เรือช้าบาเซลอส
เรือโดยสารลำใหญ่จอดเทียบท่าแช่น้ำสีเข้มคลั่กไม่ขยับเขยื้อน คลื่นกระเพื่อมพริ้วบนผิวน้ำตามลมโชยที่พัดผ่าน ท้องฟ้าเงียบเหงา เมืองบาเซลอสยามนี้คือเวลาของการลาจาก พระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า ฝูงนกแก้วมาคอว์บินกลับรังเป็นคู่ ปุยเมฆขาวเริ่มจางหายหลีกทางให้เงามืดของรัตติกาล เรือโดยสารไปเมืองมาเนาส์ เมืองหลวงของรัฐอะแมซอนนาสมีกำหนดจะออกเดินทางในเวลาหกโมงเย็นตรงเป๊ะ
บรรดาญาติพี่น้องและคนรักมาส่งคนเดินทาง บ้างหอบข้าวของพะรุงพะรังเพราะจะต้องจากไปอีกนานกว่าจะได้กลับมาอีก ความวุ่นวายที่ท่าเรือทำให้ความเหงาทำเลาเบาลงไปบ้าง คนงานรูปร่างสัดทัดกำลังขนของแห้งลงจากเรือขวักไขว่ กล้ามเนื้อตึงเปรี๋ยบอกให้รู้ว่าถูกใช้งานมาหนัก ของที่ส่งมาทางเรือมีทั้งเครื่องปรับอากาศ โต๊ะตัวใหญ่ ตู้ตัวเขื่อง ไปจนถึงน้ำหวานขวดหลากหลายยี่ห้อ แผ่นไม้ขนาดใหญ่พาดเป็นทางเดินขึ้นเรือ ผู้คนขนสัมภาระกรูขึ้นไปจนไม่เหลือทางให้คนเดินย้อนกลับ ต้องยืนออรอเวลาที่ไม่มีคนขึ้นเป็นช่วงๆ ที่ชั้นล่างสุด เจ้าของเรือเอาโต๊ะเหมือนสำนักงานบัญชีมานั่งขายตั๋วราคาพันกว่าบาท คนเดินทางมุงรอบจนมองไม่เห็นคนขายที่นั่งอยู่ตรงกลาง ซื้อตั๋วเสร็จ คนเดินทางขึ้นไปยังชั้นสองของเรือเพื่อจับจองพื้นที่ผูกเปลสำหรับเป็นที่นอนในค่ำคืนที่กำลังมาถึง เปลผ้าสีสดถูกนำมามัดกับคานเรือเป็นตับๆ เมื่อเสร็จธุระ บางคนนั่งทอดอารมณ์รอเวลาเรือออกที่ชั้นดาดฟ้าหรือที่ม้านั่งยาวริมขอบเรือ หลายคนลงมาร่ำลาคนรักอยู่ด้านล่าง
เบียร์เย็นๆ วางอยู่ตรงหน้า คลิวเดอร์นั่งเป็นเพื่อนระหว่างรอเวลาเรือออกที่เพิงขายเครื่องดื่มเล็กๆ ที่ท่าเรือ ม้านั่งยกขึ้นสูงเพื่อให้พอดีกับเคาต์เตอร์ สาวคนขายของยืนอยู่ด้านใน คลิวเดอร์คุยด้วยอย่างออกรส ผมได้แต่นั่งฟังภาษาโปรตุกิสไม่กระดิกหู แล้วแบ่งกล้วยน้ำว้าที่เพิ่งซื้อมาจากร้านขายของชำใกล้ร้านตัดผมให้กับคนขายสามสี่ลูก ก่อนที่จะหมุนตัวหัวหน้าออกมาด้านนอก ปล่อยให้หนุ่มคลิวเดอร์เพลินใจไปกับบทสนทนากับสาวน้อยคนเดียว ถึงเวลาเรือใกล้ออก ท่าเรือคึกคักขึ้นเรื่อยๆ ผมนั่งมองคนเดินผ่านไปมาให้ใจหายคิดว้าวุ่น คนอะแมซอนนาสมีรูปร่างหน้าตาหลากหลาย บ้างมีเค้าอย่างคนยุโรป ผมน้ำตาล หน้าฝรั่ง ตัวโต บ้างมีเค้าอย่างคนลาตินอเมริกัน ผมดำ ร่างเล็ก และก็มีมากอีกเหมือนกันที่รูปร่างหน้าตาผสมปนเปกันทั้งสองแบบ ผมนั่งทอดใจระลึกถึงวันเวลาที่ผ่านมากลางป่าอะแมซอนด้วยใจคะนึง ยามนี้ได้แต่บอกตัวเองว่าเมื่อมีเริ่มก็ต้องมีจาก มีพบก็ต้องมีพราก เวลาที่ผ่านมาต่างหากที่สำคัญกว่า หากห้วงเวลาในอดีตคือช่วงเวลาแห่งความสุข เราก็ควรจะเก็บความทรงจำที่ดีไว้มิใช่หรือ การฟูมฟายถึงอดีตอันหอมหวานคงไม่ใช่ความสุขที่เป็นจริง
กัปตันเรือบีบแตรดังเป็นสัญญาณพร้อมออกเดินทาง ผมจับจองที่นั่งบนดาดฟ้าเพื่อที่จะสูดบรรยากาศสุดท้ายก่อนลาจากป่าอะแมซอนที่ใฝ่ฝันให้เต็มปอดที่สุด เมืองบาเซลอสเป็นเมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำ มองออกไปที่ท่าเรือเห็นผู้คนสลอนจุกจิกจอแจ เบี่ยงสายตาไปทางอื่นเห็นป่าเขียวขจี สายลมเย็น ไอแดดอุ่นพัดผ่านตัวจนรู้สึกหนาวขึ้นมาจับใจ ไม่รู้หนาวเพราะความรู้สึกทางร่างกาย หรือใจที่หนาวสั่นจะสั่งการให้กายสั่นก็มิอาจรู้ได้ ผมรู้แต่เพียงว่า ตอนนี้การเดินทางของผมได้ผ่านพ้นมาครึ่งหนึ่งแล้ว ครึ่งหนึ่งของการเดินทางที่เคยแอบฝัน ครึ่งหนึ่งของการเดินทางที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นจริง และครึ่งหนึ่งของการเดินทางที่ใช้เวลาในการเตรียมตัวไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ อีกราวยี่สิบสี่ชั่วโมงหรือหนึ่งวันเต็ม เรือช้าจากเมืองบาเซลอสก็จะเทียบฝั่งที่มาเนาส์ ก่อนที่ผมจะขึ้นเครื่องบินกลับไปซาวเปาโลเพื่อต่อเครื่องบินกลับนิวยอร์กที่หนาวเหน็บ นิวยอร์กในเวลานี้กลายเป็นฝันร้ายสำหรับตัวเอง นึกถึงเมื่อไรใจเจ็บปวด ได้แต่ให้กำลังใจตัวเองว่าเรามีหน้าที่เรียนหนังสือที่จะต้องกลับไปทำให้สำเร็จลุล่วง และฝันร้ายอย่างไรก็เป็นเพียงความฝัน ความจริงต่างหากที่เราจะต้องเผชิญ อะไรจะเป็นอะไรก็ปล่อยให้มันเป็นเถิด หลายคนปลอบใจผมว่าอย่างนั้น
เรือเคลื่อนตัวออกช้าๆ สวนทางกับพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้าที่ทิศตรงกันข้าม ผู้คนนับร้อยที่ฝั่งเริ่มกลายเป็นจุดเล็กๆ ลงเรื่อย มือที่พวกเขาโบกร่ำลาคนรักพลิ้วไหวคล้ายใบไม้โดนลมพัด ยิ่งเรือห่างจากฝั่งมือน้อยเหล่านั้นเคลื่อนไหวทำให้จุดจิ๋วของผู้คนดูมีชีวิตชีวา ระหว่างกำลังคิดอะไรไปเพลินๆ เรือเหล็กติดเครื่องยนต์เต็มอัตราวิ่งด่วนจี๋มาจากฝั่ง เสียงดังของเครื่องยนต์ปลุกความคิดเรื่อยเปื่อยให้มาสนใจกับภาพตรงหน้า เรือเล็กพร้อมผู้โดยสารจากฝั่งที่มาขึ้นเรือไม่ทันลดความเร็วเท่ากับเรือใหญ่แล้วเทียบด้านข้างของเรือ ผู้โดยสารมาช้าส่งกระเป๋าให้คนบนเรือ แล้วยกตัวเองปีนขึ้นไปเป็นเรือใหญ่ โชคดีที่เรือยังไม่ออกไปไหนไกล เขายังมีโอกาสขึ้นเรือในเที่ยวนี้ ไม่ต้องรอเรือรอบต่อไปในสี่วันข้างหน้า มองเห็นคนเกือบพลาดเรือ ก็นึกว่าหลายครั้งชีวิตของคนเราก็พลาดอะไรไปง่ายๆ เพียงเสี้ยวโอกาสหนึ่งของกาลเวลา มีอะไรบ้างหนอที่จะช่วยให้เรารู้ความพลาดพลั้งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตเราบ้างหนอ เผื่อจะเตรียมใจไว้ให้พร้อมรับกับสถานการณ์แย่ๆ นั้นได้
เรือลำนี้เป็นเรือใหญ่ขนาดสามชั้น และยังมีใต้ท้องเรือสำหรับเก็บของอีก ชั้นหนึ่งและชั้นสองเป็นที่แขวนเปลสำหรับนอนค้างคืน น่าแปลกที่ว่าเรือลำนี้ไม่ที่นั่งอย่างเป็นกิจจะลักษณะ มีเพียงม้านั่งยาวที่ขอบเรือเท่านั้น ผู้โดยสารส่วนใหญ่หย่อนตัวลงนั่งกึ่งนอนบนเปลส่วนตัวที่แขวนไว้ที่คานเรือจับจองที่ทางไว้ตั้งแต่เมื่อขึ้นเรือยังไม่ออก หากใครเบื่อหน่ายหรือหิวโซ ที่ชั้นด่านฟ้าก็มีร้านขายเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว รวมทั้งแฮมเบอร์เกอร์เนื้อสอดไส้ขนมปังอย่างอเมกันไว้บริการ น้ำกระป๋องรวมทั้งเบียร์เย็นเจี๊ยบคือเมนูเด็ดของร้านบนด่านฟ้าเรือ ผู้โดยสารทั้งหมดเป็นคนท้องถิ่น ไม่มีนักท่องเที่ยวแต่งตัวประหลาดเลยสักคนยกเว้นผม คนเดินทางมาเที่ยวป่าอะแมซอนส่วนใหญ่มักจะมากับบริษัทท่องเที่ยวเป็นกลุ่ม และจะมีเรือท่องแม่น้ำนำเที่ยวเฉพาะกลุ่ม น้อยโอกาสนักจึงจะเห็นคนท่องเที่ยวใช้บริการเรือโดยสารระหว่างเมืองซึ่งเป็นการคมนาคมหลักของเมืองกลางป่าเช่นนี้
ผมใช้เวลาบนเรือส่วนใหญ่ดื่มเบียร์ และปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับจังหวะเดินช้าของเรือทั้งกลางวันและกลางคืน ใช้เวลานอนหลับในเปลที่ชั้นล่างเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ผมมิได้ดื่มเบียร์เพราะผิดหวัง เบียร์คู่ควรกับความสุขและความสบายใจเท่านั้น แอลกฮอล์อ่อนๆ ราวสี่ห้าเปอร์เซ็นในเหล้าหมักเช่นนี้ช่วยกล่อมให้ความคิดสบายๆ ให้ใจมีสมาธิ สกัดความว้าวุ่นในจิตให้ออกไปไกลๆ เมื่อจิตสงบไม่ฟุ้งซ่านแล้ว หลายครั้งปัญญาและความสุขก็เกิดขึ้น นี่คือความรู้สึกของตัวเองเมื่อดื่มเบียร์ เบียร์ไม่เคยเป็นปีศาจร้าย ไม่เคยเป็นอบายมุขสำหรับผมเลย แต่นั่นก็มีข้อแม้ว่าต้องกินอย่างพอดิบพอดี กินมากเกินไปก็ทำให้เมามาย ร่างกายพะอืดพะอม จิตใจฟุ้ง นอนไม่หลับ คอแห้ง กระหายน้ำได้ เวลานี้ ผมคุยกับใครไม่รู้เรื่อง เพราะภาษาโปรตุกิสนั้นไม่เคยกระดิกหู รู้จักแต่ว่าจะสั่งเบียร์ จะสวัสดีทักทาย และขอบคุณอย่างไรเท่านั้น เบียร์จึงเป็นเพื่อนรักคุยแก้เบื่อในการเดินทางโดยเรือนานๆ ไม่รู้ว่าจะจัดให้เจ้าเบียร์กระป๋องเย็นๆ อยู่ในข่ายเพื่อนกินหาง่าย หรือเพื่อนตายหายากดีหนอ
กิจกรรมบนด่านฟ้ามีหลากหลาย เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา เริ่มตั้งแต่เรือออกในตอนเย็น จนไปถึงที่หมายในอีกเย็นหนึ่งของอีกวัน นอกจากผู้โดยสารจะขึ้นมาซื้อขนมขบเคี้ยว ของว่าง และเครื่องดื่มบนร้านด่านฟ้าที่เปิดเกือบตลอดเวลาที่เรือแล่นแล้ว ยังมีโทรทัศน์ดาวเทียมรับรายการท้องถิ่น และเปิดมิวสิกวิดีโอเพลงเร้าใจให้ดูด้วย เวลาหัวค่ำเป็นช่วงเวลาที่จอแจที่สุดบนด่านฟ้า ผู้โดยสารชาวบราซิลหยิบเก้าอี้พลาสติกมาตั้งหน้าทีวีดูละครหัวค่ำกีนสลอน เห็นแล้วทำให้อดคิดถึงเมืองไทยที่หลายคนติดละครตอนหัวค่ำไม่ได้ พอดึกดื่นค่ำคืนหน่อย ผู้คนเริ่มง่วงหงาวหาวนอน คนจึงบางตาเพราะทยอยกันลงไปชั้นล่างกลับไปยังเปลคู่กายหย่อนกายพักผ่อนหลับบนสายน้ำ
ตอนกลางคืนผมจับจองที่นั่งบนทางเดินที่หัวเรือแคบๆ นอนพิงพนังห้องคนเรือที่อยู่ด้านหน้าสุดของชั้นด่านฟ้า ท้องฟ้าในวันนี้สว่างจ้า พระจันทร์เกือบเห็นเป็นรูปกลมป๊อก ผมนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นจิบเบียร์ชมจันทร์พูดคุยกับตัวเอง เวลานี้ช่างสวยงามพิเศษสุด ผืนน้ำและผืนป่าอะแมซอนรอบตัวเงียบเชียบแต่ไม่วังเวง เสียงเครื่องยนต์เรือดังแผ่วๆ สร้างบรรยากาศไม่ให้เงียบเหงาและไม่น่ารำคาญ บรรยากาศรอบตัวเย็นฉ่ำทะลุผ่านเสื้อกันหนาวช่วยให้ร่างกายที่ร้อนผ่าวจากแดดจ้าที่เผชิญมาตลอดสามสี่วันที่ผ่านมาค่อยเย็นลง แสงจันทร์ส่องจ้าเป็นประกายอย่างไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมนักเพลงนักกลอนจึงนิยมสร้างบรรยากาศความรักชุ่มชื่นของคนหนุ่มสาวใต้แสงจันทร์
เรือแล่นมาถึงราวเที่ยงคืนกว่า ผมตื่นขึ้นบนทางเดินที่หัวเรือซึ่งได้ผลอยหลับไปโดยไม่รู้ตัว เงาจันทร์และรสเบียร์คงเป็นใจกล่อมให้เข้าสู่นิทราแสนสุขอย่างรวดเร็ว ทีแรกนึกว่าจะนอนอยู่ที่เดิม แต่ไอเย็นฉ่ำและลมแรงทำให้ต้องลงไปนอนในเปลที่ชั้นล่าง เดินลงไปด้วยความงัวเงีย ผู้คนในเปลข้างๆ นอนหลับกันไปหมดแล้ว จนเบียดให้พื้นที่เปลสำหรับนอนของผมเหลืออยู่เพียงที่แคบๆ ด้านซ้ายคือผู้หญิงตัวใหญ่ ด้านขวาคือผู้ชายตัวล่ำ ผมค่อยย่องหย่อนตัวเองเค้าไปในเปลโดยไม่ให้ต้องกระทบกับเปลของคนข้างๆ ความเหนื่อยล้าทำให้หลับได้โดยง่าย ไม่ต้องทรมานมากเหมือนเช่นที่ผ่านมาแทบทุกคืน แต่นอนไปได้สักพักก็ต้องรู้สึกตัวตื่นขึ้น สาวใหญ่ข้างๆ ใช้ตัวและเท้าของเธอเบียดผ่านเปลข้างๆ มากระทุ้งตัวตลอด ทีแรกๆ ผมก็เป็นเด็กดียอมเบี่ยงตัวเปลี่ยนท่านอนหลบๆ ท่วงท่ามหาประลัยของเธออยู่ดีหรอก แต่พอบ่อยครั้งเข้า ก็ต้องเบียดต่อสู้กันบ้าง ผมก็ไม่ยอมแพ้เหมือนกัน
หลับๆ ตื่นๆ ฟังเสียงหายใจของเพื่อนร่วมทางจากเปลข้างๆ และต่อสู้ทางร่างกายช่วงชิงพื้นที่นอนกับสหายสาวใหญ่ข้างเปลไปเรื่อยๆ ก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงก็อกๆ แก็กๆ และเสียงเครื่องยนต์ดังจากทางข้างเรือ ลุกขึ้นมาจากเปลเพื่อเดินลงไปชั้นล่าง ไปดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น แลบบิชเคยเล่าว่า ในเที่ยวเรือช้าจากบาเซลอสกลับมาเนาส์นี้จะมีการขนปลาสวยงามมาด้วย บาเซลอสถือเป็นเมืองหลวงของการส่งออกปลาสวยงามไปทั่วโลก ปลาที่ขายอยู่ในตู้ที่มาจากลุ่มน้ำอะแมซอนหลายสิบชนิดส่วนใหญ่ก็มาจากเมืองบาเซลอสกันทั้งนั้น ว่ากันว่าปลาคาร์ดินัล หรือปลานีออนสีสันสวยสดแดงน้ำเงินถูกจับและส่งออกจากคนจับปลาในเมืองบาเซลอสผ่านพ่อค้าคนกลางในเมืองมาเนาส์ถึงปีละเป็นล้านตัว เรือใหญ่จอดนิ่งอยู่กลางแม่น้ำ เรือเล็กมีกระบะสี่เหลี่ยมใส่น้ำครึ่งหนึ่งวางซ้อนกันเป็นตับจอดเทียบข้างๆ คนงานรูปร่างสันทัดเรียงกันเป็นแถวๆ ส่งกระบะปลาต่อให้กันและกัน แล้วเอามาวางซ้อนกันชั้นๆ สูงเกือบถึงอกแล้วเลื่อนไถไปไว้ที่หัวเรือด้านล่าง น่าเห็นใจผู้โดยสารหลายคนที่คิดผิดมาจับจองที่แขวนเปลที่ชั้นล่าง หลายคนต้องปลดเปลออกแล้วเดินงัวเงียขึ้นไปหาที่ผูกเปลใหม่บนชั้นสอง เพราะถูกไล่ที่โดยเจ้าของเรือ บอกว่านี่คือที่สำหรับวางกระบะปลาที่มีเป็นพันกระบะ หลายคนก็ทนเสียงกุกกักไม่ไหวก็หนีขึ้นไปนอนข้างบนเช่นกัน เวลาขนปลานี้นานพอสมควรราวชั่วโมงกว่าได้ เพราะมีเรือขนปลามาเทียบถึงสามลำสามเจ้า การขนปลาเช่นนี้เกิดขึ้นทุกวันที่มีเรือเข้าเมืองมาเนาส์ตลอดช่วงฤดูฝนที่ถือเป็นฤดูการจับปลาสวยงามส่งออก
อยู่ข้างล่างดูเขาคนปลากันได้สักพักก็งัวเงียจนต้องขึ้นไปนอนต่อที่เปลแสนทรมาน ผมคงง่วงและเหนื่อยจัดจนไม่ใยดีกับสงครามช่วงชิงพื้นที่กับสาวใหญ่คนข้างๆ แล้ว นอนหลับปุ๋ยไปตื่นเอาตอนเช้าแสงแดดออกจ้า ไม่ได้อาบน้ำแต่แปรงฟันให้รู้สึกสดชื่น ขึ้นไปบนด่านฟ้าที่เดิม เพิงขายเครื่องเดิมยังไม่เปิด คนขายของเดินงัวเงียทำความสะอาดกวาดพื้นหน้าร้านที่มีกระป๋องเบียร์และน้ำอัดลมวางเกลื่อนกลาด ผมเดินไปนั่งเล่นที่หัวเรือที่เดิม ความชื้นจากไอน้ำตั้งแต่เมื่อคืนยังฟุ้งอยู่ในอากาศ ผมสูดอากาศยามเช้าหอมกลิ่นไอป่าเข้าเต็มปอด แสงแดดเริ่มแรงสว่างจ้าขึ้นพร้อมๆ กันคนที่เริ่มตื่นจากการหลับใหล ลุกขึ้นมาเดินเล่นบนดาดฟ้ากระฉับกระเฉงกระปรี้กระเปร่า
เดินไปสักพักก็รู้ว่าได้เวลาอาหารเช้าแล้ว เพราะคนเดินทางคนอื่นๆ เดินถือขนมปังประกบไข่ดาวขึ้นมากินบนดาดฟ้า และทำท่าทำท่างบอกคนต่างถิ่นของผมให้ลงไปกินบ้าง เรือลำนี้ดีอย่างคือ ค่าอาหารสามมื้อ คือมื้อเย็นวันที่ออกเดินทาง มื้อเช้า และมื้อกลางวัน เขารวมไว้ในค่าตั๋วแล้ว ที่ท้ายเรือมีครัวเล็ก และโต๊ะแบบให้คนเดินเข้าแถวตักอาหารแบบบุฟเฟต์ พอถึงเวลาอาหาร ก็มีข้าวและกับมาวางไว้ คนก็ต่อแถวกันเป็นพรวน กินอาหารแสนอร่อยเพราะหิวโซกันยาวเหยียด อาหารมื้อกลางวันมีทั้งเนื้อวัว เนื้อแพะ และเนื้อไก่ คนบราซิลกินข้าวและฟารินญ่าเมล็ดธัญญาหารผสมกันเป็นหลัก ผมชอบฟาริญญ่าคลุกข้าวแล้วราดด้วยน้ำแกงขลิกขลิก เมล็ดพืชแข็งโดนน้ำแกงแล้วอ่อนนุ่มมันกรุบ กินกับข้าวถูกปากนั้นอร่อยเหาะจริงๆ
หนึ่งวันเต็มที่ใช้ชีวิตเดินทางอยู่บนเรือช้าถือเป็นช่วงเวลาที่ได้อยู่กับตัวเองจริงๆ วันผ่านๆ มาก็มีคนอยู่ด้วยรอบข้างตลอดเวลา ขึ้นเครื่องบินมาก็ต้องพบปะกับเจ้าหน้าที่สายการบิน มาถึงมาเนาส์ก็เจอกับแลบบิชและลูกศิษย์ มาบาเซลอสก็มีคลิวเดอร์และครอบครัวฟรานซิสโกคอยประกบดูแล มาตอนนี้บนเรือ ไม่รู้จักใครเลยสักคนเดียว จะให้คุยกับคนเดินทางด้วยกันก็ส่งภาษาสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง แต่จะว่าใครไม่ได้ ต้องโทษตัวเองที่ไม่มีกระจิตกระใจขวนขวายเรียนรู้ภาษาอื่น ตอนนี้จิตใจนั้นอ่อนแอ พละกำลังที่จะทำอะไรนั้นร่อยหรอเหลือน้อยเต็มที ก็เลยปล่อยให้ตัวเองไม่รู้เรื่อง นั่งอยู่หัวเรือ มองแม่น้ำและผืนป่าโดยรอบผ่านแว่นตากันแดดผลัดกับงีบหลับเล็กๆ ไปอย่างนั้นคนเดียว เบียร์เย็นในกระป๋อง สลับกับน้ำกระป๋องกูราน่า ซึ่งเป็นน้ำสมุนไพรท้องถิ่นที่บริษัทน้ำอัดลมหัวใสนำเอามาทำเป็นน้ำดื่มกระป๋องจนขายดิบขายดี รสชาดถูกปากคนบราซิลกันทั่ว คือ เพื่อนชั้นดีที่มีอยู่ข้างกายเดียวดายในเวลานี้
ราวบ่ายแก่ๆ เรือเข้ามาจอดเทียบท่าระหว่างทาง ทีแรกนึกว่ามาถึงมาเนาส์แล้ว แต่พอเห็นชื่อป้ายของอีกเมืองนึงก็ต้องผิดหวัง การเดินทางครั้งนี้ช่างยาวนานแสนนานจริงๆ ออกมาจากบาเซลอสตั้งแต่เย็นเมื่อวาน นี่ก็บ่ายของอีกวันนึงแล้วก็ยังไม่ถึงสักที ผมลงมานั่งที่ม้านั่งบนชั้นสองของเรือ สายตามองทอดออกไปที่ริมฝั่ง และกลางแม่น้ำ ขณะกำลังนั่งเพลินก็รู้สึกว่ามีคนมาสะกิดที่หัวไหล่ แล้วใช้ภาษามือชี้ให้ดูที่ทางฝั่ง ที่แพลอยน้ำ มีคนที่ปลายแพกำลังให้อาหารกับปลาโลมาสีชมพูที่พบได้แต่ในลุ่มน้ำอะแมซอนที่เดียวอยู่ ปลาโลมาปกติอยู่ในทะเล แต่ปลาชนิดสีชมพูนี้วิวัฒนาการมาอยู่ในน้ำจืดตั้งแต่นมนาม เข้ามาจากท้องทะเลมหาสมุทรทางปากแม่น้ำ แล้วก็มาอยู่ถาวรในลุ่มน้ำอะแมซอนตั้งแต่นั้นมา คนท้องถิ่นเขาหัวใส ให้อาหารมันจนเชื่องแล้วทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีการโฆษณาว่านักท่องเที่ยวไปดำผุดดำว่ายได้กับปลาโลมา แต่ถ้าจะให้ราคาถูกหน่อยก็มีรายการแค่ให้อาหารบนโป๊ะ นี่ล่ะที่เรียกกว่าการเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการท่องเที่ยว ปลาโลมาสีชมพูที่ขึ้นมาฮุบอากาศหายใจบนผิวน้ำเพียงชั่วเวลาประเดี๋ยวประด๋าว มองเห็นได้ยากจากด้านบน พอเชื่องมือเชื่องคน ก็สามารถหลอกล่อให้ลอยตัวมารออาหาร อวดแสดงให้นักท่องเที่ยวดูชมได้ชัดเจน เรื่องนี้ต้องชมเชยคนหัวใสต้นคิดจริงๆ
เวลาเย็นย่ำ เรือเริ่มแล่นเข้าเขตเมืองมาเนาส์ แนวป่าหนาทึบเริ่มบางเบาและเตี้ยลงทุกที ไม่ช้าไม่นานเริ่มเห็นบ้านเรือนผู้คนปลูกตั้งสลับอยู่บนเรือกแถวต้นไม้เขียว เรือแล่นอย่างช้าๆ ความเป็นเมือง มีตึกรามบ้านช่องเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อย ผมย้ายที่นั่งจากหัวเรือมาบนชั้นดาดฟ้า หนุ่มบาเซลอสหน้าคมเข้ามาคุยด้วย ผมคุยตอบด้วยภาษาโปรตุเกสกระท่อนกระแท่นไม่ได้ใจความ พูดภาษาอังกฤษบ้าง งัดวิชาภาษาฝรั่งเศสที่เคยเรียนมาตอนชั้นมัธยมขึ้นมาพูดผสมกันมั่วๆ บ้าง และเปิดหนังสือนำเที่ยวที่มีดัชนีคำศัพท์โปรตุเกสใช้บ่อยๆ ขึ้นมาให้เขาอ่านบ้าง เราคุยกันนานแสนนานแต่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยรู้เรื่องซึ่งกันและกัน เวลานี้ ผมหงุดหงิดกับการสื่อสารทางภาษาที่ติดต่อสื่อสารกันไม่ได้มาก แต่ในความหงุดหงิดนั้น บรรยากาศอันแตกต่างจากที่เคยเห็นเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน และการได้พบปะกับผู้คนต่างชาติต่างภาษาต่างความรู้สึกนึกคิดนั้นก็ทำให้รู้สึกได้ว่า ในเวลาดีๆ อย่างนี้ มิตรภาพจากการเดินทางนั้นช่างสวยสดงดงามจริงๆ

5 Comments:
ไปเห็น นิวยอร์คเกอร์ อย่างมึงใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบในมหานครแล้ว
นึกภาพ มึงไปนอนอยู่บนเรือจิบเบียร์ทั้งวัน แบบนั้น ไม่ออกเลยว่ะ
ท่าท่างจะ มีความสุข น่าดู
กูคงไม่เหมาะ กับเมืองแบบนั้น
คนขาสั้นอย่างกู ก้าวตามนิวยอร์คเกอร์ ไม่ทันว่ะ
"หากห้วงเวลาในอดีตคือช่วงเวลาแห่งความสุข
เราก็ควรจะเก็บความทรงจำที่ดีไว้มิใช่หรือ
การฟูมฟายถึงอดีตอันหอมหวานคงไม่ใช่ความสุขที่เป็นจริง"
...เข้มแข็งต่อไปว่ะ เพื่อน
อาทิตย์ ได้ข่าวว่ากลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้วเหรอจ๊ะ?
:)
มาเขียนเรื่องภูฏาน ด่วน
อยากอ่าน
ชั้นอิจฉาเธอจริงๆ
รออ่านเรื่องใหม่อยู่คร้าบบ
u still have some faults in writing in Thai. Don't worry, not a big deal. long time ago i didn't come to read your blog.
p'Mengkee
Post a Comment
<< Home