Thursday, October 27, 2005

เรียนต่อเพื่ออะไร

เมื่อต้นเดือน พี่พรทิพย์ กาญจนนิยต ผู้อำนวยการมูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์) เขียนอีเมล์มาขอบทความเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่าง เพื่อลงในหนังสือเล่มเล็กของมูลนิธิฯ ที่ตั้งใจจัดพิมพ์ขึ้น

ผมพยายามใช้เวลาคิดอยู่หลายตะหลบ (?) ว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี แต่ก็ใช้เวลาคิดอยู่นานจนถึงวันนี้ที่ใกล้วันส่งต้นฉบับแล้ว

สำหรับผมแล้ว ผมมีความเชื่อว่าแนวคิดเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างดูเหมือนล้าสมัยไปในโลกปัจจุบันไปเสียแล้ว ระบบคิดเรื่องความแตกต่างด้านวัฒนธรรมจึงฟังดูทะแม่งและชอบกลมาก ผมไม่เคยคิดว่า ในโลกที่ผมเติบโตขึ้น คนจะมานั่งคิดกันเรื่องความแตกต่างด้านวัฒนธรรม นอกเหนือไปจากการใช้วัฒนธรรมนั้นเ็ป็นของซื้อของขาย โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น

ผมจึงพยายามแปลโจทย์นั้นใหม่ ว่าความแตกต่างด้านวัฒนธรรมที่พี่พรทิพท์ฯ หมายถึงนั้นอาจจะเป็นคำถามในทำนองที่ว่า ผมได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการมาเรียนต่อเมืองนอก เมื่อนึกได้เช่นนี้ ความคิดก็แวบขึ้นมาทันทีเกี่ยวกับเรื่องการเรียนต่อ เพราะเมื่อได้มาเห็นโลกที่เมืองนอกเช่นนี้แล้ว ก็ทำให้รู้สึกว่าฝรั่งและเพื่อนนักเรียนนานาชาติ เขามีความคิดความอ่านต่อการเรียนต่อที่หลากหลาย และสำคัญที่สุด โดยมากเป็นทัศนคติที่แตกต่างจากเด็กนักเรียนไทยเป็นอย่างมาก

ดังนั้นผมจึงเขียนบทความชิ้นข้างล่างขึ้น แม้ยังจะไม่พอใจเท่าไรกับการเรียงร้อยถ้อยคำ แต่ก็คิดว่าเป็นสิ่งที่แสดงออกมาถึงความคิดที่อยู่ในก้นบึ้งของตัวเองได้ดีพอสมควร

ขอเชิญอ่านตามความสนใจ คิดเห็นประการใด ก็เล่าสู่กันฟังบ้าง

------------
เรียนต่อเพื่ออะไร
อาทิตย์ ประสาทกุล

หลังเรียนจบปริญญาตรี ทำงานยังไม่ถึงหนึ่งปีเต็ม ชะตาก็ลิขิตชีวิตให้มาเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่อเมริกาแล้ว สำหรับเด็กที่เติบโตมาในสังคมไทย และครอบครัวข้าราชการที่คงมิอาจมีเงินเพียงพอส่งเสียให้ลูกหลานได้เรียนเมืองนอกอย่างผม โอกาสที่มูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์) มอบให้ผ่านทุนการศึกษาจึงนับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของชีวิตทีเดียว

โอกาสที่ว่านี้ ผมถือว่าเป็นความท้าทายสองประการ อย่างแรกก็คือจะได้มาร่ำเรียนในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในสาขาที่ตนเองสนใจ อย่างต่อมาที่เป็นเรื่องตื่นเต้นกว่าเหตุผลแรก ก็คือการที่จะได้มาใช้ชีวิตในต่างประเทศ ในสังคมที่แตกต่างจากที่เติบโตมา ผมจึงเฝ้ารอเวลานั้นด้วยใจจดใจจ่อ

ทว่า เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นคิดฝันจินตนาการ ก่อนออกเดินทางมาเรียนต่อ ผมกลับรู้สึกอยากทำงานให้นานกว่านี้ ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี ยังใช้เวลาไม่เพียงพอเรียนรู้ชีวิตจริงและสนุกสนานกับชีวิตหลังเรียนหนังสือ การกลับไปสู่หน้าทฤษฎีทางวิชาการ ห้องสมุด รายงาน การบ้าน และอะไรต่างๆ นานาเป็นสิ่งที่น่ากลัวขึ้นมาทันใด นอกจากนั้นแล้ว ไม่นานก่อนออกเดินทาง คุณยายสุดที่รักก็เกิดเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน เมื่อถึงวันเดินทาง อะไรๆ จึงดูเหมือนจะไม่พร้อมไปเสียหมด ผมเลื่อนการเดินทางออกไปนานที่สุดเท่าที่ทำได้ ทำให้มาถึงที่โรงเรียนเพียงหนึ่งวันก่อนเปิดภาคเรียน

ขณะนี้ ผมผ่านช่วงเวลาของการเรียนต่อมาเกินครึ่งหนึ่งแล้ว นั่นหมายความว่าเหลือเพียงอีกหนึ่งภาคเรียนกว่าๆ ผมก็จะจบการศึกษาสมใจมั่นหมาย หากย้อนคิดไปกับเวลาที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรต่างๆ มากมาย ด้วยเพราะได้มีเวลาอยู่กับตัวเองมาก และได้รับรู้แนวคิดจากเพื่อนนักเรียนหลายชาติหลายภาษา ทัศนคติเกี่ยวกับการมาเรียนต่อของตัวเองจึงได้พัฒนาขึ้นไปในทางที่ดีตามลำดับ โดยเฉพาะเมื่อหากเปรียบเทียบกับความทุกข์ใจที่ได้รับเมื่อเริ่มแรกมาเรียนต่อในปีกลาย

ผมได้เรียนรู้ว่า การมาเรียนต่อในระดับปริญญาโทนั้นคือการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่ตัวเองสนใจ หลายครั้งเป็นเรื่องเฉพาะด้านตามสาขาวิชาที่แต่ละคนมีพื้นฐานมาในระดับปริญญาตรี ต้องยอมรับว่าความคิดเช่นนี้เป็นความคิดของเด็กนักเรียนไทย ใครจบอะไรมาก็ควรจะเรียนต่อแสวงหาความเชี่ยวชาญในด้านนั้น บ่อยครั้งก็อาจจะเป็นสิ่งตัวเองไม่ได้ชื่นชอบเลย ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับนักเรียนที่พ่อแม่มีทุนรอน การเรียนต่อนั้นเป็นเพียงเรื่องทั่วๆ ไป เหมือนเข้าเรียนประถม มัธยม และสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย นี่จึงเพียงการดำเนินตามสายพานที่สังคมส่วนใหญ่วางไว้เท่านั้น

สิ่งที่น่าตื่นใจสำหรับผมคือการได้รู้ว่าเพื่อนหลายคนมาเรียนต่อในสาขาวิชาที่แตกต่างจากที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างสิ้นเชิง ผมมีเพื่อนสนิทจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจ แต่มาเรียนต่อด้านบริหารราชการ เพราะไม่ชอบการแสวงหากำไรที่เป็นตัวเงินตามอย่างภาคเอกชน หากกลับรู้สึกว่ากำไรที่เป็นอรรถประโยชน์ทางสังคมนั้นมีคุณค่ากว่ามาก เพื่อนอีกคนเรียนจบวิศวะ แล้วมาเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในขณะที่หลายคนมาเรียนต่อปริญญาโททันทีหลังเรียนจบ ผมกลับคิดว่าเพื่อนที่น่าสนใจทางความคิดความอ่านนั้นมักจะเป็นพวกที่ทำงานมาแล้วในระดับหนึ่งก่อน โดยมาก คนเหล่านี้มีมุมมองต่อโลกอย่างเป็นจริง เข้าโลกอย่างที่เห็น และมีความรู้รอบด้านที่กว้างขวาง สามารถเรียงร้อยความรู้ที่กระจัดกระจายเหล่านั้นได้อย่างคล่องแคล่ว ผิดกับเด็กที่รีบมาเรียนต่ออย่างผม ที่ยังมีความคิดยึดติดกับทฤษฎีและอุดมคติจนเกินเลย หลายครั้งจึงไม่สามารถวิเคราะห์วิจารณ์ประเด็นต่างๆ ทางวิชาการได้ดีพอ ยิ่งมาเรียนในโรงเรียนวิชาชีพ (Professional School) ที่เน้นการประยุกต์เนื้อหาทางวิชาการเข้ากับการทำงานจริงเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้ติดขัดไปใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าในโลกการทำงานจริงๆ นั้น เขาคิด เขาทำ เขามีระบบการคิดกันอย่างไร

ประการต่อมาที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ก็คือแนวคิดเรื่องการแสวงหาความรู้ เด็กฝรั่งและเด็กนานาชาติหลายคนมีความเชื่อว่าการมาเรียนต่อก็คือการผจญภัยในโลกทางวิชาการ เขาไม่กลัวว่าเมื่อเรียนแล้วจะได้คะแนนดีเลิศหรือไม่ หากเพียงต้องการแสวงหาความรู้โดยสนุกเท่านั้น หลายครั้งผมมักจะได้ยินเพื่อนให้กำลังใจตัวเองกับวิชาเรียนที่ยากเย็นแสนเข็ญว่านี่เป็น “ความท้าทาย” ที่เขาจะต้องเผชิญ ความท้าทายเหล่านั้นไม่ผิดแผกอะไรไปจากการผจญภัยในอีกโลกหนึ่ง ซึ่งเป็นโลกของความเป็นวิชาการที่แม้อาจะไม่ตื่นเต้นเร้าใจอย่างโลกแห่งการท่องเที่ยวผจญภัย

ก่อนปรับทัศนคติได้ ความท้าทายของเพื่อนกลับเป็นความกลัวที่ตั้งอยู่บนความอ่อนต่อโลกเช่นผม เมื่อได้เพื่อนเป็นแบบก็ทำให้ตัวเองไม่ต้องเกรงกลัวกับการเรียนในวิชาที่ยากเย็นแสนเข็ญ หรือไม่เคยมีความรู้มาก่อนแล้วอีกต่อไป ทุกๆครั้งที่ได้อ่านหนังสือในวิชาที่เรียนไม่รู้เรื่อง ผมกลับรู้สึกสนุกสนานคล้ายได้ค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ ความไม่รู้ในวันนี้กลับเป็นความกระหายอยากรู้ในวันหน้า แม้วันนี้ทำไม่ได้แต่ก็เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับความสำเร็จในวันหน้า ฯลฯ

การที่ได้มาเรียนอยู่ในโรงเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการบริหารราชการที่ใหญ่ ทำให้มีโอกาสได้พบเจอเพื่อนนักเรียนมากมาย ผมมีเพื่อนนักเรียนหลายคนอีกเช่นกันที่เห็นว่าการเรียนเพื่อให้ได้คะแนนเป็นเลิศนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ทว่า ผมกลับเห็นพวกเขาเหล่านั้นไม่มีความสุขกับการเรียนเลย ดูเหมือนว่าทุกช่วงเวลาของเขาคือความเครียดที่ต้องเผชิญ ทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายอยู่บนเส้นด้าย ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ต่างอะไรจากความประหม่าที่มักตามมาหลอกหลอนคนขี้กังวลนั่นเอง

เอาเข้าจริงแล้ว ผมน่าจะถูกจัดว่ากำลังอยู่ระหว่างความสับสนระหว่างคนที่มีแนวคิดสองพวกข้างต้น อย่างเช่นในภาคเรียนนี้ ผมลงเรียนวิชาหนึ่งที่แม้น่าสนใจและสอนโดยอาจารย์ที่มีชื่อเสียง แต่มีเนื้อหาที่ยากมหาศาล ในชั่วโมงแรก มีนักเรียนมาต่อคิวลงทะเบียนกันเกือบ 50 คน ชั้นเรียนเล็กๆ ที่ตั้งใจเปิดรับนักเรียนเพียง 30 คนแน่นขนัดไปในพริบตา เมื่อดำเนินการสอนจริงๆ อาจารย์เริ่มพูดถึงเนื้อหาวิชาที่ยากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนสายสังคมศาสตร์อย่างพวกเรา มีเลขคณิตแคลคูลัส และเศรษฐศาสตร์ขั้นสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง สัปดาห์ต่อสัปดาห์ก็ผ่านไปพร้อมกับจำนวนนักเรียนที่เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลืออยู่ราวเพียง 15 คน เพราะนักเรียนเกินครึ่งห้องถอนวิชาเรียนนี้ไปกันหมด

ผมต้องสารภาพว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนคนคิดถอนวิชานั้นเช่นกัน แต่เมื่อได้คุยกับเพื่อนฝรั่งหลายคนแล้ว ก็ได้เรียนรู้ว่า กำลังใจและความพยายามสำคัญกว่า การที่บอกว่าเนื้อหาวิชานั้นยากเกินความสามารถนั้นเป็นเพียงข้ออ้างที่ดูถูกตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ในขณะนี้ ผมจึงมุ่งมั่นที่จะเตรียมตัวสอบกลางภาคในอาทิตย์ที่จะถึง ผมต้องขอขอบคุณเพื่อนฝรั่งสำหรับข้อคิดในการดำเนินชีวิตข้อนี้จริงๆ

หลายสิ่งเป็นสิ่งที่ดูยากเย็นแสนเข็ญ แต่ก็คงไม่มีอะไรที่จะเหนือไปกว่าความพยายามของตัวเอง

ตรรกะที่น่าสนใจของคนคิดมาเรียนต่อมีอยู่ว่า การมาเรียนต่อนั้นถือเป็นโอกาสดีของชีวิต ไม่ว่าจะมาเรียนต่อตรงดิ่งจากปริญญาตรี หรือทำงานมาสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยเลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะละเลยไม่ได้ ก็คือการใช้เวลาการเรียนต่อนี้ทำความรู้จักกับตัวเอง พูดคุยและให้กำลังใจตัวเอง รวมถึงสังเกตและทำความเข้าใจกับสังคมและคนรอบข้าง

นอกเหนือจากการแสวงหาความรู้ทางการศึกษาแล้ว เวลาของการเรียนต่อในระดับปริญญาโทนั้นเป็นช่วงเวลาเหมาะเจาะที่จะเรียนรู้ตัวเองเป็นอย่างยิ่ง บางครั้งก็เป็นที่เปลี่ยนผันชีวิตของตัวเองจากอดีต ดังนั้น จุดหมายควรตั้งไว้เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง มิใช่โลกแห่งความฝันและอุดมคติดังที่ได้รับการกล่อมเกลามาจากระบบการศึกษามาแต่ยังเล็กยังน้อย

ผู้ที่สามารถใช้ชีวิตอยู่บนทางสายกลางของโลกทั้งสองนี้ได้อย่างพอดี ผมเชื่อว่าผู้นั้นคือผู้ที่มีความสุขที่สุด

3 Comments:

At 10:37 AM, Anonymous Anonymous said...

อ่านบทความของคุณแล้วคิดอะไรได้อีกเยอะเยะเลย พูดได้คำเดียวว่า มีความสุขคะที่ได้อ่านได้ติดตาม

 
At 8:57 AM, Blogger Egas said...

หลายคนเลือกที่จะเรียนต่อตามค่านิยมโดยลืมคำนึงถึงเป้าหมายของชีวิตตัวเองที่แท้จริง ทุกวันนี้เราเห็นได้ว่ามีคนจบปริญญาโทเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ แต่หากจะถามพวกเขาว่าเรียนปริญญาโทไปกันเพื่ออะไร คำตอบที่ได้รับอาจจะเป็นในทำนองที่ว่า เพื่อให้ได้งานดีเงินเดือนดี ซึ่งหากจุดมุ่งหมายของการเรียนปริญญาโทมีแค่นั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่เศร้าใจจริงๆ

ส่วนตัวผมเลือกที่จะทำงานก่อนที่จะเรียนด้วยเหตุผลหลายประการ แม้ว่าจะมีเสียงขัดแย้งอยู่มากก็ตาม เหตุผลหลักคือ ผมอยากที่จะรู้จักตัวเองให้ดีกว่านี้ว่าผมมีความสนใจในด้านไหน และอยากเรียนสาขาอะไรเพื่อพัฒนาตัวเองในการที่จะกลับไปทำอะไรคืนให้กับสังคมได้ และบางทีอาจเป็นไปได้ว่าการเรียนต่อใน "มหาวิทยาลัยชีวิต" อาจจะเพียงพอแล้วสำหรับคนๆ นึง ก็ย่อมได้

 
At 1:05 PM, Blogger sweetnefertari said...

ไม่ว่าใครจะเรียนไปเพื่ออะไร

เพื่อชาติ

เพื่อสังคม


เพื่อปากท้อง

เพื่อครอบครัว

ฯลฯ

ขอแต่เพียงรู้ตัวว่าตนทำอะไรอยู่ ไม่หน้ามืดตามัวตามกระแส ก็ขออย่าได้ว่าพวกเค้าเลย เพราะคุณอาจไม่รู้จักคำว่า "อดอยาก ขาดแคลน" ว่ามันเป็นยังไง (ด้วยความเคารพ)

 

Post a Comment

<< Home