โดยเฉพาะวัวที่ไม่เชื่อง หรือ เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ ขนาดหมอสัตว์ยังพลาดให้เห็น เนื่องจากที่ฟาร์มผมไม่มีซองบังคับสำหรับสัตว์ใหญ่ จึงจำเป็นต้องมัดขาหลังวัวกับคอกไม้ไผ่เพื่อดูอาการ แม้หมอชำนาญก็ยังพลาด เพราะ มัดขามันไม่แน่น ก็เลยโดนท่าดีดหลัง น่ากลัวมาก คุณหมอท่านเจ็บเอาการ

บ ทเรียนที่ได้จากวัว ก็ใช้ได้กับสัตว์ใหญ่อื่นๆเช่นกัน ผมเคยมี ม้าแดงตัวหนึ่งสูงประมาณ 12 แฮนด์ (ประมาณ 120 ซม.วัดจากพื้นถึงกลางหลัง)ได้มาจากการไถ่ชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งในแม่ สายไถ่มาในราคา 5,000 บาท สวยมากสำหรับผม มาแรกๆดูมันตื่นๆ คงเป็นเพราะ ตกใจจากการเห็นสภาพโรงฆ่าสัตว์ที่เพื่อนๆมันตายไปต่อหน้าต่อตา จริตมันเลยเพี้ยนๆ เหมือนชอบเห็นอะไรแล้วตกในเอาง่ายๆ ม้าตัวนี้ผมเรียก”ม้าน้อย” เจ้าม้าน้อยเคยแตะคนที่พยายามขี่หลายคนแล้ว ซึ่งมักจะแอบขี่ตอนที่ผมไม่เห็นเลยไม่ได้ให้คำแนะนำไว้ รวมทั้งไม่ได้ใส่อานและบังเหียนด้วย การขี่ม้าจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะใช้สำหรับความปลอดภัย และต้องคอยระวังเรื่องการเคลื่อนไหวของตัวเราแค่บางทีเรายกมือขึ้นเการังแคบ นหัวด้วยความคัน เจ้าม้าน้อยก็สะดุ้งแล้ว เพราะมันคอยจ้องดูผมตลอดว่าจะทำอะไรมันไหม มีครั้งหนึ่งมันเล็มหญ้าอยู่ข้างทางผมก็ขี่จักรยานผ่าน เท่านั้นเองมันสะดุ้งกระโดดแตะเต็มแรง ผมรู้สึกถึงลมที่ผ่านหน้าผมไปได้ หันมองกลับไปกีบเท้าม้าน้อยอยู่ระดับก้านคอผมเลย รวมทั้งตัวม้าที่อยู่ในอากาศเกือบทั้งตัว โชคดีที่ขี่จักรยานด้วยความเร็วมิเช่นนั้นโดนเต็มคอเลย อาจไม่มีชีวิตเหลือมาดูโลกต่อไปก็ได้ ซึ่งสอนให้รู้ว่าก่อนเข้าใกล้ม้าควรให้มันรู้ตัวก่อนมิเช่นนั้น อาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

ผมเคยขี่เจ้าม้าน้อยไปในสวน ขึ้นดอย ใกล้ๆไร่ เพื่อความเพลิดเพลิน คนงานเคยใช้งานม้าน้อยลากปุ๋ยขึ้นไปใส่ต้นไม้บนดอย นับว่าม้าเป็นสัตว์สารพัดประโยชน์สำหรับมนุษย์เลยทีเดียว แต่พอมีรถยนต์ม้าก็เริ่มหมดความนิยมลงไปเลย

เจ้าม้าน้อยชอบแอบขโมยข้าวเปลือกที่ผมเตรียมไว้สีสำหรับคนงาน มันชอบนักเวลาเราเผลอปล่อยเชือกจูงยาวเกินไป มันก็จะปลี่ไปที่
ก ระสอบข้าวเปลือกในทันที หากเราจับได้มันก็ทำหน้าตาเฉยต้องจูงกลับเข้าคอกจึงจะยอมหยุดกิน ถ้าหากไปตีม้าน้อยมันก็จะไม่พอใจมากด้วยการยิงฟันขู่เรา ม้าเป็นสัตว์ที่ให้ความเพลิดเพลินกับคนเราได้เป็นอย่างดี ผมเคยรู้จักเด็กคนหนึ่งอายุประมาณ 10 กว่าปีซึ่งรากฐานเป็นคนกรุงเทพ แต่มาโตที่แม่จันพร้อมกับที่แม่ของแกมาทำรีสอร์ท แกได้รับการศึกษาในโรงเรียนท้องถิ่น แต่ที่ครอบครัวค่อนข้างมีฐานะเลี้ยงดูอย่างดี แกมีงานที่ต้องทำในวันหยุด คือ การดูแลม้าของรีสอร์ทกว่า 10 ตัว และ เป็นผู้นำทางในทริปขี่ม้าแอดแวนเจอร์ของแขกที่มาใช้บริการ สังเกตดูน้องเบนคนนี้มีอะไรพิเศษกว่าที่เด็กกรุงเทพไม่มี คือ เรื่องการผจญภัย อิสระที่จะคิดและทำเรื่องราวต่างๆที่ขนาดผู้ใหญ่ยังต้องอาย และแกยังมีอะไรที่เด็กต่างจังหวัดไม่มี คือ เรื่องของการเข้าหาผู้คน แกมีเชาว์เรื่องสัมพันธภาพ กาลเทศะ เหยี่ยงเด็กที่ได้รับการอบรมมาดี แต่ก็ไม่ขาดจินตนาการของเด็ก ซึ่งผมสรุปว่า สิ่งนี้น่าจะเกิดจากการได้สัมผัสม้าของแกอยู่ตลอดเวลา ม้าเป็นสัตว์ที่รักอิสระ ชอบผจญภัยเท่าที่มันจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และม้าที่ได้รับการฝึกอบรมมาดีก็สามารถตอบสนองผู้ขี่ได้เป็นอย่างดี รู้กาลเทศะ เด็กที่สัมผัสม้าอยู่ตลอดน่าจะมีพัฒนาการที่สอดคล้องกับธรรมชาติ รักที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ตามวัยผิดกับเด็กในเมืองใหญ่ที่วิธีการเรียนร ู้ค่อนข้างจำกัด แต่กลับมีข้อมูลต่างๆมากมายให้เรียนรู้

การเลี้ยงสั ตว์ในสมัยโบราณถือว่าเป็นงานที่สำคัญ เมื่อจะออกรบต้องเตรียมช้างม้าวัวควาย ไว้ให้พร้อมสรรพ กองทัพจำนวนมากพ่ายแพ้ด้วยการขาดเสบียง ขาดช้างศึก ม้าศึก ที่ดี มากกว่าจะแพ้กันด้วยฝีมือทางการรบจริงๆ การเลี้ยงสัตว์จึงผูกพันกับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว คนเราโตขึ้นมากับสัตว์ชนิดต่างๆที่รายล้อมรอบตัวเราจริงๆ ทั้งที่ไว้ใช้งาน และใช้เป็นอาหาร มาในสมัยนี้คนเราโดยเฉพาะคนที่โตในเมืองใหญ่มักจะห่างเหินกับสัตว์ต่างๆเสีย จริงๆเพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป

เมื่อเลี้ยงวัว เลี้ยงม้าแล้วผมก็เลี้ยงไปอย่างไม่ได้คิดจริงจังทำเป็นธุรกิจ เพราะรู้ว่ามันเป็นไปได้ยากต้องใช้ทุนสูงมาก และผมก็รู้ว่าผมต้องหาอะไรทำอย่างจริงจังเสียที ผมจึงมองดูสัตว์รอบตัวก็เห็นว่าแพะน่าสนใจมากทีเดียว

เมื่อผมตัดสินใ จเลี้ยงแพะ อะไรๆในไร่ก็เริ่มเปลี่ยนไป ในตอนเริ่มเลี้ยงผมตั้งใจจะเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงในไร่มากกว่าที่จะทำเป็นกิ จลักษณะ ผมวางแผนในไร่ด้วยสภาพอันจำกัด และบีบให้เลือกอยู่ตลอดเวลา ในตอนนั้นมีอะไรที่ดูดีกว่าการเลี้ยงแพะหลายอย่าง เช่น การทำสวนส้ม การทำพืชไร่ตัวอื่นที่มีสภาพคล่องสูงกว่าการเลี้ยงแพะ แต่อนิจจัง ในเวลาต่อมาทุกอย่างเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว ตอนนั้นเป็นตอนที่ผมต้องคิดและตัดสินใจ ผมมองหน้าเหล่าแพะทั้งหลายที่ผมมี ประมาณ 10 กว่าตัว แล้วบอกพวกมันว่า”เชื่อฉันซิ ฉันจะทำให้พวกแกมีความสุข และ ฉันจะรวบรวมพวกแกให้ได้มากๆ และทำที่นี่ให้เป็นสวรรค์ของแพะเลย ให้ได้กินอิ่ม นอนหลับกว่าแพะที่อื่นๆ เลยนะ” แต่ผมบอกมันไม่หมด ผมไม่ได้บอกแรื่องเงื่อนไขในการอยู่ของพวกมันว่ามันมีค่าใช้จ่ายนะและพวกแกต ้องตอบแทนที่ฉันเลี้ยงดูพวกแกมาด้วย”ชีวิต”

ฟังดูอาจจะดูโหดร้ายแต ่นี่เป็นความจริงของชีวิต ลองนึกดูดีๆ ว่าทุกอย่าง คือ การแลกเปลี่ยน ไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่าๆ แม้แต่ในสังคมมนุษย์ด้วยกัน ลองมองไปรอบๆ ว่าการที่นายจ้างจ้างเราทำงานเพื่ออะไร การที่เรากินอิ่ม นอนหลับ เราต้องแลกอะไรออกไปบ้าง สุดท้ายแล้วใครเป็นคนควบคุมชีวิตเรา

ในฐานะ ที่ผมเป็นเจ้าของฟาร์ม ผมดำรงตำแหน่งประหนึ่งเทพเจ้าของแพะในฟาร์มของผมด้วย ผมเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย แพะในฟาร์มจึงต้องศรัทธาในตัวผม(ถ้ามันมีความศรัทธานะ) ผมกำลังเปรียบเทียบอะไรเนี่ยดูเหมือนจะนอกประเด็นเรื่องที่ต้องการพิมพ์แล้ว นะ

ภาพที่ประทับใจในการเลี้ยงแพะคงอยู่ที่การได้เห็นลูกแพะที่กำลั งออกจากตัวแม่แพะ ตอนคลอดลูกเนี่ยลุ้นที่สุดเลย กลัวว่าลูกจะตายด้วยสาเหตุต่างๆ (แล้วเราจะไม่ได้เงิน) หากมีการตายเกิดขึ้นแล้วหาสาเหตุไม่ได้ผมจะไม่สบายใจไปนานเลย ในที่สุดก็ต้องคาดเดาไปต่างๆนานา

เมื่อแม่แพะคลอดลูกแล้ว เราต้องพยายามที่จะดูแลลูกแพะเหล่านั้น รวมถึงการช่วยให้แม่แพะมีความสามารถในการเลี้ยงลูกให้ได้มากที่สุด ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมต่างๆให้สงบ การฉีดยาต่างๆ ฯ เพื่อให้ลูกแพะมีอัตราการตายน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ส่วนใหญ่แล้วล ูกแพะจะมีโอกาสตายมากกว่าแม่แพะ แต่ก็มีบ้างที่แม่แพะตายก่อนในกรณีอุบัติเหตุจากการคลอดเมื่อแม่แพะอ่อนแออย ู่แล้ว ผมมีลูกแพะสองตัวที่ต้องนำมาป้อนนมเองเนื่องจากแม่ของมันตายหลังคลอด ตอนเล็กต้องรีดนมน้ำเหลืองจากแม่แพะตัวอื่นให้กิน เมื่อโตขึ้นมาต้องให้นมผสมใส่ขวดนมกิน

เจ้าแพะสองตัวนี้ใจกล้ากว่าแพ ะทั่วไปเนื่องจากเติบโตมากับคน และสุนัข จึงทำให้มันเป็นแพะที่ชอบเล่นกับสุนัขพันธุ์ใหญ่อย่างโดเบอร์แมน(เจ้าดวงดี) หากเมื่อใดผมลืมปิดประตูรถเอาไว้ เจ้าแพะจุ่นจ่านคู่นี้จะคอยเข้าไปรื้อดูข้าวของในรถอย่างสอดรู้สอดเห็น วันดีคืนดี ก็ทำท่าขับรถเล่นเสียอีก พอผมตะโกนไล่เท่านั้นแหละ วิ่งหางจุกตูดเลย บางทีก็จะขโมยกินข้าวสารที่ตั้งไว้บนบ้าน จนภายหลังต้องย้ายที่เก็บข้าวสารไปอยู่ในห้องมิดชิด นี่แหละคือ ความวุ่นวายประสาแพะที่เลี้ยงอย่างหมา จนผมอดคิดไม่ได้ว่าจะขายมันดีหรือไม่ ใจหนึ่งก็รำคาญพฤติกรรมของมัน แต่ใจหนึ่งก็สงสารมันยิ่งนัก

มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกแพะคลอดออกมาเป็น ลูกแฝด แล้วแม่แพะตัวดำไม่ยอมเลี้ยงลูก ไม่ให้ลูกกินนม มีอาการกระสับกระส่าย ซึ่งพบได้บ่อยในแพะแม่สาวให้ลูกครั้งแรก ซึ่งการฉีดฮอร์โมนออกซี่โตซินบวกกับฟอสฟอรัสและการบังคับให้แม่แพะให้นมลูกใ นวันแรก หรือ อีกสองถึงสามวันถัดมาช่วยให้แม่แพะปรับตัวได้ แล้วก็จะเลี้ยงลูกไปได้ในที่สุด แต่แม่แพะตัวนี้ไม่ยอมให้ลูกกินนมเลยจริงๆ เป็นโชคดีที่วันถัดมามีแม่แพะตัวใหม่เกิดลูกพอดี ซึ่งก็เป็นลูกแฝดเช่นกัน ผมจึงนำลูกแพะจากแม่แพะตัวเก่าที่ไม่ยอมให้ลูกกินนมไปกินนมแม่แพะตัวนี้ซึ่ง เต้ามีขนาดใหญ่ แต่มีกรรมวิธี คือการที่จะต้องทำลายการรับรู้ของแม่แพะใหม่เรื่องความสามารถในการดมกลิ่นก่ อนจะได้ไม่รู้ว่าเป็นลูกหรือเปล่า ด้วยการทายาหม่อง ซึ่งตอนนั้นผมใช้ยี่ห้อแซมบัค ได้ผลดีมากเลยแม่แพะไม่ผิดสังเกตเลย สามารถให้นมลูกดังลูกแท้ๆของตนเองเลย เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “โนตมกับโนนม ต่างกันมากทีเดียว”

ความสุขในการเลี้ยงสัตว์ คือ การที่ได้เห็นสัตว์ที่เราเลี้ยงเติบโตขึ้น และ ได้เฝ้ามองเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ทีละน้อย ผ่านไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า การได้เห็นแพะตัวขาวๆเดินเล็มหญ้าเป็นฝูงๆ สีตัวตัดกับพื้นหญ้าสีเขียว การมีจินตนาการกับแปลงหญ้ากว้างทอดตัวยาวไปตามดอยที่สูงๆต่ำๆ เป็นอะไรที่สดชื่นมาก รวมทั้งการเห็นฝูงแพะตัวน้อยๆ เล่นกันเหมือนกับว่าวันทั้งวัน คือ การเล่นสนุก และการกินนมจากเต้าของแม่มัน เมื่อกินอิ่มก็กลับมาเล่นสนุกกันต่อทั้งวัน

ค วามรู้สึกมั่นคง จะช่วยให้เราผ่อนคลายไปได้มากทีเดียว ผมจะรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่สร้างมาตราฐานด้านความปลอดภัยให้กับแพะมากขึ้นก ว่าเก่า เช่น เมื่อรั้วกั้นเสร็จเรารู้สึกอุ่นใจมาก เพราะสุนัขและคนต่างถิ่นสร้างความลำบากใจให้แก่ผมมากจริงๆ การตัดสินใจใช้เครื่องตัดหญ้าแทนการใช้สารเคมีพ่นฆ่าวัชชพืชก็ช่วยให้ผมสบาย ใจได้มากทีเดียว กล่าวคือ ยิ่งผมทำหรือ หาวิธีที่จะทำให้แพะของผมอยู่เย็นเป็นสุขได้เท่าใด ผมก็มีความสุขมากขึ้นเท่านั้น

ควา มสุขที่สำคัญในการเลี้ยงแพะ คือ การจบกระบวนการเลี้ยงได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่น หมายถึง เรื่องของตลาด ผมจะรู้สึกเป็นสุขที่ได้ขายแพะออกจากฟาร์มไปได้ เพราะนั่นหมายความว่าถึงคุณค่าของผมในฐานะเจ้าของฟาร์ม และผู้จัดการฟาร์ม มันแสดงถึงภาระกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ เมื่อสำเร็จแล้วผมก็มีกำลังใจมากขึ้นไปอีก เพื่อที่จะสร้างความสำเร็จสำหรับตัวเองและเพื่อแพะของผม

---(ติดตามตอนต่อไป)---

เอโปรเขียน แ้ล้วส่งมาทางอีเมล์ ได้รับเมื่อวันที่เสาร์ที่ 3 กันยายน 2547 จดหมายจากเพื่อนมาต้อนรับผมกลับถึงอเมริกา

2 Comments:

At 12:25 PM, Blogger kasab71 said...

ติดถึงเอแลน (helene)เหมือนกัน ไม่มีfont ฝรั่งเศสเสียด้วย

จําได้ว่า ตั้งชื่อมันเพราะเวลาเรียนฝรั่งเศส มีชื่อคนฝรั่งเศสในบทเรียนบ่อยๆ เช่น ซิลวี เอแลน ฟิลิป ญาค บีชิค บีแชน เป้นต้น

เอแลน เป้นนกน่ารักมาก ผมก้มักให้อาหารมันเป้นประจํา แค่ยื่นอาหารเม็ดเข้าไปในกรง เอแลนก็จะมากินจากมือเลย มันเชื่องมากๆ

วันที่ระดู เต้นแรพ(มีคนเล่าให้ฟัง)ผมลงมาพบกับกองเลือดแดงฉาน แต่เอาเถอะ ผมรู้สึกคิดถึงมันมาก จนเศร้าๆไปอยู่พักนึงทีเดียว

เอโปรเล่าเรื่องเอแลน ทําให้คิดถึงมันใหญ่ มันเป้นนขวัญใจของคณะจริงๆน่ะ แต่จําไม่ได้นะ ว่าเอโปรเอาเอแลนกลับไปบ้านด้วย(เพิ่งรู้นะเนี่ย)

การเลี้ยงสัตว์ของเอโปร ไม่ว่าจะเป้นวัว ม้า แพะ ทัเอาผมทึ่ง ว่าเพื่อนของผม เก่ง ถึงเพียงนี้

ยังไง ก็รอฟังเรื่องของเอโปรต่อไปนะ

ว่างๆ ลองมาชวนผมนั่งสมาธิเหมือนตอน ม 4 ก็ได้นา

เอโปรที่ชวนไปนั่งสมาธิ ไม่รู้จะยังอยู่หรือเปล่านา

ฮ่าๆๆๆๆ

 
At 1:13 PM, Blogger kasab71 said...

ท่าจะจริง อาทิตย์มีคู่แข่งแล้วล่ะ

นัดไม่ล่มแน่ ด้วยความยินดีครับ

 

Post a Comment

<< Home