หากมีเวลาว่างเมื่อใด สถานที่ที่ผมแวะเวียนไปเป็นประจำก็คือ "ร้านขายปลา" ไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งในเมืองนอกเมืองนามีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผมมักทำเป็นกิจวัตรเมื่อเดินก้าวพ้นประตู้ร้าน
นั่นก็คือ ผมจะให้คะแนนร้านนั้น ตามมาตรฐานความชอบใจส่วนตัว
เ มื่อวานนี้ ถือได้เป็นวันที่อาจจะทำให้มาตรฐานการให้คะแนนของผมสูงขึ้น เมื่อได้มาร้านขายปลาแห่งหนึ่งในเมืองซานฟรานซิสโก ขณะมาเยี่ยมเพื่อนระหว่างเรียนต่อปริญญาโทในประเทศอเมริกาอันกว้างใหญ่
ผมรู้สึกทันทีคล้ายว่าไม่อยากไปร้านไหนอีกต่อไปแล้วจากนี้
ร้านใดๆ ที่ว่าใหญ่ ที่ว่าดี ที่ว่าแจ๋ว ที่ว่ามีปลาหลากหลายเพียงใด ไม่ว่าจะเมืองไทยหรือเมืองนอก
เทียบร้านขายปลาที่ผมกำลังจะเล่านี้ไ่ม่ได้ทั้งสิ้นด้วยประการทั้งปวง
เ้จ้าของทำในสิ่งที่ตนรู้ และรัก
แม้ว่าจะเพิ่งรู้จักกับเขาเป็นวันแรก แต่ก็ได้คุยกันนานพอสมควร นานจนจะพอชื่นชมเขาได้ด้วยใจจริง
ผ มไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามของเขา ผมแนะนำตัวว่าผมเป็นนักเลี้ยงปลาผู้โหยหาจากเมืองไทย เขาก็บอกว่าเขามาจากพม่า ด้วยความรู้สึกตรงกันว่าเราต่างมาจากมิตรประเทศ เราก็จับมือกันตามธรรมเนียมฝรั่ง คุยต่อจึงได้รู้ว่าเขาอพยพหนีมาอยู่อเมริกาได้ 19 ปีแล้ว ผมถามว่าเคยกลับไปพม่าอีกไหม เขาตอบโดยไม่ต้องคิดว่าไม่เคยกลับไปเลย เพราะ "เกลียด" รัฐบาลพม่าจนเข้าไส้ เมื่อได้คำตอบอย่างนี้แล้ว ผมก็มิกล้าที่จะชวนคุยในประเด็นล่อแหลมอย่างนี้่ต่อ จึงกลับไปคุยเรื่องปลาๆ แทน
น้ำหม่องหน้าตี๋คนนี้คงอายุใกล้ 50 ปี เขาบอกว่าเขาเริ่มธุรกิจนี้ในเมืองซานฟรานซิสโกได้ 18 ปีแล้ว เมื่อก่อนเขาเคยทำธุรกิจค้าพลอย และไปๆ มาๆ ในฮ่องกง ตอนเด็กๆ แม่ของเขาสร้างบ่อปลาให้ และเขาก็มักจะลงไปว่ายเล่นกับหมู่มัจฉาในบ่อปลานั้น พออพยพย้ายครอบครัวที่ประกอบไปด้วยเมีย และลูกมานี่ ก็หันมาทำธุรกิจร้านขายปลาท้องถิ่นเต็มตัว
ระหว่างคุยกันออกรส มีคนไทยจุงมาปอมเปอร์เรเนียนขนฟูเข้ามาพอดี น้ำหม่องฯ แนะนำให้ผมกับพี่คนไทยรู้จักกัน คุยกันก็ได้ความพี่คนนี้เลี้ยงปลาทองอยู่ที่บ้าน และมักมีปลาทองป่วยบ่อยๆ นี่ก็เลยแวะเข้ามาซื้อยากลับไปให้ปลาทองกิน เมื่อก่อนยังเคยเอาปลาทองให้เขามารักษาเลย แต่พอเอากลับไปบ้านไม่นานก็ตายท้องหงาย
ผมว่าเรื่องนี้คลาสสิกชะมัด เรื่องแบบนี้ที่ลูกค้าเข้ามาขอความช่วยเหลือใหช่วยดูแลปลาทองตาแป๋ว เจ้าของหิ้วปลาป่วยใส่ถังตุเลงๆ มาให้เจ้าของร้านที่รับรักษาด้วยใจยินดี พอปลาหายป่วยก็มารับกลับบ้าน และก็แวะเวียนมาคุยขอแนะนำกันสม่ำเสมอ จนเหมือนคนข้างบ้าน
ส องเรื่องที่เล่ามานี้ชวนใ้ห้คิดถึงบรรยากาศแบบเป็นกันเองและลำลอง ที่เคยรุ้สึกได้เมื่อไปอยู่กับชาวบ้านถึงหนึ่งเดือนเต็มสมัยเรียนอยู่มหาวิท ยาลัย ระบบคิดของชนบทเกี่ยวกับการค้าขายนั้นเกิดขึ้นในทำนองว่า ข้าวของน่ะมีไว้ขายก็จริง แต่ก็เป็นไปเพื่อให้สังคมเล็กนั้นๆ อยู่ได้ ไม่มีใครเอาเปรียบใครและใคร เงินมีหน้าที่เป็นตัวกลางของการแลกเปลี่ยนสิ่งของอย่างเป็นธรรม มิใช่เป็นปัจจัยแห่งความโลภ
ก่อนกลับบ้าน ผมก็นึกในใจตามประสาคนเมืองว่า น่าจะซื้อของติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง การมาคุยเกือบสองชั่วโมงและเดินดูปลาในร้านของเขาเป็นสิบรอบแบบนี้อาจจะทำเส ียมารยาทก็เป็ นได้ ผมจึงบอกน้ำหม่องฯ ว่า จะขอซื้อปลาหัวตะกั่วลายปล้องจากแอฟริกา (
Epiplaty annulatus) หนึ่งคู่
แต่เขาก็ทำในสิ่งทีผมไม่คาดคิด
น้าหม่องฯ ก็็ถามผมว่ามีตู้แล้วเหรอ ผมก็บอกว่ามีตู้เล็กๆ อยู่แล้วที่บ้าน เลี้ยงปลาซิืวจิ๋วบอร์เนียว (
Sundadanio axelrodi) มาได้เกือบเดือนแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา แต่แกกลับบอกผมว่า ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งรีบร้อน อย่าเพิ่งเอาปลากลับไปเลย พรุ่งนี้เอาน้ำใส่ขวดมาให้ตรวจเช็คสภาพดูก่อนเถิด เพราะน้ำในเมืองซานฟรานซิสโก แม้ว่าจะดีปลอดภัยสำหรับปลา แต่ก็ไว้ใจไม่ค่อยได้ แล้วค่อยซื้อกลับบ้านไปในวันพรุ่งนี้ดีกว่า
คนขายเป็นห่วงปลาก็มีกับเขาด้วย เรื่องแบบนี้น่ารักจริงๆ
ปลาดี และมีความสุข
่ผ มรู้จักร้านโอเชี่ยน อควาเรี่ยมของน้าหม่องหน้าตี๋ จากชายหน้าจีนที่ผมพบระหว่างรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินเมืองฮูสตัน ในรัฐเท็กซัส ระหว่างเดินทางจากนิวยอร์กมาซานฟรานซิสโก
ชายหน้าจีนที ่ว่าใส่เสื้อยืดที่มีรูปปลาหัวตะกั่วแอฟริกา แล้วเดินมานั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับผม ระหว่างผมกำลังสลึมสลือนอนสัปหงกอยู่บนเก้าีอี้ฝั่งตรงข้ามนี้ ก็ลืิมตามาเห็นชายหน้าตี๋ในเสื้อตัวดังกล่าว ผมรู้แน่ว่านี่คือคนที่ผมคุยด้วยได้ ผมจึงชวนคุยว่าเลี้ยงปลาอยู่หรือ คนคอเดียวกันไม่ว่าจะชาติใดภาษาไหนก็ไม่มีวันที่จะสือสารกันไม่รู้เรื่อง ผมคุยกับเขาเรื่องสัพเพเหระเกี่ยวกับปลา และเมื่อรู้ว่าเขาก็เป็นคนซานฟรานฯ จึงไม่ลืมจะสอบถามว่ามีร้านขายปลาไหนที่น่าจะแนะนำบ้าง
เขาบอกร้านขา ยปลาในเมืองซานฟรานซิสโกที่ผมน่าจะชอบประมาณ 4-5 ร้าน ผมหยิบสมุดโน๊ตขึ้นมาจดด้วยใจตื่นเต้น ร้านของน้าหม่องฯ นี้เป็นชื่อแรกที่เขาบอก และผมก็จำชื่อถนนที่ฟังคุ้นหูได้แม่นใจ
วันต่อมา แม้จะไม่มีสมุดโน๊ตนั้นอยู่ในมือ แต่ใจก็พาผมไปร้านโอเชี่ยน อควาเรียม โดยไม่ต้องหลงทาง
ร ้านแห่งนี้อยู่ในตรอกหลิบที่ดูน่ากลัวและวังเวง ไม่น่าล่ะ หนุ่มหน้าตี๋คนนั้นถึงบอกว่าให้ไปในเวลากลางวัน ห้ามไปในเวลาหลังโพล้เพล้เด็กขาด เพราะอาจจะทำให้ไม่ได้เลี้ยงปลาไปตลอดชีวิต ทางเข้าเป็นประตูเล็กๆ อยู่ในตึกเก่า ข้างในมืดทึม แต่กลับส่องสว่างด้วยไฟที่ส่องออกจากตู้ปลาหลายร้อยตู้ที่วางเรียงรายลึกเข้ าไปในตึก บรรยากาศเย็นสบายอย่างน่าประหลาด แม้จะเป็นห้องทีี่ไม่มีหน้าต่างแม้แต่บานเดียว
ตู้ปลาขนาดต่างๆ วางเรียงรายลึกเข้าไป ที่น่าสะกิดตาก็คือ ทุกตู้ล้วนมีต้นไม้น้ำปลูกไว้ คล้ายเจ้าของร้านพยายามสร้างระบบนิเวศจำลองขึ้นมาเพื่อให้ปลาอยู่สุขสบาย และก็เป็นดังที่แกตั้งใจ หากสังเกตดีๆ ปลาหลายชนิดที่เจ้าของร้านเตรียมไว้ขาย ก็ออกลูกออกหลานภายในตู้นั้นก่อนไปถึงมือลูกค้า
การที่ปลาจะออกลูกได้นั้น นักเลี้ยงปลาจะรุ้กันดีว่ามันทั้งยากและง่าย หากสภาพเหมาะสม ปลาก็จะออกลูกให้เจ้าของได้ไม่ลำบาก
ด ูเหมือนว่าน้าหม่องฯ จะชอบเลี้ยงปลาในตู้เล็กๆ เป็นพิเศษ เพราะทุกมุมหลืบของร้าน นอกจากตู้ปลาขนาดยาวสัก 24" - 36" วางเรียงรายกันไปแล้ว ก็ยังมีตู้เล็กๆ หน้ากว้างสัก 10" - 12" วางทั่วด้วย และในตู้นั้นๆ ก็มักจะเป็นปลาตัวเล็กเพียงชนิดเดียว
การที่ตู้ปลาทุก ตู้มีต้นไม้น้ำ ที่เติบโตอย่างสมบูรณ์นั่นหมายถึงระบบนิเวศที ่สมบูรณ์ มีกลไกคล้ายธรรมชาติจำกัดของเสียและโรคภัยไข้เจ็บ จึงสังเกตได้ชัดว่าปลาทุกตัวในร้านนั้นอยุ่ในสภาพที่แข็งแรงมาก โดยเฉพาะปลาที่มาจากธรรมชาติ (wild-caught) จะไม่มีสภาพท้องคอด ว่ายเป๋ไป๋ ดังที่เห็นกันบ่อยๆ ในร้านขายปลาทั่วไปเลย
เมื่อเราเริ่มพูดคุยกันถู กคอแล้ว เจ้าของร้านอย่างน้าหม่องฯ ก็อวดระบบกรองน้ำเสียของแกให้ดูว่าใช้ระบบธรรมชาติ โดยใช้แรงลมดันน้ำจากในตู้ขึ้นไปบนรางพลาสติกที่วางพาดไว้บนตู้ ในรางพลาสติกนั้นมีต้นไม้ปลูกไว้ใต้แสงไฟจากหลอดนีออนที่ติดไว้ด้านบน น้ำที่ถูกแรงลมดันขึ้นมาจากในตุ้ก็จะไหลผ่านรากไม้ไปยังอีกฝั่งด้านหนึ่งที่ เจาะรูไว้ให้น้ำไหลกลับเข้าตู้ รากต้นไม้จะดูดของเสียต่างๆ จากในตู้เพื่อให้ตัวเองเจริญเติบโต
อะไรช่างจะประจวบเหมาะเช่นนี้ ผมกำลังวางแผนจะทำห้อง (มุม) เลี้ยงปลาเล็กๆ ที่บ้านเมืองไทยอยู่พอดิบพอดี เมื่อได้มาเห็นระบบกรองน้ำแบบธรรมชาติของน้าหม่องฯ แล้วก็ทำให้เกิดความคิดว่านี่ล่ะที่ถูกใจใช่เลยที่ผมต้องการ มีตู้เล็กๆ เลี้ยงปลาตุ้ละชนิด และใช้ระบบกรองน้ำที่ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำ เพียงแต่เติมน้ำอย่างเีดียว หน้าที่ของผู้เลี้ยงก็คือให้อาหารแก่ปลาน้อย และปล่อยให้ธรรมชาติเป็นคนดูแลอย่างที่มันเป็นในโลกแห่งความเป็นจริง
ไม่เคยเห็นก็ได้เห็นปลาน้ำจืดในโลกนี้มีหลายพันหมื่นชนิด และก็หลายพันหมื่่นชนิดเช่นกันที่ผู้คนมีกิเลสนำมาเลี้ยงไว้ในตู้ปลา
ผ มก็เป็นหนึ่งที่มีกิเลสทีว่า ได้เลี้ยงปลาชนิดหนึ่งแล้วก็ไม่พอ ใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของปลาอีกหลายๆ ชนิด บางชนิดอยุ่ไกลถึงแอฟริกา หรืออเมริกาใต้ บางครั้งจึงได้แต่มองดูรูปด้วยสายตาหยดย้อย และน้ำลายหกบ่อยๆ
ที่ร้านน้ำหม่องฯ นี่ล่ะ ที่ำทำให้ผมเห็นปลาบางชนิดตัวเป็นๆ ที่เคยเห็นแต่บนกระดาษพิมพ์
ช ่างเป็นโชคของผมเหลือเกิน ที่น้าหม่องฯ แกชอบปลาเล็กๆ สายพันธุ์แท้อย่างผมเสียด้วย จึงทำให้ร้านของแกไม่มีปลาที่มาจากการพัฒนาสายพันธุ์อย่างเช่นปลาทอง หรือปลาหมอครอสบรีด (ชื่อเฉพาะของปลาหมอที่นำมาผสมข้ามพันธุ์กันไปมา จนทำให้ได้รูปร่างและสีสันแปลกพิกล) เลย ดังนั้น ปลาในร้านของน้ำหม่องฯ แทบทุกตู้ จึงทำให้ผมตื่นจาตื่นใจ จนแทบควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ไม่อยู่
ป ลาในสต็อกของน้าหม่องฯ นี้มีตั้งแต่ปลาหมอแคระลายแถบจากแอฟริกา (
Ctenopoma ansorgii) ปลาหมอแคระหางพริ้วจากอเมริกาใต้ (
Dicrossus filamentosus) ปลาซิวแอฟริกา (
Lepidarchus adonis) เรื่อยจนไปถึงปลาโกบี้น้ำจืดแอฟริกา (
Awaous lateristriga) ปลาเทวดาป่าจมูกยาว (
Pterophyllum dumerilli) และปลาปอมปาดัวร์ป่า ปลาเหล่านี้คือปลาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต และเฝ้าฝันอยากเห็นตัวเป็นๆ กับเขามานาน
ผมเดินไปเดินมาจากตุ้โน้นตู้นี้สลับกับพูดคุยกับน้ำหม่องจนร้านแกใกล้ปิด ผมยังรุ้สึกว่ายังดูปลาในร้านไม่ทั่วอย่างจุใจ
ก่อนกลับเมื่อลาจากในเย็นวันนั้น ผมบอกว่าแล้วผมจะมานั่งคุยกับน้าหม่องฯ ทุกวัน