ก ารเดินทางสู่โลกธรรมชาตินานาสัตว์ของตัวเองนั้นเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไร อาจเป็นสิ่งที่ผมบอกได้ไม่ชัดเจนนัก เพราะดูเหมือนว่า สายใยระหว่าง “เรา” นั้น ได้เริ่มเกี่ยวโยงพันคล้องกันมาตั้งแต่ตัวเองยังไม่ค่อยรู้ภาษีภาษาเท่าไหร่ เลยขณะนี้ผมกำลังจะมีอายุ 24 ขวบ หากย้อนเวลากลับไปเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว คงอยู่ในวัยที่พอจำความได้พอดี ผมไม่รู้ว่า การได้เป็นเจ้าของปลาหางนกยูงตัวผู้และตัวเมียคู่แรกที่นำกลับมาจากบ้านคุณย ่าที่บางประกง กับการที่พ่อแม่ซื้อปลาทองมาเลี้ยงไว้ในอ่างบัวหน้าบ้านคุณยายโดยผมจับจองหน ้าที่เป็นผู้ดูแลนั้น สิ่งใดจะเกิดขึ้นก่อนกัน แต่นี่เป็นเสมือนปมเชื่อที่เริ่มต้นความรักระหว่างผมและเหล่าสิ่งมีชีวิตอื่ นๆ นอกเหนื่อไปจากเหล่าเพื่อนมนุษย์ที่พูดจากันได้ทั้งหลาย
ชีวิตในว ันเด็กของผมเป็นชีวิตที่ได้ท่องในดินแดนของเหล่าสิงสาราสัตว์อย่างตื่นเต้นแ ละสนุกสนาน ในวันว่าง นอกเหนือไปจากการดูวีดีโอการ์ตูนยอดมนุษย์ และเล่นซนกับลูกพี่ลูกน้องฝาแฝดแล้ว ผมมักจะใช้เวลาเที่ยวเล่นไปตามบ่อปลาใหญ่ 3 บ่อหลังบ้าน ซึ่งเคยเป็นบ่อบ่มแอลกอฮอล์เก่า เมื่อครั้งน้องชายของคุณตาทำธุรกิจบ่มเหล้า พอเลิกกิจการ บ่อหมักเหล้าก็ถูกแปรสภาพเป็นบ่อเลี้ยงปลานานาชนิด ซึ่งได้กลายมาเป็นสนามเด็กเล่นของเด็กชายตัวน้อยๆ ในเวลาต่อมา
ในบ ่อปลานั้น มีทั้งปลาตัวใหญ่ๆ เช่น ปลาสวายตัวยาว ปลาแรดตัวเขื่อง ปลาบู่หน้าแปลก รวมทั้งปลาหมอเทศที่มักจะมาฮุบอากาศในยามเช้าและเย็น นอกจากนี้แล้ว ยังมีปลาตัวเล็กตัวน้อยอย่างปลาหางนกยูง และปลาเข็มว่ายไปมาในน้ำที่ขุ่นขลักไปด้วยตะไคร่น้ำสีเขียวปี๋
สวิงอ ันน้อย (ที่จำไม่ได้ว่าไปได้มาจากไหน) รวมทั้งตะกร้าฝาชี (ที่ไปหยิบมาจากในครัวคุณยาย) ถือว่าเป็นอุปกรณ์ชั้นดีที่ทำให้เห็นสิ่งมีชีวิตในน้ำ และเป็นตัวกลางที่สร้างความสัมพันธ์ให้ "ผม" และ "พวกเขา" ได้รู้จักกันดียิ่งขึ้น ปลาที่ติดสวิงขึ้นมาส่วนใหญ่มักจะเป็นปลาเข็ม ปลาหางนกยูง และกุ้งฝอยที่มีอยู่อย่างดาษดื่นเป็นปกติ เรียกได้ว่าจุ่มสวิงลงไปในน้ำ และยกขึ้นมา ยังไงก็ต้องมีปลาและกุ้งพวกนี้ติดขึ้นมาทุกครั้ง แต่ที่เห็นจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นก็คงจะเป็น พวกลูกปลารูปร่างแปลกตาอย่างลูกปลาหมอ และลูกปลาบู่ มักทำให้ผมตื่นเต้นมาก เพราะนี่ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา เพียงเท่านั้ ผมก็รู้สึกได้ถึงความเร้าใจและสนุกสนานของการผจญภัย ที่เด็กตัวเล็กๆ อย่างผมหลงใหล
การผจญภัยของผมไม่ได้มีเพียงแค่นั้น หากรวมไปถึงการแก้เบื่อเมื่อต้องไปนั่งรอพี่สาวแสนดีของผมแข่งว่ายน้ำ หรือไปฝึกเล่นวินด์เซิร์ฟ ผมกับ "พี่กุ๊กกุ๋ย" อายุห่างกันถึง 6 ปี จึงทำให้กิจกรรมในวัยเด็กของเรานั้นช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม่จึงต้องหนีบผมไปนั่งรอเธอทำกิจกรรมเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยทุก ครั้ง การไปแข่งว่ายน้ำหมายถึงการเดินทางที่ทั้งน่าเบื่อทั้งไกล เพราะแข่งว่ายน้ำแต่ละหนต้องกินเวลาเต็มวัน หรือมากกว่านั้นเสมอ และสระว่ายน้ำหลายๆ แห่งที่นิยมจัดแข่งขันในสมัยนั้นมักจะตั้งอยู่ตามชานเมือง การเดินทางอันยาวนาน และการรอคอยอันแสนหน้าเบื่อท่ามกลางอากาศร้อนในตอนกลางวัน คงไม่ใช่สิ่งที่น่าพิศมัยนัก
แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่บริเวณภายนอกของ สระว่ายน้ำ (จำไม่ได้ว่าหลายๆ แห่งที่เป็นเช่นนี้ หรือแห่งเดียวแต่ไปหลายครั้ง) มักเป็นท้องทุ่งมีคันดินและคูน้ำ ณ ที่แห่งนี้ ผมได้ค้นพบการเล่นสนุกกับตัวเองที่ไม่เคยจะเหนื่อยหน่าย ซึ่งก็คือ การจับปูตามคันดินและคูน้ำเหล่านั้น ถึงตอนนี้ ผมขอโม้หน่อยว่า ในขณะที่อายุไม่เท่าไร ผมสามารถจับปูได้โดยไม่ให้ปูหนีบมือได้ ผมค้นพบด้วยตัวเองว่า จะต้องจับตัวปูเข้าทางด้านบนกระดอง นอกจากนี้ ยังได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากประสบการณ์ตรงที่พบประสบด้วยตัวเอง หนึ่งในหลายๆ สิ่ง คือ การได้รู้ว่าปูนั้น “อยู่ในรู” และ “เดินไม่ตรง” ในขณะที่เพื่อนหลายๆ คนในวัยเดียวกันรู้จากการอ่านหนังสือแบบเรียนอ่านออกเสียงว่า "ปูอยู่ในรู" เท่านั้น
เมื่อพี่กุ๋ยไปเล่นวินด์เซิร์ฟแถวบางนา ระหว่างรอ ผมมักจะเดินด้อมๆ มองๆ อยู่ริมตลิ่งที่มีหญ้าขึ้นอยู่เต็ม ในมือ ถือแก้วน้ำพลาสติกหมายมั่นปั้นมือว่าจะไปจับปลาตัวน้อยมาให้ได้ เดินไปเดินมาอยู่รอบบึง จับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางครั้งก็ลื่นไถลไปในแอ่งน้ำแฉะ บ้างครั้งตีนก็เปื้อนโคลน และตัวเหม็นน้ำในบึง มาคราวหนึ่งจับปลาได้ไม่มาก ก็มักจะหวังลึกๆ ว่า มาครั้งหน้าจะต้องจับให้ได้อีก มานั่งคิดดูแล้วไม่น่าเชื่อว่า ตัวเองจะเป็นเด็กที่จัดการกับความเบื่อของตัวเองได้ดีถึงเพียงนี้
พ ออายุ 9 ขวบ ก็ถูกส่งไปโรงเรียนประจำ แต่ก็ยังไม่วายที่เสาะหาสัตว์ต่างๆ มาเลี้ยงที่บ้าน ตอนนั้น ผมเป็นเจ้าของนกเอี้ยงโครงหนึ่งตัว และไก่แจ้พร้อมลูกเจี๊ยบอีกหลายคู่ รวมทั้งไก่นกกระทา และเป็ด ซึ่งไปแอบซื้อมาจากจังหวัดอ่างทองเวลาไปบ้านเพื่อนแม่ ช่วงแรกของชีวิตนักเรียนประจำตัวที่ต้องจากบ้านมาตั้งแต่ยังเล็ก ก็คงมีบ้างที่จะต้องเกิดอาการคิดถึงบ้านบ้างไม่มากก็น้อย แต่สำหรับผมแล้ว คงเป็นระดับที่เอาการอยู่ไม่เบา เพราะนอกจากคุณยาย พ่อ แม่ พี่สาว และบรรยากาศของบ้านที่ผมคิดถึงแล้ว สัตว์เลี้ยงแสนรักของผมก็ถูกรวมอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ตอนอยู่ประถม 3 ปีแรกของชีวิตนักเรียนประจำ ที่ผมจะป่วยการเมือง หาทางกลับมาบ้านให้ได้ (ผมอ่านหนังสือแล้วจำอาการของโรคกระเพาะอาหารไปบอกหมอ เพื่อให้วินิจฉัยว่าป็นโรคกระเพาะ และให้กลับไปอยู่บ้านได้)
ทุก สองอาทิตย์จะได้กลับบ้าน พ่อมักจะพาไปเดินดูสัตว์เลี้ยงที่สวนจัตุจักรพร้อมกับพี่สาว ผมจำวันหยุดสุดสัปดาห์ที่มีความสุขเช่นนั้นได้แม่นยำ
ชีวิตนักเรียนป ระจำของผมเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยเพื่อนฝูง การเรียน ดนตรี และกีฬา จึงทำให้ผมหายคิดถึงบ้าน และมีความสุขล้นมากขึ้นตามลำดับ จนบางครั้งก็ไม่อยากกลับบ้านเสียดื้อๆ ผมจึงห่างเหินไปกับสัตว์เลี้ยงที่บ้านพอสมควร แต่โชคดีที่ทุกคนในบ้านน่ารักกับผม ช่วยดูแลสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นให้อยู่รอดปลอดภัย ได้กิน ได้นอนอย่างมีความสุขตามอัตภาพของมัน
ความชอบเลี้ยงสัตว์ไม่ได้หายไป ไหนเลย หากฝังอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจเสมอ ในทันทีที่มีคนชอบเลี้ยงสัตว์ด้วยกันมายุยงส่งเสริมไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม ่รู้ตัวก็ตาม จึงทำให้ “อารมณ์เลี้ยงสัตว์” ได้กลับมาครอบครองความคิดอีกครั้ง ตอนนั้นอยู่ชั้นมัธยม 3 แล้ว ได้คบหาสมาคมกับไอ้ฤดูซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของผมหนึ่งปี ไอ้หมอนี่เป็นคนชอบเลี้ยงสัตว์เหมือนกัน แต่ที่บ้านไม่ค่อยชอบให้เลี้ยงเพราะคิดว่าเป็นภาระ เพราะเจ้าตัวไม่อยู่คอยดูแล ฤดูมักจะทำอะไรด้วย “ใจรัก” ซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามกับ “เหตุผล” จึงมักชวนผมไปเดินเล่นที่ตลาดนัดสวนจัตุจักร เพื่อไปหาสัตว์มาเลี้ยงตามใจตัวเอง
ในช่วงมัธยมตอนต้น ที่เรามักมีสิทธิในการทำสิ่งต่างๆ อย่างจำกัด ตามประเพณีของนักเรียนประจำ บรรดารุ่นพี่ผู้มีสิทธิมากกว่าก็มักจะนำสัตว์พิศดารอย่างงูหลามงูเหลือม และปลากินเนื้อตัวใหญ่ๆ อย่างเช่น ปลาช่อนอเมซอน (อราไพม่า) ตัวยักษ์ ปลาดุกเรดเทลจากอเมริกาใต้ ปลาชะโดจอมโหด ฯลฯ มาเลี้ยงที่โรงเรียน จึงทำให้ตัวเองเกิดความรู้สึกอยากเลี้ยงสัตว์กับเขาบ้าง มีอยู่ครั้งหนึ่ง งูหลามของรุ่นพี่คนหนึ่งตาย และไม่รู้จะจัดการกับหนูตะเภาที่ซื้อมาให้เป็นเหยื่อยอย่างไร จึงมอบหมายให้ผมนำกลับไปเลี้ยงที่บ้าน ต่อมาหนูตะเภาคู่นั้นก็โตจนคับกรง และอยู่กับผมที่บ้านมาโดยตลอดจนให้เพื่อนแม่ไปตอนซ่อมบ้าน มารู้ทีหลังว่า หนูตะเภาคู่นั้น เจ้าฤดูเพื่อนตัวอ้วนนี่เอง เป็นคนไปซื้อมาจากสวนจัตุจักรให้พี่เขา
นอกจากจะมีเพื่อนสนิทที่ชอบใ นสิ่งเดียวกันอย่างฤดูแล้ว ยังมีเพื่อนรักอย่างเด้าเก่า แฟรงค์ และเอโปร รวมทั้งคนอื่นๆ ที่เออออห่อหมกไปกะเราสองคนด้วย ไม่รู้ว่าน่าเล่าให้ฟังหรือเปล่าว่า ในขณะที่ผมอยู่มัธยม 4 แกงค์ของเรามัก “โดด” ไปเดินเล่นที่สวนจัตุจักรในวันอาทิตย์ที่ไม่ได้กลับบ้าน หรือในคืนวันพฤหัสที่มีการขายส่งปลาสวยงามที่บริเวณ “ตลาดนัดซันเดย์” ใกล้กับสวนจัตุจักรกัน เพื่อนๆ เหล่านี้มักจะยุยงให้เราซื้อสัตว์ต่างๆ ซึ่งมีทั้งปลา นก กิ้งก่า และแมงมุม แม้ตู้ปลาใบใหญ่ หรือน้ำทะเลหลายสิบสิตร เพื่อนๆ ที่น่ารักเหล่านี้ก็เคยช่วยกันแบบข้ามรั้วสูงกันมาแล้ว
เราเลี้ยงสัต ว์กันนานาชนิดจนเพื่อนๆ เรียกว่า เป็น “สวนสัตว์” ขนาดย่อม นอกจากจะเป็นสิ่งบันเทิงของพวกเราในเวลาว่างแล้ว ยังเป็นสถานที่ประคบประหงมดูแลบรรดาสัตว์ทั้งหลายในโรงเรียนที่ได้รับบาดเจ็ บ โดยเฉพาะลูกนกที่ร่วงหล่นจากรังบนกิ่งไม้ในวันลมแรง และฝนตกอีกด้วย คืนหนึ่ง ประมาณเกือบเที่ยงคืนได้ เพื่อนคนหนึ่งยังไม่นอนเพราะนั่งอ่านหนังสืออยู่เผอิญตาดีไปเจอ “ตัวนิ่ม” ที่หน้าคณะ (ตึกนอน) บนตัวของมันที่คดเป็นวงกลมแน่นคล้ายกี้งกือเวลาม้วนตัวมีมดไต่ยั้วเยี้ยะ ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่ามันจะถูกมดฝูงใหญ่รุมกัดรังแก จึงวิ่งแจ้นมาตามเราให้ไปดูเผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง พวกเราก็ไม่เคยเห็นตัวนิ่มมาก่อน เห็นมีมดมากมายขนาดนั้นก็ตกใจ นึกดังเพื่อนว่ามันกำลังถูกรุมกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จึงได้แต่ช่วยกันเอาผ้าปัดมดให้ออกไป ช่วยกันอยู่นาน แต่เท่าไรก็มดก็ไม่หมดซักที ยังมีซ่อนอยู่ตามเกล็ดหน้ามากมาย จนเราต้องถอดใจ ปล่อยมันให้นอนอยู่บนผ้าเช็ดตัวของเพื่อนผู้เสียสละ พอตื่นเช้า ตัวนิ่มตัวนั้นก็หายไป เหลือไว้เพียงแต่ผ้าเช็ดตัววางเด่นกลางสนามหญ้า พอมารู้ทีหลังว่า มดบนตัวนิ่มนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะตัวนิ่มกินมดเป็นอาหาร ทำเราหน้าแตกกันเพล้งใหญ่ทีเดียว
สวนสัตว์ของเรา “ใหญ่” พอสมควร ถึงแม้จะมีจำนวนสัตว์ไม่มาก แต่เพราะสถานที่ตั้งอยู่ในห้องทำการบ้าน และห้องตู้เสื้อผ้านั่นเอง ทำให้ห้องหับเหล่านั้นดูแคบไปถนัดตาเมื่อถูกจับจองด้วยกรงนก และตู้ปลา มันใหญ่จนคุณครูต้องมาห้ามปรามว่ามีมากเกินไป และหากเราไม่นำสิงสาราสัตว์เหล่านี้กลับไปเลี้ยงที่บ้าน ท่านขู่ว่าจะลงโทษ “พักการเรียน” ให้เรากลับไปเลี้ยงสัตว์ที่บ้านสมใจอยาก ดังนั้น “สวนสัตว์” ของเรา ซึ่งเป็นที่นิยมของบรรดาเพื่อนๆ จึงเป็นอันต้อง “ปิดกิจการ” ลงอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
จบจากโรงเรียนมัธยม ก็เข้ามหาวิทยาลัยทันที ชีวิตในมหาวิทยาลัยเป็นชีวิตที่สนุกสนานไปกับชีวิตแบบใหม่ที่มีอิสระ และมากมายไปด้วยเพื่อนใหม่ทั้งชายและ (โดยเฉพาะ) หญิง ผมเล่นรักบี้ให้กับมหาวิทยาลัยซึ่งมีตารางซ้อมหนักจนต้องกลับบ้านดึกทุกวัน และต้องเรียนหนังสือที่ต้องขมักเขม้นอย่างตั้งใจ นี่ยังไม่รวมเวลาที่เป็นอิสระได้ออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ ในที่ต่างๆ ตามประสาวัยรุ่นคนหนุ่มสาว โดยย่อแล้ว ชีวิตในสองปีแรกในรั้วมหาวิทยาลัยของผมก็ทำให้ผมห่างหายไปจากสิงสาราสัตว์พอ สมควร
ราวปี พ.ศ. 2544 ผมเริ่มสนใจที่จะเลี้ยงปลาเป็นงานอดิเรกอีกครั้ง ถึงตอนนั้น เริ่มรู้ตัวเองแล้วว่าชอบเลี้ยงปลามากที่สุด หลักจากได้ลองเลี้ยงสัตว์ต่างๆ มานานาชนิด คงเป็นเพราะปลาไม่เป็นภาระมาก และไม่ต้องการเอาใจใส่ดูแลมากนัก อีกทั้งยังให้ความเพลิดเพลินยามดูปลาตัวเล็กตัวน้อยว่ายไปมา มันทั้งเย็นตา และเย็นใจอย่างบอกไม่ถูก
นี่เป็นจุดเริ่มที่ทำให้ผมเริ่มพบกับพี่นณณ ์ พี่พล พี่เอกรัตน์ พี่โทนี่ พี่โอ๋ พี่หมี พี่โน่ และพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ คนอื่นๆ อีกมากมายที่สนใจในสิ่งเดียวกัน เริ่มแรกเราพบกันในกระดานข่าวบนอินเตอร์เน็ต ต่อมาก็รู้จักต่อๆ กันไปเรื่อย แม้ว่าแต่ละคนต่างมีพื้นฐานในด้านต่างๆ ที่แตกต่างกันมากมาย แต่ความชอบเลี้ยงปลาเหมือนๆ กัน ทำให้แต่ละคนสามารถพูดคุยรูจักมักจี่กันอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ
พ ี่นณณ์ชอบเล่าให้ฟังถึงการไปจับปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติของเขาทั้งที่เมืองไทย ก่อนไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา และที่อเมริกาเอง ผมอยากทำอย่างนั้นมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาส และไม่มีความกล้าสักที พี่นณณ์สัญญากับผมและพี่พลว่าจะไปจับปลาด้วยกันเมื่อเขากลับมาเมืองไทยในอีก ไม่กี่เดือนต่อมา การออกไปจับปลาครั้งแรกของเรานั้นอยู่ ป่าจากแถวมหาชัย ซึ่งทำให้เราพบปลากัดซึ่งมีลักษณะแปลกไปจากปลากัดชนิดอื่นๆ ที่พบในเมืองไทย ซึงอาจเป็นปลาชนิดใหม่ (new species) ก็เป็นได้
ควา มสนุกในครั้งนั้นของเราไม่ใช่เพียงเพราะได้ปลาที่น่าสนใจเช่นนั้นเพียงอย่าง เดียว สภาพป่าจากที่ดูลึกลับ การได้จับปลาด้วยกัน และการพูดคุยขอคำแนะนำจาก “ผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น” ผู้ซึ่งมาช่วยเราจับปลากัดอย่างคล่องแคล่ว คือ ความประทับใจที่เราได้รับจากการออกเดินทางไปจับปลาด้วยกันครั้งแรก เราอยู่ตรงนั้นเสียนานหลายชั่วโมงเชียวล่ะ
หลังจากนั้น ผมได้รู้จักคนอื่นๆ มากขึ้นอย่างพี่โทนี่ พี่หมี พี่โอ๋ และพี่โน่ ซึ่งเราได้ออกไปจับปลาด้วยกันในหลายๆ ครั้ง คราใดที่เราว่างตรงกัน ก็จะนัดไปจับปลาด้วยกันเสมอ ไม่น่าเชื่อว่า เราจะสามารถสนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็ว ต่างคนต่างมีบุคลิก และอุปนิสัยส่วนตัวที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่อย่าลืมว่า เราต่างชื่นชมธรรมชาติในแนวทางเดียวกัน ปลาที่เราจับได้ส่วนหนึ่งก็จะนำกลับมาเลี้ยงเพื่อเฝ้าสังเกตพฤติกรรมต่างๆ ทั้งในเรื่องการกิน การผสมพันธุ์ และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง รวมทั้งลักษณะจำเพาะหากปลาชนิดนั้นๆ มีความสำคัญในทางมีนวิทยา อีกส่วนหนึ่งเรามักจะปล่อยกับไปไว้ตามเดิม พูดให้ง่ายๆ ก็คือ ส่วนแรกเราเก็บกลับมาเพื่อศึกษา ส่วนหลังเราจับขึ้นมาเพื่อสำรวจแหล่งกระจายพันธุ์ จำนวนประชากร ฯลฯ
ผ มยังชื่นชอบที่จะไปดูพืชพันธุ์ไม้น้ำในอีกด้วย การไปดูไม้น้ำนั้นไม่ต้องมีพิธีรีตรอง และไม่ต้องการอุปกรณ์มากมาเหมือนการไปจับปลา เพียงแค่เดินไปก้มๆ มองๆ หรือเดินลุยไปตามสายน้ำ และมองไปรอบๆ ก็จะได้เห็นไม้น้ำแล้ว การได้สังเกตและเรียนรู้การปรับตัวของต้นไม้น้ำและระบบนิเวศโดยรวม ทำให้เราได้รู้จักธรรมชาติอย่างลึกซึ้งและเป็นจริง นับเป็นเสน่ห์ที่เย้ายวนให้ค้นหาไม่หยอกสำหรับคนที่ชอบความท้าทายและตื่นเต้ นในชีวิตอย่างเช่นผม
นอกจากคนไทยแล้ว ยังได้รู้จักเพื่อนที่ชอบในสิ่งเดียวกันจากประเทศอื่นๆ อีกด้วย ผมมักจะได้รับอีเมล์จากคนต่างชาติ บอกข่าวคราวถึงการมาเยี่ยมเยียนเมืองไทยของพวกเขา และหากมีโอกาส เราก็จะได้ไปทำจับปลาดูต้นไม้น้ำด้วยกัน หรือไม่ก็มาพบปะรับประทานอาหารกัน วงไพบูลย์ของเรานั้นได้รับอิทธิพลของโลกานุวัตรไปเต็มๆ
การได้เดินทา งออกไปตามแหล่งน้ำต่างๆ ทำให้เราหูตากว้างขวางขึ้น ได้พบกับชาวบ้าน และได้เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เขามี รวมทั้งได้เห็นสภาพที่เป็นอยู่ของแหล่งน้ำ สัตว์น้ำ และไม้น้ำเมื่องไทยว่าเป็นอย่างไร เมื่อเราเห็นว่า แหล่งน้ำของเราหลายแหล่งนั้นกำลังเผชิญอยู่กับมลพิษ และการดูแลจัดการอย่างไม่ถูกวิธี เราจึงสุมหัวกันตั้งกลุ่มสยามเอ็นซิส (www.siamensis.org) ขึ้น โดยมีชื่อมาจากภาษาลาติน ซึ่งแปลว่า มาจากประเทศไทย โดยมักถูกใช้เป็นชื่อชนิด (species name) ของสิ่งมีชีวิตที่พบในประเทศไทย
กลุ่มสยามเอ็นซิส มีจุดประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกในการเลี้ยงปลาอย่างยั่งยืน และเพื่อสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ปลาน้ำจืดและต้นไม้น้ำของไทย กลุ่มสยามเอ็นซิสของเราเป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่หวังแบ่งปันกันในความรู้ในสิ่งที่ชอบ และร่วมกันส่งเสริมค่านิยมที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติให้เกิดขึ้นระหว่างกัน
บ ทความในหนังสือเล่มนี้ เป็นบันทึกความประทับใจที่เกิดขึ้นและข้อสังเกตที่พบเห็นในระหว่างการใช้เวล าว่างออกไปจับปลา และชมพฤกษาตามแหล่งน้ำต่างๆ ในประเทศไทยของผมและเพื่อนๆ หลายครั้งเราไปกันหลายคน แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ผมไปคนเดียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจังหวะ โอกาส และความรู้สึกนึกคิดในแต่ละขณะเวลา
จ ะเห็นได้ว่า การเดินทางสู่โลกแห่งธรรมชาติของผมนั้นไม่ได้เพิ่งเริ่มขึ้นเพียงแค่เหตุการ ณ์ที่ได้จดบันทึกเป็นบทความชิ้นแรก หากได้เริ่มขึ้นมานานตั้งแต่เป็นเด็กตัวจิ๋วแล้ว การเดินทางแต่ละครั้งแต่ละคราทำให้ผมได้รู้จักตัวเองมากขึ้นทุกก้าวที่ย่ำไป และทุกก้าวที่ย่ำไปทำให้ได้พบกับ “เพื่อน” มากมายที่ไม่เคยคาดว่าจะได้มารู้จักมักจี่กัน
สิ่งเหล่านี้กระมัง ที่ทำให้ผมไม่รู้จักพอกับการเดินทางสักที