จดหมายรักถึงเพื่อน
หากกูเป็นนักวาดภาพมือฉกาจ กูคงจะมอบผลงานของกูให้มึงไปติดฝาบ้าน
หากกูเป็นนักดนตรีมือดี มึงคงได้ฟังเพลงเพราะๆ ที่กูแต่งให้มึงยามว่าง
หากกูเป็นนักธุรกิจตัวยง กูคงจะนำเงินขวัญถุงไปให้มึงเพื่อเป็นฤกษ์งามยามดี
แ ต่กูไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากเพื่อนของมึง
ย ามไกลตัวแต่ใกล้ใจเช่นนี้ กูจึงไม่มีอะไรให้มึง นอกจากขอให้มึงระลึกถึงสามสิ่งต่อไปนี้ โดยเฉพาะในยามที่มึงกำลังดูแลและบริหาร "ปิติเพลส" อพาร์ทเมนต์ตึกงามในเมืองมุกดาหาร
หนึ่ง มึงมีศักยภาพในตัวเองอยู่สูงสุด หลายสิ่งมึงเคยทำได้ และทำได้ดีเกินความสามารถของวัยด้วย ดังนั้น ขอให้ใช้มันด้วยความมั่นใจ ขอให้มึงมีความเป็นผู้ใหญ่ตามวัย (ถึงแม้มึงจะไม่สูงขึ้น) แต่ในขณะเดียวกัน ก็ขอให้คงไว้ซึ่งความเป็นเด็กไว้ด้วย มึงจะทำอย่างไร แบบไหน กูเชื่อว่ามึงคิดได้ไม่ยากด้วยตัวเอง
สอง ขอให้มึงระลึกอยู่เสมอว่ามึงเติบโตมาอย่างไร เมื่อมึงมาทำธุรกิจแล้วก็อย่าให้ "ความเป็นมนุษย์ที่ดี" ของมึงด้อยค่าลงไปด้วย กูเชื่อแน่ว่ามึงเป็นคนดีอยู่แล้ว หากแต่ระวังอย่าให้สังคมใหม่ที่มึงกำลังพบเจอด้วยความตื่นใจนี้มาครอบงำแนวค ิดอันดีงามของมึงไปได้เลย
สาม อย่าซ่าให้มาก อย่าทำอะไรโดยใช้อารมณ์ สังคมภายนอกเลวร้ายกว่าที่มึงคิดไว้เยอะ ไม่มีใครเขาเล่นกันตามเกม มีกติกา และมีใจรู้แพ้ รู้ชนะ ให้อภัยกันหรอก ถ้ามึงซ่ามาก "เรื่อง" ที่มึงอ่านอยู่นี้ล่ะ จะไปปรากฏอยู่ในหนังสืองานศพของมึงในเร็ววัน และก่อนวัยอันควร
รักและคิดถึง
---
หมายเหตุ
จ ดหมายฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อประกอบ กับ "เรื่อง"ที่ผมกำลังเีขียนอย่างเมามันและร่าเริืง เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่เพื่อนรักกำลังจะเปิดอพาร์ทเมนต์ "ปิติเพลส" ในเมืองมุกดาหาร จังหวัดชายแดนริมฝั่งโขง ห่างจากกรุงเทพไปราวครึ่งวัน (ผมเคยขับรถไปเยี่ยมมันคนเดียวมาแล้ว)
เพื่อนของผมคนนี้เป็นหนึ่งในเ พ ื่อนรักที่เราได้เกลือกกลิ้งนอนก่าย เล่นทะโมน เรียนผสมหลับ และกินข้าวหม้อเดียวกันมาตลอดเวลา 6 ปี ที่ผมใช้ชีวิตเด็กมัธยมฯ ในบ้านเีดียวกัน (คณะ) ณ โรงเรียนประจำ
ตลอดเวลาที่เราสนิทสนมกัน ผมทำให้เขาซวยหลายครั้งหลายครั้งหลายครา แต่เพื่อนคนนี้ก็ไม่เคยถือโทษโกรธเคืองเลย กลับเป็นผู้ให้กำลังใจ และให้ข้อคิดในหลายๆ ด้าน รวมทั้งเป็นผู้ที่คอยสนับสนุนความสำเร็จของผมเสมอมา เมื่อจบจากโรงเรียนมัธยมฯ เราสองคนต้องแยกย้ายกันไปในต่างมหาวิทยาลัย ผมเรียนมหาวิทยาลัยในเมือง ส่วนเขาอยู่ชานเมือง จึงทำให้ห่างเหินกันไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยห่างไกลกันไปเลย เรามักพบแวะเวียนมาเจอะเจอกันเสมอมา
เพื ่อนคนอื่นส่งข่าวผ่านเวปไซต ์รุ่นมาว่า "ปิติเพลส" จะเริ่มเปิดให้เข้าอยู่ ในวันที่ 13 มิถุนายน 2548 นี้
(คุยกันเมื่ออาทิตย์ก่อน เพื่อนปากหวานคนนี้บอกว่าจะทำพิธีเปิดในวันเกิดของผม ซึ่งหลังจากวันนั้นไปอีกสองวัน ไหนเปลี่ยนใจเสียนี่)
ค ำเตือนสองข้อแ รก ผมเชื่อยู่แก่ใจว่าเขาก็คงจะคิดเช่นนี้อยู่เหมือนกัน แต่ข้อที่สามน่ะสิ ที่ทำให้ผมต้องรีบเขียนจดหมายฉบับนี้โดยไว ด้วยเพื่อนของผมคนนี้แม้ดูภายนอกแล้วจะเป็นคนใจเย็นยะเยือก และมีอารมณ์ขัน แต่ก็มักจะมีอารมณ์ฉุนเฉียว ยอมเสียงและแลกบางอย่างด้วยข้ออ้างว่าศักดิ์ศรีเสมอ เขามักเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่ามีเรื่องทำเลาะกับคนโน้นคนนี้เป็นประจำ ผมกลัวว่าเมือไปเจออำนาจมืดในสภาพแวดล้อมที่เขาเพิ่งได้เจอะเจอที่บ้าน (หลังจากใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็ก) อาจจะทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดก็ได้
นอกจากนี้ ก็ทำให้อดคิดแบบเค รียดๆ ไม่ได้ว่านี่คงจะเป็นช่วงเวล าสำคัญที่ทำให้เพื่อนผมคนนี้ก้าวจาก "เด็ก" เป็น "ผู้ใหญ่" อย่างเต็มตัว เพราะที่บ้านให้เขาเป็นคนวางแผนสร้าง ดูแล และบริหารตลอดครบจนจบกระบวน นึกแล้วก็น่าใจแป้วเหมือนกัน เพราะการที่เขามีีหน้าที่ความรับผิดชอบอยู่ต่างจังหวัดเช่นนี้ ย่อมทำให้ผมกับเขาได้เจอะเจอกันน้อยลง คิดถึงกันที ไม่ใช่แค่โทรกรื้งสองกริ้งแล้วมาเจอกัน แต่นี่หมายถึงความห่างไกล
เมื่อเพื่อนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ทำให้ย้อนกลับคิดมาวางแผนชีวิตที่ยังไม่มั่นคงของตัวเองเหมือนกัน
---
เ มื่อคิดได้้ว่าจะเขียนเรื่องเยินยอเพื่อนแล้ว แต่ก็ยังไม่วายมีเรื่องให้คิดไตร่ตรองดูอีก ผมกำลังชั่งน้ำหนักดูว่าจะนำ "เรื่อง" นี้ไปลงที่ไหนดี
ปัญหาคาใจมีอยุ่ว่า ผมค วรจะเก็บ "เรื่อง" นี้เป็นเพียง "ส่วนตัว" หรือทำให้เป็น "สาธารณะ" อย่างไหนดีกว่ากัน การทำให้เป็นเรื่องสาธารณะ คือทำให้คนอื่นอ่าน ย่อมจะทำให้เพื่อนภูมิใจตามความรู้สึกนึกคิดของ "มนุษย์" คนหนึ่งที่พึงมี หากแตก็ทำใหต้องคิดดีๆ ว่าจะมีประโยชน์เพียงพอสำหรับที่ "มนุษย์" คนอื่นจะอ่านหรือไม่
น อกเหนือไปจาก จะร่อน "เรื่อง" พร้อม "จดหมายฉบับนี้" ไปให้เพื่อนคนนี้โดยเร็ว ผ่านโลกอันน่าเหลือเชื่อของไซเบอร์สเปซ ผมพอมีพื้นที่สำหรับลงเรื่องนี้อยู่สองสามที ได้แก่ หนึ่ง เวปรุ่น สอง บล็อกแห่งนี้ และสาม คอลัมน์ออนไลน์
ผู้ที่ผ่านมาทางนี้ โปรดแนะนำผมด้วย ผมกำลังสับสน และขอถามด้วยใจจริง จักขอบคุณมาก

3 Comments:
ชอบมากกับจดหมายเตือนเพื่อน สนันสนุนให้คนอื่นๆอ่านกันเยอะๆ อย่างน้อยจะทําให้หลายๆคน เมื่ออ่านแล้ว อาจหันกลับมาคิดบ้าง ว่านี่ คือความห่วงใยของเพื่อน
ว่าแต่จะทยอยอ่านเรื่องของมึงนะ เยอะมากจริงๆ พ่อนักเขียนร่างโย่ง (หัวยาว)
ชอบเรื่องนี้เช่นกันวะ หลังจากที่ได้คุยกับเด้าเก่า คิดว่าตอนนี้เด้าเก่ามีความรับผิดชอบในหน้าที่ใหม่ดีทีเดียว ขยันทำงาน ตื่นแต่เช้ามาดูแลกิจการ รวมทั้งเสาร์ อาทิตย์ยังลุกไปเรียนอีก
กูเพิ่งได้อ่านเรื่องนี้หลังจากที่มึงพายายมาเที่ยวมุกดาหาร หลังจากไม่ได้เล่นคอมมาเป็นเวลากว่าสองเดือน ขอบใจมากสำหรับเรื่องที่เขียนชม และเตือน กูจะตั้งใจดูแลปิติเพลส และกิจการที่บ้านให้ดีที่สุดให้สมกับคำชมของเพื่อน สำหรับเรื่องที่เตือนไม่ต้องเป็นห่วงเพราะกูเชื่อว่าเรื่องทุกๆเรื่องมีทางออก และกูจะ"คิดก่อนทำ"ทุกเรื่องเสมอ
Post a Comment
<< Home