What Am I Doing Here?
หรือ กูมาทำอะไรอยู่ที่นี่ (วะ)?
Thursday, March 31, 2005
ทำไมผมถึงชอบเดินทาง
นิตยสารอิมเมจ (?? 2548)
คอลัมน์ His Mind
รู้ไหม ถ้าถูกล็อตเตอรี่ ผมจะเอาเงินไปทำอะไร
ถ ้าเป็นสมัยยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ ผมจะตอบอย่างไม่รีรอว่า จะฝากเงินเหล่านั้นไว้กับธนาคาร ตามแบบฉบับที่ดีของ "เด็กในวันนี้ ผู้ใหญ่ในวันหน้า"
แต่ในวันนี้ ความคิดเช่นนี้ไม่เคยอยู่ในหัวของผมเลย
ต ั้งแต่เรียนจบ ผมก็พุ่งกระโจนเข้าสู่ตลาดงานทันที งานที่ผมทำให้ผลตอบแทนพอสมควร เพื่อนหลายคนในวัยเริ่มทำงาน เริ่มพูดคุยกันในทำนองว่า เมื่อมีเงินเดือนเป็นของตัวเองแล้ว รู้จักจับจ่ายใช้สอย มีความตระหนี่ถี่เถียว และรอบคอบกับเรื่องเงินๆ ทองๆ มากขึ้น พวกเขารู้สึกว่า เงินทองไม่ใช่ของหาง่าย ทุกบาททุกสตางค์มีค่าควรแก่การอดออมไว้ เพื่อประโยชน์อันยาวไกลในเบื้องหน้า
ไม่ผิดอะไรกับสิ่งที่เราเคยได้รับการกล่อมเกลามาตั้งแต่ยังเล็กยังน้อยในโรงเรียน
ทุกวันนี้ ผมไม่มีเงินเก็บ ไม่มีเงินออมแม้แต่บาทเดียว จะว่าก็ว่าเถิด ผมเป็นคนสุรุ่ยสุร่าย
ผมไม่ได้สุรุ่ยสุร่ายกับอะไร แต่ผมสุรุ่ยสุร่ายกับ "การเดินทาง"
ต ั้งแต่ทำงานหาเงินได้เอง ผมตั้งปณิธานไว้ว่า เมื่อมีเงินในบัญชีจำนวนหนึ่งแล้ว จะใช้เงินนี้ออกเดินทางไปยังที่ไหนก็ได้ ตามแต่โอกาสจะอำนวย ไม่เกี่ยงว่าจะเคยไปแล้วหรือยังไม่เคยไป จะในหรือนอกประเทศ ขอให้ได้เปลี่ยนที่เปลี่ยนทางก็เป็นพอ
เ กือบปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ผมได้เดินทางไปยังต่างถิ่น สถานที่แปลกหูแปลกตามมากที่สุดแล้วตั้งแต่ลืมมามาดูโลก นับโดยเฉลี่ย คงได้ประมาณหนึ่งถึงสองเดือนต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง หากมีเวลาน้อยก็จะแวะเยือนจังหวัดต่างๆ ในประเทศ หากมีเวลานานสักหน่อย ก็อดไม่ได้ที่จะไปเรียนรู้กับผู้คนต่างรัฐต่างวัฒนธรรมบ้าง
เ ริ่มกันที่กลางปีก่อน ผมได้ลุยลาวตอนใต้กับเพื่อนรักที่สุด หนึ่งเดือนต่อจากนั้น ได้ลงไปภูเก็ตและพังงาไปพบเพื่อนนักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์ค ต้นปีนี้ได้ไปเวียดนามทั้งโฮจิมินห์ ดานัง ฮอยอัน และฮานอย กลับมาไม่ทันไรก็ไปเยี่ยมเพื่อนชาวมาเลย์ที่เคยเล่นรักบี้ด้วยกันตอนเด็กที่ กัวลาลัมเปอร์ แล้วก็ต่อด้วยเมืองมรดกโลกที่สุโขทัย สองเดือนต่อจากนั้น ก็ปีกกล้าขาแข็งแบกเป้ไปเดินป่าซาราวัคบนเกาะบอร์เนียวคนเดียว และนี่ก็เพิ่งกลับจากการพาคุณยายสุดที่รักไปเที่ยวเซี่ยวไฮ้ และสิงคโปร์ จนเลยเถิดไปถึงเมืองมะละกาในตอนใต้ของมาเลเซีย
... ไม่เคยคิดว่าจะได้พูดคุยหยอกล้อเล่นหัวกับเพื่อนรักที่เคยเรียน เล่น กิน นอนมาด้วยกันมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบอีกครั้ง หลังจากที่เราต่างต้องแยกจากไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในสาขาที่แต่ละคนถนัดและส นใจเมื่อ 6 ปีก่อน
... ไม่เคยคิดว่าจะได้เดินลุยแม่น้ำกับนักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญต้นไม้น้ำชื่อด ัง ที่กรมป่าไม้ต้องเชิญให้มาช่วยศึกษาต้นไม้น้ำในเมืองไทย
...ไม่เคยคิดว่าจะได้เดินทางคนเดียว และเดินป่าทั้งวันในป่าฝนเขตร้อนที่ฝันใฝ่จะไปเยือนโดยไม่มีหยุดพัก
...ไม่เคยคิดว่าจะได้พาคุณยายที่เลี้ยงดูผมมาตั้งแต่ยังแบเบาะไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา ได้หัวเราะหยอกเย้ากันด้วยความสนุกสนานเบิกบาน
... ไม่เคยคิดว่าจะได้ไปลุยป่าพรุจับปลากัดในมาเลเซียกับเพื่อนคอเดียวกัน และได้รู้ว่าปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของเขาก็ไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไร ป่าพรุหลายหมื่นไร่กำลังถูกไถกลบแปรเปลี่ยนเป็นสวนปาล์มน้ำมัน
…และอีกหลายๆ อย่างที่ไม่เคยคิดว่า...จะได้ทำ จะได้รู้
ก ารเดินทางท่องเที่ยวไปยังต่างบ้านต่างเมืองไม่เคยเป็นสิ่งที่น่าเบื่อน่าเวี ยนหัวเลย ผมกลับได้ยิ้มแย้มและรู้สึกเบิกบาน มีกำลังกายและใจที่จะบากบั่นทำงานต่อไปด้วยความสุข แม้ว่าบางครั้งจะต้องกระเม็ดกระแหม่กับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันบ้างก็ตาม แต่ก็ไม่เคยนึกเสียดายเงินที่ต้องจ่ายไปกับการเดินทางสักครั้งเดียว
ผ ู้ใหญ่หลายคนสอนให้ผมรักที่จะเดินทาง ท่านมักกล่าวว่าการเดินทางเป็นโอกาสอันดีที่จะได้รู้จักโลก ผู้คน และตัวเองอย่างถ่องแท้ ไม่มีใครบนโลกจะต้องเดินทางคนเดียว อ ย่างน้อยจะต้องได้พบปะกับคนอื่นๆ แม้ว่าจะเพียงแค่เดินผ่านพ้นไม่โดยไม่ทันแม้แต่จะเหลียวสายตามองก็ตาม นอกจากนี้ ทุกหนทุกแห่งที่ก้าวย่ำไป ก็จะได้รู้จักตัวตนที่แท้ผ่านถ้อยคำสนทนาทางความคิดอันสลับซับซ้อนของตัวเอง
ไม่เชื่อ ลองเดินกลับบ้านคนเดียวดูสิ
ส มัยเรียนมหาวิทยาลัย นักเรียนรัฐศาสตร์อย่างผมมักจะเอ่ยอ้างว่าโลกในปัจจุบันที่เราเหยียบย่างอยู ่นี้มีขนาด "เล็ก" ลงมาก อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ทำให้ "กาละ" และ "เทศะ" ที่เคยอยู่ห่างไกลนั้น หดสั้นเข้าใกล้กันมากขึ้น ดังที่พูดถึงกันว่า “โลกาภิวัฒน์"
แต่บัดนี้ สิ่งที่ผมเคยคิดเคยเชื่อล้วนกลับตาลปัตร
ท ำไมโลกช่างกว้างใหญ่เสียจริง โลกกลมๆ ใบนี้มีเรื่องราวมากมายให้ผมได้เรียนรู้ได้สัมผัส ผู้คนต่างเชื้อชาติต่างวัฒนธรรมกลับเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์น่าประทับใจ ทุกรายละเอียดทุกวินาทีที่ได้ใช้ชีวิตผ่านล้วนมีแต่ความแปลกใหม่ เมื่อหันย้อนกลับมามองตัวเอง ก็รู้ว่า แท้จริงแล้วเป็นเพียงคนตัวลีบเล็กคนหนึ่งในโลกที่มากล้นไปด้วยความหลากหลาย ไม่ได้พิเศษพิโสไปกว่าใครอื่นเลย
สิ่งที่มีอิทธิพลทำให้ความคิดความเชื่อของผมหันเห ไม่ใช่อะไรเสียจากสิ่งที่เรียกว่า "การเดินทาง"
ผมได้เห็นโลก เห็นชีวิต เห็นผู้คน เห็นตัวเองเปลี่ยนไป
ผมได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้เรียนในสิ่งที่ไม่เคยเรียน รวมทั้งได้รู้มากและแตกต่างจากสิ่งที่เคยรู้และเคยเรียน
การเดินทางแต่ละครั้งของผม จึงเป็นการเดินทางที่ไม่ธรรมดาเสมอ
มาดูศิลปินโม้ ที่ "โมม่า"
ผู้หญิงวันนี้
มกราคม 2548
![]() | ![]() |
ม าอ ยู่มหานครนิวย อร์คได้สักพัก ก็เริ่มสังเกตได้ว่าชาวเมืองนิวยอร์คมักมีของใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เที่ยว ที่กิน หรือกิจกรรมที่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันให้ตื่นเต้นกันเสมอๆ จนเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขาไปเสียแล้ว
แต่ที่ดูว่านิวยอร์ค เกอร์จะเห่อและยินดีเป็นพิเศษในตอนนี้ ก็คงไปพ้นการกลับมายังบ้านเดิมในแมนแฮตตันของพิพิธพัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ (The Museum of Modern Art) หรือที่รู้จักในชื่อเล่นสุดแสนน่ารักว่า MoMa
ใ นระหว่างที่ทำบ้าน (ตึก) ใหม่ Moma หอบรูปหอบของ งานศิลปะแสนกว่าชิ้นไปอยู่พิพิธพัณฑ์ชั่วคราวที่ควีนส์ซึ่งไกลออกไปจากตัวเม ืองเสียหลายปี วันนี้ MoMa ย้ายกลับมาอยู่บ้านเดิมแล้ว แต่เป็นบ้านที่ออกแบบและตกแต่งใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ทันสมัยกับกาลเวลาที่เปลี ่ยนไปในศตวรรษที่ 21 บ้านใหม่หลังนี้ ออกแบบโดยสถาปนิคชาวญี่ปุ่น โยชิโอะ ทานิกูชิ (Yoshio Taniguchi) ผู้ซึ่งมีผลงานออกแบบพิพิธพัณฑ์หลายแห่งในประเทศญี่ปุ่น MoMa เป็นพิพิธพัณฑ์แห่งแรกนอกบ้านเกิดของโยชิอะ ภายนอกและภายในใช้กระจกใส ขอบอะลูมิเนียม และพื้นหินแกรนิต เป็นส่วนประกอบหลัก สร้างบรรยากาศความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างไม่ขัดกับความรู้สึก
ทางเข้าเ ป็นห้องโถงใหญ่ มีที่ขายบัตรสนนราคา 20 เหรียญขาดตัว มีงานศิลปะติดผนังสองสามชิ้นให้ชมตั้งแต่ก้าวแรก หากหอบกระเป๋าใบโต หรือเสื้อโค้ตตัวหนัก ทางพิพิธพัณฑ์ก็จะขอให้นำไปฝากไว้ก่อนตามนโยบายรักษาความปลอดภัยทั่วเมือง การฝากของไม่ยาก ไม่นาน อีกยังดูน่าสนุกกับการสังเกตระบบฝากของของเขาด้วย ที่ห้องฝากของซึ่งอยู่อีกมุมของโถงทางเข้ามีราวแขวนเสื้อใหญ่หลายราว แต่ละราวมีตัวเลขกำกับ และหมุนรอบโดยไฟฟ้า ทำให้หาของได้ไม่ยาก และรวดเร็ว
ห ลังจากตรวจตั๋วผ่านประตูไปแล้ว ก็จะขึ้นบันไดเลื่อนไปยังโถงชั้น 2 ซึ่งมีงานประติมากรรมใหญ่ยักษ์มหึมาของเซร่า (Serra) และภาพ Water Lillies ของโม่เน่ที่ผนังฝั่งหนึ่ง ก่อนเข้าสู่นิทรรศการภาพพิมพ์ และสื่อสมัยใหม่
MoMa เปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่จริงๆ การจัดวางผังแสดงงานศิลปะในตึกใหม่นี้เรียงตามลำดับเวลาของงานศิลปะจากใหม่ข ึ้นไปเก่า ซึ่งแปลว่าหากอยากจะดูภาพทั้งหลายของแวนโก๊ะ ปิกัสโซ มาติส โซเร่ เซซาน ฯลฯ ก็จะต้องขึ้นไปบนชั้น 5 ก่อน แล้วจึงเดินลงมาดูภาพมาริลินมอนโรในกรอบทอง หรือภาพกระป๋องซุบแคมป์เบลของแอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) และภาพสาดสีของแจคสัน พอลล็อค (Jackson Pollock) ที่ชั้น 4
ส่วนชั ้น 3 โดยเฉพาะในส่วน Architecture and Design แสดงผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เห็นๆ กันในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีของที่เพิ่งนำมาใหม่อย่างมอร์เตอร์ไซคเวสป้า ตัวต่อเลโก กล้องดิจิตอลแคนนอน คอมพิวเตอร์แมคอินทอช และไอพอด รวมทั้งเก้าอี้ของฟิลลิปป์ สตาก (Philippe Starck) นิทรรศการบนชั้นนี้เป็นที่ชื่นชอบและโปรดปรานเป็นพิเศษ เพราะทำให้เข้าใจได้ว่า งานศิลปะนั้นมีอยู่ทุกหนแห่ง แม้กระทั่งของใช้ในชีวิตประจำวัน
ย้อนขึ้นมาที่ชั้น 6 ซึ่งเป็นโถงกว้าง สูง และใหญ่สำหรับงานนิทรรศการพิเศษ ซึ่งในขณะนี้มนิทรรศการ “Open Shutter at the Museum of Modern Art” แสดงอยู่ ไมเคิล เวสลี (Michael Wesely) กดชัตเตอร์ถ่ายภาพ MoMa ค้างไว้นานที่สุดถึง 1 ปีเต็ม
หากจะเดินให้ทั่ว และสูดกลิ่นไอของงานศิลปะให้เต็มปอด หนึ่งวันไม่พอแน่
MoMa
11 West 53 Street, New York www.moma.org
Wednesday, March 30, 2005
คุณทวดซับเวย์
ผู้หญิงวันนี้
กุมภาพันธ์ 2548
“คุณทวดรถไฟฟ้าใต้ดิน”
แอบได้ยินรถไฟฟ้าใต้ดินกรุงเทพฯ เรียกซับเวย์แห่งมหานครนิวยอร์คว่าอย่างนั้น เมื่อกลับมาเยี่ยมบ้านตอนปีใหม่
ปี 2548 ที่ผ่านมา เชื่อหรือไม่เชื่อ ระบบขนส่งมวลชนโดยรถไฟฟ้าใต้ดินให้บริการนิวยอร์คเกอร์มาครบหนี่งร้อยปีบริบูรณ์แล้ว
ท างการรถไฟฟ้าใต้ดินของเมืองนิวยอร์คจัดประโคมข่าวเฉลิมฉลองกันเป็นประวิง มีการเปิดพิพิธพันธ์ซับเวย์ นำข้าวของเครื่องใช้ เช่น ป้ายชื่อขบวน ตั๋ว (เหรียญ) รถไฟ ช่องเก็บตั๋ว ฯลฯ ออกมาแสดงให้ชม บางชิ้นก็จะนำออกมาขาย บางชิ้นนำมาทำใหม่เป็นของที่ระลึก อีกในวันหยุดสุดสัปดาห์ เขายังนำรถไฟขบวนเก่ามาวิ่งให้ผู้คนได้ย้อนอดีตกัน และมีกิจกรรมหลากหลายสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ตั้งแต่สอนให้เด็กหัดทำกระเบื้องโมเสค อันเป็นหนึ่งในภาพคุ้นตาที่ผนังซับเวย์นิวยอร์ค ไปจนถึงเลคเชอร์ที่ลงลึกไปสถาปัตยกรรม และการออกแบบระบบขนส่งมวลชนแห่งนี้
ต ลอดศตวรรษที่ผ่านมา รถไฟฟ้าใต้ดิน (subway) หรือที่คนนิวยอร์คเรียกกันสั้นๆ ว่า “รถไฟ” (train) นั้น ได้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนที่นี่จนแยกไม่ออก คนนิวยอร์คไม่ขับรถ เพราะค่าที่จอดรถแพงหูฉี่ อีกยังไม่มีเวลาพอที่จะเสียเวลาให้กับการจราจรอันแสนวุ่นวายบนท้องถนน ทุกๆ เช้าหนุ่มสาวออฟฟิสจะพร้อมใจกันออกจากบ้าน แล้วเดินในจังหวะที่คนไทยอย่างเราเห็นแล้วต้องบอกว่าหมอนั่นยายนี่เดินเร็วผ ิดมนุษย์ไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่มีอยู่ทุกซอกทุกมุมของเมือง เพื่อนั่งรถไฟใต้ดินไปทำงาน
ในระหว่างวันและคืน หัวบันใดสถานีไม่เคยต้องเหือดแห้งไปด้วยความเปลี่ยวเหงา ยังมีนักเรียน นักท่องเที่ยว นักวาดรูป นักดนตรี นักแสดง นักกีฬา นักมนุษยชน นักการเมือง นักสิ่งแวดล้อม และนักอะไรต่อมิอะไรมาใช้บริการ หากนิวยอร์คมีชีวิต รางรถไฟยาว 722 ไมล์ (กี่สาย กี่สถานี) พร้อมรถไฟหลายสายหลายขบวนนี่ล่ะที่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยง “เมืองหลวงแห่งโลก” แห่งนี้ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าโดยไม่ต้องหลับใหล
น อกจากคนในหลากหลายสาขาอาชีพที่เป็นขาประจำของซับเวย์นิวยอร์ค คนทุกระดับฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจก็เดินปะปน ยืนชิดเบียดเสียดไปในรถไฟขบวนเดียวกัน นายธนาคารใหญ่ และคนไร้บ้านได้พบเจอสบสายตาและเดินผ่านกันและกันที่นี่ ศิลปินวณิพก (panhandler) ใช้สถานนีรถไฟเป็นที่แสดงความสามารถส่วนตัว (ไม่เล่นดนตรี ก็แสดงมายากล กายกรรม ฯลฯ) ให้ความบันเทิงกับผู้โดยสารระหว่างรอรถไฟแลกกับเศษเงินที่คนเหล่านั้นยินดีจ ะหยิบยื่นให้โดยไม่บังขู่เข็น คนไร้บ้านขอร้องขอความเห็นใจต่อชีวิตอันหดหู่และหิวโหยต่อผู้คนที่มีของเหลื อใช้ (โดยเฉพาะเศษเงิน) ที่พอจะแบ่งบันให้ได้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใ ต้พื้นดินในเมืองนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน ตั้งแต่เรื่องรักหวานแหววที่หนุ่มสาวพบรัก บอกรัก หรือขอแต่งงานกัน ไปจนถึงเรื่องฆาตกรรมน่าสยดสยองที่คนยืนรอรถไฟถูกผลักให้ตกไปบนรางในขณะรถไฟ กำลังเคลื่อนที่เข้าชานชลา มีคนเคยเตือนให้ระวังอยู่บ่อยๆ
ลึกลงไปใต ้ดินแห่งมหานครแห่งนี้ดูเหมือนวุ่นวาย หากมองอย่างพินิจ กลับเต็มไปด้วยเสน่ห์อันละเมียดละไม ภาพที่ชัดเจนของ “มนุษย์เงินเดือน” อยู่ที่นี่ เห็นแล้วทำให้หวนมาคิดว่าทำงานหาเงิน หาเงินแล้วได้อะไร มีความสุขไหม
ผมมักแอบเห็นรอยยิ้มของหนุ่มไร้บ้านในเสื้อผ้าอันขาด วิ่นที่กำลังแบมือขอเงินหนุ่มออฟฟิสหน้าตาบึ้งตึงในชุดภูมิฐาน บางครั้งก็แอบเห็นหลายคนยืนมองตาละห้อยคล้ายอิจฉาเหล่านักดนตรีไร้งานไร้ชื่ อเสียงที่ดูเปี่ยมไปด้วยความสุขกับสิ่งที่พวกเขากำลังทำอย่างเสรี
ใ นขณะที่คุณเหลนรถไฟใต้ดินกรุงเทพฯ ทันสมัย หรูหรา รอบคอบและระมัดระวัง คุณทวดนิวยอร์คอาจดูคร่ำครึ เสียงดังโผงผาง บางครั้งเนื้อตัวก็สกปรกมอมแมมมีกลิ่นเหม็นตุ และดูน่ากลัว
คนท ี่พบเจอกับคุณทวดใหม่ๆ มักเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะหลีกหนีคนแก่คนนี้ไปให้ไกล แต่สำหรับนิวยอร์คเกอร์ทั้งหลายแล้ว คุณทวดคนเดียวกันนี้ คือ ผู้ที่แสนจะอบอุ่นของพวกเขา
ตั้งแต่คุณทวดอายุเฉียด 90 หรือเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว บ้านของคุณทวดไม่ใช่สถานที่น่ากลัว ไม่ใช่ที่มั่วสุมของคนไร้บ้านติดยาเสพติดอีกต่อไป วันนี้ในปีที่ซับเวย์อายุครบ 100 ขวบ สถานีรถไฟหลายสถานีได้รับการบูรณะซ่อมแซมให้ดูใหม่ อีกยังได้รับการขัดสีฉวีวรรณให้สะอาดสะอ้าน รถไฟหลายขบวนเป็นรถไฟรุ่นใหม่ มีหน้าจอคอมพิวเตอร์บอกเส้นทาง และสถานีที่กำลังแล่นถึง พร้อมระบบประกาศชื่อสถานีอัติโนมัติ
ผมแอบได้ยินชาวเมืองเข้าซุบซิบกัน ตั้งแต่มาเรียนอยู่ที่นี่เมื่องกลางปีก่อน
หมายเหตุ: แอบดูนิวยอร์คเกอร์เขาเฉลิมฉลองวันเกินคุณทวดรถไฟฟ้าได้ที่ www.mta.info และ www.nycsubway.org
Monday, March 28, 2005
ประตูแห่งเซ๊ลทรัลปาร์ค
ผู้หญิงวันนี้
มีนาคม 2548
สัปดาห์ที่ผ่านมา Central Park มีของดีให้ต้องชะโงกหน้าไปทักทาย Central Park บ่อยๆ ผิดจากปกติที่มักเมินมองไม่สนใจ
บ ้าน (ห้องเล็กๆ) ของผมในนิวยอร์คนั้นตั้งอยู่บนถนน West 108 ตัดกับถนน Central Park West ในส่วนที่เรียกว่า Upper Westside บนเกาะแมนแฮตตัน อย่าเพิ่งอ้าปากหวอตื่นเต้นว่าผมมีห้องมองเห็นสวนสาธารณะใหญ่กลางเมือง ซึ่งในความจริงแล้วเป็นเพียงห้องเล็กๆ อยู่บนด้านหลังตึกในซอยลึกเข้าไปราว 100 เมตรจากประตูเข้า Central Park ต่างหาก
ของดีที่ว่าก็คือ งานศิลปะอันใหญ่โตของศิลปินสองสามีภรรยา Christo และ Jeanne-Claude ที่เนรมิตขึ้นทั่ว Central Park งานดังกล่าวเป็นโครงเหล็กห่อหุ้มด้วยม่านพลิ้วสีส้มแจ้ดจำนวน 7,500 ชิ้น จัดวางเรียงราวตามทางเดินทั่ว Central Park รวมเป็นระยะทางถึง 37 กิโลเมตร คนเดินมาสูดอากาศบริสุทธิ์ได้ความรู้สึกเหมือนเดินลอดผ่านเข้าประตูใหญ่ก่อน ออกไปเจอกันธรรมชาติเขียวขจี
งานศิลปะชิ้นนี้ใหญ่ไม่ใช่เล่น กว่าจะสร้างขึ้นมาได้ ต้องใช้คนถึง 600 คน ประกอบ “ประตู” ดังกล่าวทั่ว Central Park คนงานทั้ง 600 คนนี้ถูกจัดแบ่งออกเป็น 75 ทีม แต่ละทีมมี 8 คน รับผิดชอบกันทีมละ 100 ประตู
เช่นเดียวกับงานศิลปะชิ้นอื่นๆ ของเขา สองสามีภรรยาควักกระเป๋าออกค่าใข้จ่ายในการทำ The Gates เองทั้งหมด โดยใช้เงินที่ได้รับจากการขายร่างแบบ และงานศิลปะชื้นอื่นๆ หลังจากปิดการแสดง ไม่มีการขาย The Gates ให้กับใคร ผ้าม่านส้มพลิ้วเหล่านี้จะถูกนำไปรีไซเคิล ตามความตั้งใจของศิลปินเพื่อให้วัสดุที่ใช้ไปกลับคืนมาใช้ประโยชน์
Christo และ Jeanne-Claude มีชื่อเสียงในการนำศิลปะหลากหลายแนวทาง (โดยเฉพาะงานผ้า) มาประดับประดาภูมิทัศน์ในสถานที่ต่างๆ ให้คนได้ฮือฮาเป็นระยะๆ งานของเขารุ่มรวยไปด้วยไอเดียแปลกเก๋ และความใหญ่โต
ยกตัวอย่างเช่น ในปีค.ศ. 1991 ทั้งสองแสดงงานศิลปะที่มีชื่อว่า “The Umbrellas: Japan-USA” โดยนำร่มสีเหลือง 1,340 คันไปปักไว้เป็นแนวยาว 19 กิโลเมตร ในญี่ปุ่น และนำร่มสีน้ำเงิน 1,760 คันมาปักไว้ที่เมืองแอลเอในอเมริกา เป็นแนวยาว 29 กิโลเมตร ทั้งสองต้องการแสดงออกถึงความเหมือน และแตกต่างในวัฒนธรรมของทั้งสองชนชาติ โดยเฉพาะในเรื่องของมุมมองในการใช้พื้นที่ งานศิลปะชิ้นนี้แสดงต่อสาธารณชนเป็นเวลาเพียง 18 วัน
น่าเสียดายที่ผมจะได้มีของดีอยู่ใกล้บ้านได้เพียงหนึ่งอาทิตย์ ระหว่างวันที่ 22-28 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น
หมายเหตุ คลิ๊กไปดูประวัติ และรายละเอียดผลงานชิ้นอื่นๆ ของ Christo และ Jeanne-Claude ได้ที่www.christojeanneclaude.net และหากต้องการดูรูปถ่ายบรรยายกาศของ The Gates กลาง Central Park เชิญขมออนไลน์ที่ www.nnyn.org
Sunday, March 27, 2005
Rirkrit Tiravanija at Guggenheim
ผู้หญิงวันนี้
เมษายน 2548
คงจะไม่สายเกินไปที่จะขอเล่าอีกหนึ่งเรื่องราวความภูมิใจของคนไทยที่เกิดขึ้น ณ มหานครนิวยอร์ก
ระหว่างวันที่ 8 มีนาคม ถึง 11 พฤษภาคม 2545 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ผลงานของ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช (Rirkrit Tiravanija) ได้ถูกนำออกมาอวดแสดงเป็นขวัญตาให้กับพลเมืองนิวยอร์กผู้พิสมัยศิลปะ และนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์กูกเกนไฮม์ (Guggenheim Museum) หนึ่งในสถานที่ต้องเที่ยวของมหานครแห่งนี้
พิพิธภัณฑ์กูกเกนไฮม์เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังขจรไกล เพราะนอกจากจะเป็นที่รวบรวมงานศิลปะชิ้นสำคัญๆ ของศิลปินหลายสมัย และมีนิทรรศการแสดงผลงานของศิลปินชั้นนำอื่นๆ หมุนเวียนมาแสดงเป็นประจำแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่น่าสนใจก็คือตัวตึกทรงกลมเกลียวประหลาด อันเป็นสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดยแฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ (Frank Lloyd Wright) ที่สร้างความฮือฮาไปทั่ว
“Untitled 2005 (the air between the chain-link fence and the broken bicycle wheel)” คือ ชื่อผลงานของฤกษ์ฤทธิ์ ซึ่งได้รับรางวัล The Hugo Boss Prize 2004 รางวัลดังกล่าว เป็นรางวัลใหญ่ที่พิพิธภัณฑ์กูกเกนไฮม์ ร่วมกับแบรนด์เสื้อผ้า Hugo Boss ให้รางวัลกับผลงานศิลปะสมัยใหม่ที่โดดเด่น
ผลงานของฤกษ์ฤทธิ์ จัดแสดงอยู่ในห้องแสดงนิทรรศการด้านตะวันออก หลังจากเดินบนบันได้ขดกลมอันเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมาจากชั้นล่างของตึก
ฤกษ์ฤทธิ์นำเสาอากาศทีวีแบบเก่าส่งสัญญาณจากสถาทีเล็กๆ ภายในกล่องกระจกใหญ่ใส ไปยังเครื่องรับพร้อมทีวีเล็กซึ่งตั้งอยู่ในห้องไม้ถัดออกไป
หากดูอย่างผิวเผินแล้ว นักชมศิลปะสมัครเล่นก็อาจจะไม่เข้าใจถึงสิ่งที่ศิลปินพยามจะสื่อผ่านผลงาน แต่หากหยุดอ่านป้ายอธิบายความคิดเบื้องหลัง และย้อนกลับไปดูผลงานนี้อีกครั้งก็ทำให้เข้าใจได้ไม่ยาก
“สถานีโทรทัศน์กำลังส่งต่ำที่สร้างขึ้นมาเอง [ของฤกษ์ฤทธิ์] นี้ บ่งบอกว่า ในวังวนวัฒนธรรมของสื่อในสมัยปัจจุบันนั้น เราสามารถที่จะเป็น ‘ผู้ให้’ (contributor) ได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องเป็น ’ผู้บริโภค’ (consumer ) เพียงอย่างเดียว” ป้ายแนะนำศิลปินที่ทางเข้าห้องแสดงนิทรรศการ เขียนบอกผู้ชมว่าอย่างนั้น
“แม้ว่าคลื่นความถี่ต่ำจะสามารถกระจายได้ออกไปไกลหลายไมล์ แต่สถานีแพร่ภาพโทรทัศน์ของฤกษ์ฤทธิ์ ก็ไม่สามารถส่งสัญญาณออกไปยังผู้คนอื่นๆ ทั่วเมืองนิวยอร์คได้ เพราะดูเหมือนว่าผู้คนจะคุ้นเคยกับการรับสัญญาณโทรทัศน์จากสายเคเบิล หรือจานดาวเทียมเสียแล้ว นอกจากนี้ การส่งสัญญาณยังถูกจำกัดไว้โดยข้อบังคับของของคณะกรรมการโทรคมนาคมของสหรัฐฯ (Federal Communication Commission: FCC ) ด้วย ดังนั้น การส่งสัญญาณภาพและเสียงของฤกษ์ฤทธิ์จึงถูกจำกัดไว้เพียงในพิพิธภัณฑ์กูกเกนไฮม์แห่งนี้เท่านั้น”
หากเข้าใจถูกต้อง คำถามที่ว่า “เสรีภาพ” มีจริงหรือ? คงเป็นสิ่งที่ฤกษ์ฤทธิ์ทื้งให้ผู้ชมขบคิดกันต่อไป


