Thursday, June 30, 2005

บางทีคำตอบของใครบางคนก็อยู่ในใจ

-----------------อะไรคือเป้าหมายใน ชีวิต-------------------------------------------------------------
-------------------โลกเป็นเช่นไร----------------------------------------
--------------------------อะไรคือแนวทางในการดำเนินชีวิต------------
---------- อะไรคือสิ่งที่ดี-------------
----------------------------------------------สังคมน ี้น่าอยู่เพียงพอแล้วหรือไม--
-----------------่---------------------อะไรคือสุข---------------
-----ชีวิตเป็นเ่ช่นไร----------------------------------
----อะไรคือทุกข์---------------------------------------------------------------
---------ประเทศไทยเป็นเช่นไร----------------------
---------------------------อะไรค ือการเสียสละแก่สังคม---------
----- ตัวเองต้องการอะไรอยู่-------------------------------------
---และควรถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองหรือไม่---------------

Tuesday, June 28, 2005

รื่นเริงกัน ณ วันร่วมชุมนุมรื่นเริง

<--- ฟังเพลงโรงเรียนฯ ฝีมือการเรียบเรียงเสียงประสานโดยอาวิษณุเทพ ศิลปบรรเลง ได้ที่นี่ --->

วันนี้ เมื่ออากาศหนาวเย็นดังเช่นที่กำลังเป็นอยู่ประกอบเข้ากับดนตรีพร้อมบทเพลงคุ ้นหูที่เคยเอื้อนเอ่นมาแต่เล็กแต่น้อยชวนให้นึกถึงบุคคลผู้หนึ่ง ที่แม้ล่วงลับแต่ความรู้สึกอันดีงามที่มีต่อท่านก็ไม่เคยจางหายไปจากใจ ไม่ว่ายามตะวันสอดส่องหรือดวงจันทร์เปล่งประกาย หรือระยะทางจะห่างไกลสักเพียงไหน

วันนั้น ต้นฤดูหนาว ปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยสี่สิบเอ็ด หากผู้ใดเดินผ่านไปตามถนนพระรามหนึ่ง ระหว่างถนนราชวิถีและถนนสุโขทัยราวหนึ่งทุ่มกว่าๆ คงจะสังเกตเห็นไฟสว่างจ้าขึ้นที่อาคารสถาปัตยกรรมไทยผสมตะวันตกกลางสนามหญ้า ใหญ่ ภายในรั้วเหล็กโปร่งติดคลองเปรมประชากร

วันนั้น ในยามที่การจราจรเบาบาง ก็อาจจะได้ยินเสียงดนตรีดังแว่วแผ่วเบาปลิวมากับสายลมหนาวจากอาคารหลังนั้นได้ดี

วันนั้น เด็กชายกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกัน ณ สถานที่แห่งนั้น ซึ่งเป็นหอประชุมของโรงเรียน เพื่อเล่นดนตรีอวดเพื่อนร่วมสถานศึกษา อีกครูบาอาจารย์ พร้อมผู้ปกครอง และเพื่อนนักเรียนสาวต่างโรงเรียนที่ได้เชื้อเชิญมา

วันนั้น เป็นวันที่นักเรียนหลายคนปลื้มปีติ เพราะเป็นวันที่พวกเขาจะได้แสดงคอนเสิร์ตที่มีชื่อว่า "รื่นเริงกัน ณ วันร่วมชุมนุมรื่นเริง" ซึ่งเป็นการแสดงดนตรีกึ่งคลาสสิก โดยวงจุลดุริยางค์ของวชิราวุธวิทยาลัย

วันนั้น อาวิษณุเทพ ศิลปบรรเลง นักเรียนเก่าของโรงเรียน ซึ่งเป็นทหารชั้นผู้ใหญ่แห่งวงดุริยางค์กองทัพเรือ เป็นผู้อำนวยการเพลง (conducter) ให้กับนักดนตรีรุ่นเยาว์ที่มีท่วงท่าลีลาเป็นยอด แต่ฝีมืออยุ่ในขั้นฝึกหัด บทเพลงที่บรรเลงออกมานั้นแม้จะไม่ตรงกับตัวโน้ต มีเสียงแปร่ง แต่ก็ให้ความรู้ึสึกรื่นเริงแก่ผู้ฟังได้ไม่น้อย

วันนั้น การแสดงมีสองครึ่งเลียนแบบการแสดงดนตรีคลาสสิกระดับสากล ครึ่งแรกเป็นการบรรเลงบทเพลงคลาสสิกที่ตัดทอนเลือกออกมาบางท่อนจากบทประพันธ ์ของนักดนตรีชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นโมสาร์ต หรือเบโธเฟน สลับไปกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ทั้งมาร์ชราชวัลลภ และเมดเล่์ (medley) รวมบทเพลงพระราชนิพนธ์ฯ ซึ่งได้รับการเรียบเรียงโดยคุณลุงประทักษ์ ประทีประเสน อีกนักดนตรีคลาสสิกชื่อดังแห่งกรมศิลปากร ซึ่งเป็นนักเรียนเก่าฯ เช่นกัน

วันนั้น การแสดงครึ่งหลังเป็นการแสดงดนตรีประกอบเพลงโรงเรียน อีกในบางเพลงยังมีการแสดงโดยนักเรียนเด็กๆ ที่เป็นไปในทางตลกขำขันแกมน่ารักประกอบเพลง เพลงโรงเรียนที่เลือกนำขึ้นมาบรรเลงเป็นบทเพลงทีมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับชีวิ ตของพเด็กนักเรียนประจำตั้งแต่ตื่นนอน เรียนหนังสือ เล่นกีฬา จนไปถึงเมื่อสวดมนต์เข้านอนในตอนหัวค่ำ หนึ่งในเพลงเหล่านั้นมีชื่อว่า "รื่นเริงกัน ณ วันร่วมชุมนุมรื่นเริง" อันเป็นที่มาของชื่อคอนเสิร์ตในครั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีอาทิ เพลงอีกสี่สิบปี เพลงตื่นขึ้นเถอะ เพลงกีฬา ฯลฯ

วันนั้น คุณอาวิษณุเทพฯ ซึ่งมียศใหญ่โตถึงนาวาเอก (ร.น) เล่นสนุกกับเด็กนักเรียนด้วย โดยท่านสวมเสื้อราชประแตน ติดแผงคอโรงเรียน พร้อมกางเกงขาสั้นยาวถึงเข่า ถุงเท้าดำ และรองเท้าหนังดำขัดมันงาน ขึ้นแท่นเป็นผู้อำนวยการเพลงในช่วงที่สอง

วันนั้น คุณอาวิษณุเทพฯ ได้แสดงออกและเป็นแบบอย่างอันดีงามให้นักเรียนทั้งหลายเข้าใจว่าความกตัญญูร ู้คุณแก่โรงเรียนที่อบรมสั่งสอนท่านและพวกเรามาแต่เล็กแต่น้อยนั้นเป็นเช่นไ ร เบื้องหลังความภาคภูมิใจที่ซ่อนอยู่หลังชุดที่ท่านใส่แสดงคอนเสิร์ตประกอบกา รแสดงดังกล่าว คือความเสียสละ ทุ่มเท และความจริงใจที่ท่านมอบให้กับนักเรียนรุ่นน้อง

วันนั้น บทเพลงโรงเรียนที่คุณอาวิษณุเทพเป็นผู้เรียบเรียงขึ้นมาเป็นตัวโน้ตสำหรัีบเ ครื่องดนตรีสำหรับวงออเครสตร้านั้น ถูกบรรเลงออกมาอีกครั้ง หากจะหาผู้ที่จะมีรอยยิ้มเปื้อนหน้ามากที่สุด ก็คงมิใช่ใครอื่นนอกจากอาวิษณุเทพ ศิลปบรรเลงของน้องๆ หลานๆ ทุกคนในวงจุลดุริยางค์ที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดสนิทสนม

วันนั้น การแสดงคอนเสิร์ตเป็นไปด้วยความสำเร็จ ทั้งนักดนตรี นักแสดง และผุ้ชมหน้าบานด้วยความรื่นเริง เบื้องหลังของความสำเร็จนั้นก็คือการขยันหมั่นเพียรฝึกซ้อมของนักดนตรีและนั กแสดงทั้งหลายตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา และที่ขาดเสียไม่ได้ก็คือการอุิทิศตนของคุณอาวิษณุเทพฯ ที่ได้มาฝึกซ้อมให้กับพวกเราในเวลาหัวค่ำ หลังจากหน้าที่การงานประจำของท่าน หลายวันและหลายคืน โดนไม่แสดงอาการเหนื่อยล้า หรือเบื่อหน่ายให้ใครเห็น

วันนั้น ถือเป็นวาระสุดท้ายของนักดนตรีบางคนที่จะได้ร่วมบรรเลงเพลงในวงจุลดุริยางค์ เพราะใกล้จบการศึกษาขั้นมัธยมเพื่อเข้าสู่การเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่คราใดที่กลับไปงานโรงเรียน อาวิษณุเทพฯ ก็ยังมาช่วยเหลือโรงเรียน ทั้งๆ ทีท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น ไม่มีใครบังคับหรือขอร้อง ไม่ว่ารุ่นน้องหรือรุ่นหลานของท่านจะคอยทยอยจบจากโรงเรียนไปตามวัยที่โตขึ้น ปล่อยให้ประสบการณ์การเล่นดนตรีในวงออเครสตร้ากับคุณอาวิษณุเทพฯ เหลือไว้เพียงความทรงจำ

วันนี้ ไ ม่มีคุณอาวิษณุเทพ ศิลปบรรเลงแล้ว เพราะคุณอาฯ ได้ด่วนจากไปอย่างกระทันหันเมื่อกลางปีกลาย ยามหนาวเย็นเช่นนี้ เมื่อได้ฟังบทเพลงโรงเรียนเก่าอันเป็นที่รักสุดหัวใจของอาวิษณุเทพฯ ที่คุณอาเป็นผู้เรียบเรียงขึ้นด้วยความสามารถอันสูงส่งทางดนตรีเป็นอันดับต้ นๆ ของประเทศ ก็ยิ่งชวนให้คิดถึงอาวิษณุเทพฯ และบรรยากาศเก่าๆ ที่คุณอาเคยเป็นแบบอย่างอันดีงามให้กับนักเรียนเก่าวชิราวุธฯ หลายๆ คน

วันนี้ ใจรื่นเริง...แต่จะให้รื่นเริงกันเหมือน ณ วันร่ีวมชุมนุมรื่นเริง -เช่นเมื่อหกปีก่อนที่มีอาวิษณุเทพฯ อยู่กับเรา- คงเป็นไปไม่ได้

<-- ฟังเพลงโรงเรียนฯ ฝีมือการเรียบเรียงเสียงประสานโดยอาวิษณุเทพ ศิลปบรรเลง ได้ที่นี --->

Monday, June 27, 2005

เรียนนอกห้องที่นอกห้องเรียน

ในวันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายม 2548 ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมชมขบวนพาเหรด "ซานฟรานซิสโกไพรด์" (San Francisco Pride 2005) ซึ่งเป็นการจัดงานที่ิิยิ่งใหญ่ในเรื่องของ "เพศ" อันหลากหลาย (แปลว่ามีมากกว่าสองเพศ) ในระหว่างฤดูร้อนที่งานเช่นนี้เกิดขึ้นในอีกหลายมุมเมืองทั่วโลก

ตลอ ดสองภาคเรียนที่ผ่านมาในชีวิตการศึกษาปริญญาโท ผมเคยนั่งคิดเบื่อกับการพูดซ้ำๆ ซากๆ เรื่อง "กลุ่มผลประโยชน์" (interest group) ที่ครูอเมริกันเขาเน้นหนักหนาว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อ "นโยบายสาธารณะ" และ "การเมือง"

เด็กไทยอย่างผมก็ได้แต่นั่งเซ็ง เพราะในห้องคุยแต่เรื่องที่ไกลตัวเหลือเกิน เมืองไทยที่ผมรักนั้น กลุ่มผลประโยชน์อะไรกัน ไม่เห็นเคยมีให้เห็น หรือถึงมีก็เป็นแค่คนเรียกร้องเย้วๆ พอเป็นพิธีหน้าสภาหรือกางเต็นท์หน้าทำเนียบฯ จะมีความสำคัญต่อการดำเนินนโยบายของรัฐอย่างไรกัน

วิชา "การเมืองของการออกนโยบาย" (Politics of Policy Making) ซึ่งเป็นวิชาบังคับเรียนทั้งสองภาค จึงเป็นชั่วโมงที่น่าเบื่อที่สุดในชีวิตการเรียนทั้งของผม และของเพื่อนต่างชาติ ห้องเรียนเป็นห้องใหญ่มีคนลงทะเบียนทั้งชั้น หากมีนักเรียนเข้าเรียนไม่ถึง 50 คน อีกบางคนยังหิ้วแลปทอปเข้ามาเช็คอีเมล์ฆ่าเวลาอีกด้วย

ดังที่เล่า ประเด็นที่มักกล่าวถึงบ่อยๆ ก็คือเรื่องกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งต้องนำมาเป็นหลักวิเคราะห์ในการเขียนบันทึกข้อความเสนอแนะ (memorandum) ต่อผู้มีอำนาจในการออกนโยบาย (โดยสมมติ) หลายต่อหลายครั้ง ผมไม่มีความเข้าใจในประเด็นดังกล่าวเลย แถมยังคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระอีกด้วย นั่งคิดถึงว่าเหตุใดกลุ่มผลประโยชน์จึงมีอิืืทธิพล สามา่รถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายได้ถึงเพียงนี้

ประสบการณ์ในวันนี้ได้ทำให้ผมเ ข้าใจว่าการเดินพาเหรด แท้จริงแล้วก็คือ การแสดงออกซึ่งการเรียกร้องของกลุ่มผลประโยชน์นั่นเอง ขบวนพาเหรดประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ ที่ออกมาป่าวประกาศความคิดที่ตนเชื่อผ่านการจัดแต่งขบวน เรื่อยไปถึงการถือป้ายเขียนคำพูดที่แสดงถึงความรู้สึกนึกคิดต่อประเด็นนั้น ในวงกรอบของงานใหญ่ที่จัดขึ้นทั้งงาน ซึ่่งในที่นี้ก็คือเรื่องของ "เพศสภาพ"

ขบวนพาเหรดประกอบในงานวันนี้ประกอบไปด้วย อาทิ กลุ่มเรียกร้องให้สังคมยอมรับการแต่งงานโดยเสรี (free marriage)ซึ่งรวมถึงการมี "สองแม่ หรือสองพ่อ" (คู่เพศเดียวกันรับลูกมาเป็นบุตรบุญธรรม หรือใช้การอุ้มบุญ) กลุ่มเรียกร้องมิให้เด็ก "ขลิบ" (สังเกตได้จากป้ายในรูปเด็ดอ้าปาก "You Wanna Cut Off What") ฯลฯ

นอกจากนี้แล้ว กลุ่มผู้มีอำนาจในการออกนโยบาย หรือในอีกทางหนึ่งก็คือ ผู้ที่เป็นตัวแทนกลุ่มประโยชน์นั้นก็เข้าร่วมขบวนด้วย ทั้งๆ นี้คงต้องการแสดงการสนับสนุนออกในที่สาธารณะ และในเ็ป็นที่รู้โดยทั่วกันของคนในกลุ่มที่ร่วมชมงาน อันเป็นหนึ่งในคะแนนเสียงสำคัญของการปฏิบัติงานและการรับเข้าเลือกตั้งของผู ้มีอำนาจคนนั้นๆ ในวาระต่อไป ดังนั้นจึงเห็นนายกเทศมนตรีของเมืองซานฟรานซิสโก วุฒิสมาชิกของเมือง รวมทั้งรองผู้บังคับการตำรวจเมืองซานฟรานฯ (SFPD) อีกนักการเมืองท้องถิ่นออก ออกมาในขบวนพาเหรดพร้อมติดป้ายชื่อพร้อมตำแหน่งของตัวเองให้หราเห็นเป็นเด่น ชัด

นักการเมืองไม่ว่าจะเมืองไทยหรือเมืองเทศ ก็ติดนิสัย "ปิดทองหน้าพระ" กันทั้งสิ้น ก็แน่ล่ะ สิ่งที่นักการเมืองคิดมีอยู่สิ่งเดี่ยวก็คือ "การทำตนให้ได้รับการเลือกตั้งในครั้งต่อไป"

โลกนี้เป็นโลกของทุนนิย มเต็มขั้นจริงๆ เพราะภาคธุรกิจก็ใ้ช้การเดินขบวนพาเหรดในครั้งนี้โฆษณาผลิตภัณฑ์ของตนเช่้นก ัน สินค้าเหล่านี้มีตั้งแต่ของเล่นเซ็กซ์ ถุงยางอนามัย ซุปเปอร์มาเก็ตท้องถิ่น เรื่อยไปถึงน้ำอัดลมยิ่ห้อดัง

ประสบก ารณ์ในวันนี้ตอบข้อสงสัยและความหงุดหงิดที่ค้างคาใจมาตลอดการเรียนที่ ผ่านมาประการทั้งปวง ผมได้รับความกระจ่างชัดว่า "ทำไมกลุ่มผลประโยชน์จึงเป็นปัจจัยสำคัญของนโยบายสาธารณะ (ของการเมืองอเมริกา)"

ประมวลรูปฝืมือนักข่าวหัวเห็ด "ท่อก กระหล่ำปลีกุล" จ้ะ






























Tuesday, June 21, 2005

หัว (แม่ตีน) หมุนที่สวนสนุก



นายเรียกฉันว่า "เชื้อโรค"

ต ลอดหกเดือนที่ผ่านมา ฉันและเพื่อนๆ มีบ้านใหม่อยู่นิ้วโป้งซ้า่ยของนาย บ้านใหม่หลัีงนี้มีอาหารอุดมสมบูรณ์ มีเนื้อสดๆ เลือดๆ แดงๆ ให้กัดกินทุกวัน จะขับถ่ายออกมาก็เป็นหนองเหลืองที่ไม่ทำให้รำคาญใจ นายใจดี นานๆ ทีถึงเอาสารเคมีปวดแสบปวดร้อนมาราดจนพลัดพลาดเพื่อนๆ และครอบครัวไปบ้าง ทุกคืนวันก็ได้น้ำอุ่นสบายๆ มาชะล้างเชื้อละอองฝุ่นออก แต่ด้วยความสามารถในการยึดเกาะติดและดำน้ำได้ที่มีมาแ่ต่กำเนิด ฉันจึงไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร อีกสบู่ที่นายนำมาฟอกตัวที่มีคุณสมบัติเป็นด่างอ่อนๆ นั้น ก็เพียงแค่ทำให้เคืองตา ขยี้ไปมาสองสามทีก็หายเป็นปลิดทิ้ง

ได้ยินนา ยบ่นบ่อยๆ ว่า บ้านของฉัน มีชื่อสวยหรู่ว่า "เล็บขบที่หัวแม่ตีนซ้าย"

ไ ม่รู้ทำไม นายถึงจงเกลียดจงชังบ้านของฉันและเพื่อนๆ เอาเหลือเกิน แต่สำหรับฉันแล้วตลอดหกเดือนกว่าที่ผ่านมา ก็มีแต่ความสุขหฤหรรษ์สำราญใจในบ้านที่คิดไม่ผิดกระโดดขึ้นเมื่อนายเดินผ่าน ไปมาบนท้องถนนเมืองบางกอก อีกไม่นานต่อมาก็ยังได้มาร่วมหออาศัยกับเพื่อนใหม่ชาวฝรั่งที่กระโดนหนีมาจา กกองขี้หมาที่เต็มไปด้วยอาหารถุงซ้ำๆ จำเจ

สู้หัวแม่ตีนอันแสนสุขของนายก็ไม่ได้ อยู่มาหกเดือน มีแต่ความรื่นเริงและเบิกบาน

้เช้าวันก่อนฉันได้ยินข่าวดี นายพูดกับเพื่อนว่าจะไปเที่ยวสวนสนุกกัน

ด ้วยความเร่งรีบ นายจึงไม่เอาน้ำยาฟู่ไฮโดรเยนเปอร์ออกไซด์ และแอลกอฮอล์ล้างแผลร้อยละเจ็ดสิบมาเทราดสาดเสียบ้านหลังงามกลางหุบเขาเล็บข บ ฉันแหละผองเพื่อนจึงได้ติดสอยห้อยตามนายไปเที่ยวกันทั้งหมด

นายใ ส่รองเท้าแตะไปเที่ยว หนึ่งวันกลางแดดจ้าและไออุ่นจึงเป็นเวลาหฤหรรษ์ ฉันได้เล่นเครื่องเล่นมหัศจรรย์ชวนให้หัว (แม่ตีน) หมุน อีกยังได้พบกับเพื่อนเชื้อโรคทั้งสาวสวย (ที่นายชื่นชอบ) และหนุ่มหล่อ (ซึ่งนายไม่เคยแม้แต่เหลียวมอง) สาวๆ ทั้งหลายเดินโชว์สะดือโชว์พุงพอให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของนายสั่นระริกและแข็ง ตึงจนรุ้สึกทำให้บ้านแสนรักบนหัวแม่ตีนเล็บขบโอนแกว่งโย้เย้

ดีที่คว ามแรงไม่มากจนอาจทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่อย่างเช่นเมื่อนายหลงไ หลไปกับท่วงท่าลีลาดูดดื่มกับไวน์สาวในเสื้อแดงเมื่อวันก่อน ที่ฉันแทบจะเอาหัวซุกแผ่นดินเล็บขบหนีภัยพิบัติครั้งนี้แทบไม่ทัน

ใน วันแห่งความทรงจำเช่นนี้ ฉันจึงคิดว่าน่าจะเขียนบันทึกประสบการณ์เที่ยวบนหัวตีนนายในครั้งนี้ไว้เสีย หน่อย เผื่อวันหน้า้ฟ้าใหม่ นายอาจจะหาทางจัดการไล่ฉันออกไปจากบ้านอันแสนอบอุ่นและอุดมสมบูรณ์บนเล็บขบข องนายไปเมื่อไรก็เป็นได้

หากเป็นเช่นนั้นจริง ฉันก็คงได้แต่เก็บประสบการณ์อันแสนสนุกครั้งนี้ไว้เป็นอดีตที่หอมหวน เครื่องเล่นต่างๆ ที่เคยเล่นจน "หัวแม่ตีนหมุน" ก็อาจเป็นสิ่งที่มิอาจหวนคืน

รถไฟเหาะตีลังกา "เมดูซ่า"
ม าถึงไม่ทันไร นายก็พาไปเล่นรถไฟเหาะตีลังกาขบวนชวนเสี้ยวไส้เครื่องนี้ก่อนเป็นอันดับแรกจ นแทบตั้งตัวไม่ทัน ได้ยินนายเล่าว่ารถไฟเมดูซ่าแม่หัวงูนี้เป็นเครื่องเล่นที่ยาวทีสุดในปาร์ก อีกยังเป็นรถไฟเหาะตีลังกาที่สูงที่สุดของฝั่งอเมริกาด้านตะวันตกอีกด้วย ลืมคุยต่อไปว่ารถไฟขบวนนี้ไม่มีพื้น ฉันจึงมองผ่านหน้าต่างบ้านลงไปพื้นด้านล่างและท้องฟ้าด้านบนได้แจ่มชัด ตอนแรกรถไฟก็เลื่อนขึ้นกึกๆ ไปยังจุดที่สูงสุดอันเป็นท่าพื้นฐานของเครื่องเล่นรถไฟเหาะตีลังกาทั่วไป แต่หลังจากนั้นน่ะสิ รถไฟที่ขึ้นไปบนยอดสูงถึง 1,500 ฟุต ก็ตกลงมาด้วยความเร็วสูงถึง 65 ไมล์ต่อชั่วโมง จนรู้สีกได้ดีว่านายแทบจะขาดลมตาย เพราะเลือดที่ส่งมาหล่อเลี้ยงบ้านที่หัวแม่ตีนนายเกิดติดขัดลงชั่วคราว หลังจากลงมาแล้วเจ้าแม่หัวงูก็พาตีลังกาจนหัวแม่ตีนหมุนไปอีกเจ็ดตลบทุกท่วง ท่าทุกลีลา ตั้งแต่ท่าสุันัขหอนไปจนถึงนายพรานขี่กวาง แม่หัวงูหมุนตีลังกาทั้งแบบตรงๆ หมุนๆ หมุนมา ควงสว่าน เฉียงๆ ฯลฯ

กระเช้าเหาะตีลังกา "คอง"
ห ลังจากมึนหัวแม่ตีนจากแม่หัวงูได้สักพัก นายก็เดินลิ่วต่อมายังกระเช้าเหาะคอง ซึ่งนายบ่นกับเพื่อนว่าแปลว่าอะไรก็ไม่รู้ ดูจากไกลๆ แล้ว กระเช้าเหาะคองก็น่าจะคล้ายๆ กับรถไฟเหาะแม่หัวงูที่เพิ่งขึ้นเมื่อตะกี้นี้ เพียงแต่จากเดิมที่เป็นรถไฟรางอยู่ด้านล่าง ก็กลับกายเป็นกระเช้าแทน และพอนายขึ้นไปเล่นแล้ว เชื่อโรคอย่างฉันก็รู้สึกได้ดีถึงความแตกต่างระหว่าง "รถไฟเหาะ" กับ "กระเช้าเหาะ" ได้ดี กระเช้าเหาะมีแรงเหวี่ยงจนทำฉันหลับตาปี๋หลายครั้งเพราะกลัวหัวแม่ตีนซึ่งเป ็นบ้านอันแสนอบอุ่นของฉันไปฟาดกับเสาให้ เพราะมันดูเหมือนปลายตีนของนายจะถูกเหวี่ยงออกไปมาซ้ายขวาและขึ้นๆ ลงๆ จนทำใจฉันไม่เป็นสุข

รถไฟบนรางไม้ "รัวอ์"
น ายเดินข้ามมาอีกทางฝ ั่งหนึ่งของสวนสนุก การที่นายเดินมาเล่นรถไฟมหาสนุกบนรางไม้นี้ คงเป็นเพราะเด็กเล็กสองหนุ่มที่นั่งอยุ่ข้างๆ นายเมื่อครั้งเล่นรถไฟเหาะแม่หัวงูที่ฉันแอบได้ยินเล่าให้นายฟังว่านี่คือที ่ที่พวกเขาชอบที่สุด ก็สองหมอนั่นอายุยังไม่เท่าไรเล่นแม่หัวงูเมดูซ่าที่ทำให้นายและเพื่อนนายหั วใจแทบขาดสิ้นยังปล่อยมือทั้งสองท้าความเสียว อีกเมื่อรถไฟจอดยังมาถามนายอีกน่ะว่า "สบายดีหรือเปล่า" พร้อมทำหน้าทะเล้นอีกแน่ะ นายที่รักของฉันก็คงอยากมาลองดุล่ะมังว่าไอ้รถไฟรางไม้ที่สองเด็กนั่นว่าเป็ นอย่างไร เมื่อฉันได้นั่งจริงๆ ก็รุ้สึกอึดอัดพอสมควรเพราะตัวรถไฟเล็ก จนทำให้นายต้องเอาหัวแม่ตีนซึ่งเป็นบ้านของฉันอยู่ติดกับพื้น นายคงเห็นว่าเครื่องเล่นนี้เป็นเด็กๆ เพราะมีแต่เด็กนั่ง อีกยังไม่มีการตีลังกา แต่แม่คุณเอ๋ย เชื้อโรคอย่างฉันรู้สึกดีได้ถึงความเสียวไส้จากการสั่นคลอนตึกๆ ของรางไม้ อีกยังการปล่อยลงจากสูงลงต่ำให้เสียวไส้ แอบชำเลืองขึ้นไปก็เห็นหมวกแก๊ปของนายปลิวไปกับสายลมไปต่อหน้าต่อตา สงสารนายจริงๆ

รางรถไฟสุดสยิว "เวอร์ติเคลิ เวลอซซิตี้"
ใ กล้ๆ กับรถไฟบนรางไม้ที่หวาดเสียวกว่าที่เห็นสักครู่นี้ คือเครื่องเล่นที่ดุจากข้างล่างแล้วน่าจะหวาดเสียวที่สุด เพราะเป็นรางรถไฟยาวที่ปล่อยรถขึ้นไปด้านหนึ่งที่อยุ่สูงขึ้นไปแล้วหมุนสองส ามตลบก่อนปล่อยให้รถไฟตกตามแรงโน้มถ่วงและโมเมนตัมไหลไปอีกด้านหนึ่งที่ตั้ง ขึ้นเป็นมุมฉากก่อนกลับไปอีกด้านหนึ่งให้ควงสว่างอีกครั้ง ท่ามกลางแสงแดดจัด ฉันชะแง้หน้าจากหัวแม่ตีนขึ้นไปเห็นนายและเพื่อนยืนเกาะรั้วดูกันยกใหญ่ก่อน ตัวสินใจว่าจะเล่นเครื่องเล่นดังกล่าว ต่อแถวไม่นานเพราะดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีใครกล้าเล่น ขนาดนายและเพื่อนก็เหงื่อออกมือด้วยความกล้าๆ กลัวๆ เลย ร่างกายร้อนฉ่ามาถึงบ้านของฉันที่หัวแม่ตีนนายเลย แต่พอเล่นจริงๆ นะ ฉันว่าไม่ค่อยเสียวไส้เท่าไรกับเครื่องเล่นอันก่อนๆ ไม่รู้เป็นเพราะฉันเห็นนายกล้าๆ กลัวๆ เลยทำใจแข็งเผื่อเอาชนะนายหรือเปล่าก็ไม่รู้

รถไฟพิสดาร "บูมเมอร์แรง" (ขว้างไปยิ่งแรงยิ่งกลับมาเร็ว)
ห ลังจากที่นายเดินออกการไปดูการแสดงปลาวาฬเพชรฆาตแสดงเสร็จ (นายท่าทางสลดหดหู่ไม่เบาที่เห็นสัตว์ใหญ่แบบนี้นำมาฝึกให้แสดงผิดธรรมชาติท ี่แท้ของมันเช่นนี้ แต่เื่ชื่อโรคอย่างฉันก็เห็นสนุกและน่าเร้าใจดีออก) นายก็ตัดสินใจเล่นเครื่องเล่นบูมเมอร์แรงขว้างไปยิ่งแรงยิ่งกลับมาเร็วอีกเป ็นอันสุดท้าย ก่อนที่เลือดลมของนาย (อันมีผลต่อบ้านบนเล็บขบของฉันด้วย) จะเดินไม่สะดวกและแย่ไปกว่านี้ นายบ่นว่าหัวนายเริ่มมึนตึ้บเดินไม่มั่นคงแล้ว แต่ก็ยังอยากที่จะเล่นให้คุ้มกับเงินที่เสียไป เครื่องเล่นบูมเมอร์แรงนี้เป็นรถไฟเหาะตีลังกาเ่ช่นกัน แต่เป็นรถไฟที่แล่นเดินหน้าและถอยหลัง ปล่อยจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง แ้ล้วให้ไหลกลับหลังมาที่เดิม ตอนแล่นกลับหัวกลับหลังล่ะสิ ทำเอาหัวแม่ตีนหมุนไม่หลายตลบ พอนายเดินลง นอกจากฉันจะหัวแม่ตีนหมุนแล้ว นายยังหัวหมุนอีกด้วย

กลับบ้าน นายเอาแอลกอฮอล์ล้างแผลมาชะล้างความสะอาด ฉันและเพื่อนๆ แทบหลบน้ำยาบรรลัยล้างโลกไม่ทันต้องไปเฝ้ายมโลกที่กระทะทองแดงแล้ว

แม้ว่านายจะหัวหมุนหรือโมโหโกรธาบ่อยๆ แต่ฉันก็ไม่เคยโกรธเคืองอะไรเลย

ฉันรักนายเท่าฟ้าเท่าอสงไขยเวลา ขอส่งความคิดถึงจากฉันให้ล่องลอยไปในอากาศถึงนายด้วย

หมายเหตเชื้อโรค ตอนออกจากสวนสนุก นายยกเท้าขึ้นมาดูหัวแม่ตีนที่หนองไหลเยิ้มและน่าเกลียดด้วยเพราะความเจ็ บปวดต่อ "โรคเล็บขบ" ที่กวนใจมานาน เชื้อโรคอย่างฉันจึงได้โอกาสเหมาะแอบดุว่านายพามาเที่ยวที่ไหน อ่านเร็วๆ ก็ได้ใจความว่า "ซิกแฟลกส์ มารีน เวิร์ด" ฉันว่าคงอยู่ใกล้ๆ กับเืมืองซานฟรานซิสโก ตามที่เชื้อโรคฝรั่งที่กระโดดขึ้นมาขออาศัยบ้านบนหัวแม่ตีนของนายบอกให้รู้ก ระมัง

Monday, June 20, 2005

ดูดดื่มบนถนนสาย 29

สายฝนที่โปรยปราย และความหนาวเหน็บที่มาหลอกหลอนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถูกขจัดปัดเป่าด้วยแสงจ้าแห่งดวงตะวันสาดแสงสดใสและเป็นใจ

แ สงอาทิตย์สอดแทรกตัวมาปลุกให้ตื่นจากภวังค์ที่ข้างหัวเตียง เสียดายที่คนปลุกที่ไม่ใช่สาวในฝัน แต่นั่นก็ทำให้ลุกเด้งขึ้นตื่นได้รวดเร็วปานสายลมพัดหญ้าระบัดให้พลิ้วไหวกร ะปรี้กระเปร่า

รู้สึกสดชื่นคล้ายต้นไม้ในร่มเย็นของภูผายามครึกครื่น ยามไ้ออุ่นจากแสงแดดสาดส่องกระทบตัว ยิ่งน้ำซู่จากฝักบัวไหลผ่านหัวจรดเท้าก็ทำให้ครื้นเครง พร้อมเดินทางออกจากบ้านไปชมบรรยากาศหุบเขาสวยสองข้ามตามริมถนนสาย 29 ซึ่งห่างจากที่พักราวชั่วโมงกว่าๆ โดยรถยนต์

ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศในรถให้ความชุ่มฉ่ำให้กับผิวกาย ตลอดทางคิดถึงจุดหมายและเวลาข้างหน้าที่จะได้ไปพบกับเธอ

ไม่ไกลเกินรอ แต่ก็ไม่ใกล้ที่จะหยุดความกระวนกระวายของจิตใจให้สงบเงียบลงได้

เธอผู้มีผิวกายเปล่งปลั่งใสราวกับสายน้ำ มีสีสวยแดงสดราวกับอัญมณีล้ำค่าที่มนุษย์ใฝ่หาครอบครอง

เธอผู้ที่รอคอยมานาน เฝ้าฝันถึงทุกราตรีกาล

วันนี้แล้วสินะ เธอจะมาอยู่เืบื้องหน้า

แม้ถนนสาย 29 จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็เป็นวิถีทางที่จะทำให้ได้พบกับเธอในจิตพิศวาสได้ตามใจปรารถนา

บ ้านของเธออยู่ที่เชิงเขา เป็นปราสาทใหญ่ห้อมล้อมด้วยความเขียนขจีของแมกไม้และบุปผาชาตินานาพันธุ์ เหล่าแมลงภู่บินว่อนเล่นสนุกอยู่กับเกสรกลางกลีบดอกไม้หลากสีที่สะท้อนสดกับ ไรแดดที่สาดซ่องผ่านปุยเมฆแลร่มไม้ลงมาเืบื้องล่าง

ประตูของปราสาทแห ่งนั้นเปิดไว้ราวกับเชื้อเชิญให้เข้าโดยไร้อุปสรรค ที่ทางเข้าไม่มีแม้แต่เวรยามป้อมปราการใดๆ ที่จะมาขัดขวางให้เธอที่แม้อยู่เบื้องหน้าห่างไกลออกไปไกลลับ

ทันทีท ี่ตัวเข้าอยุ่ใต้ร่มเงาเห็นภายในปราสาทหรูอันอึมทึมก็รู้สึกได้ถึงไอเ ย็นอย่างประหลาด หากมิใช่ใจหนาวเหน็บ กายอาจจะหนาวเย็นจากหินผาที่นำมาก่อสร้างเป็นบ้านของเธอที่แข็งแรงและแกร่งก ล้า

เหล่านารีห้อมล้อมเธอไว้โดยมิอาจให้สังเกตได้โดยง่าย

ดูเหมือนว่าปราสาททางจักษุจะมิอาจแยกแยะเธอผู้งามสง่าจากเหล่าหญิงสาวงามล้นคนอื่นๆ ได้ไม่ง่ายนัก

หากมิใช้ใจเพื่อสัมผัสกับเธอแล้ว ก็คงหาได้ยาก หากพลาดก็คงได้นางอื่นมาเชยชมโดยมิรุ้ตัว

จ ำได้ดีว่าใจของเราทั้งสองรู้สึกเป็นของกันและกันก็เมื่อครั้งได้ดื่มดูดจิบ โลมฝีปากชนฝีปาก โดยเฉพาะเมื่อปลายลิ้นของเราทั้งสองพันนัวคล้ายไม่ได้กอดกันมานานหลายโกฐพัน หมื่นปี

ความรู้สึกซาบซ่าและใจเต้นเป็นความรุ้สึกที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แ่ต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นไปโดยมิต้องบังคับหรือเตรียมการ

ก ว่าจะหาเธอพบก็ต้องดูดดื่มเพื่อรุ้สึกได้ถึงใจที่ตรงกันนั้นอยุ่หลายครั้ง แม้นารีนางอื่นจะมีความอ่อนหวานและหอมหวลกว่า แต่ก็ยังมิอาจจะทานทัดเธอที่เป็นหนึ่งได้ดวงใจไม่ได้

น่าเสียดายที่มิอาจเลือกเธอได้โดยสายตา คงต้องรอให้ริมฝีปากของสองแนบชิดติดกันเราเพื่อประสานใจให้ตรงกันดังเช่นที่ผ่านมา

ร ิมฝีปากอันชุ่มฉ่ำของเธอนั้นชุ่มชื้นกว่าหญิงอื่นใด อีกยังรสดีกว่าสิ่งใดทั้งปวง นี่ยังไม่นับรวมกลิ่นกรุ่นที่โปรยเข้าสู่นาสิกที่ไม่หาบุบฝาอันใดมาเทียมทัด ซ้ำสีสันแดงสดใสไม่มากหรือน้อยไปก็ยิ่งทำให้เธอโดดเด่นกว่านางงามอื่นที่เธอ นั่งอยุ่เคียงข้าง

เมื่อเราทั้งสองได้พบเจอกันแล้ว สายธารอุ่นที่รวยระรินออกจากริมฝีปากอันใสปิ๋งของเธอก็ค่อยผ่านเข้าไปสู่กาย อาบชะโลมให้ความชุ่มชื่นกลับมาอีกครั้ง

แม้กระจกบางๆ แผ่นนั้นที่เคยกั้นเธอและฉันให้อยู่คนละโลกกันก็มิอาจปิดบังสองเราให้ห่างไกลกันได้อีก

ทันทีเมื่อริมฝีปากจบพบกันอย่างปราณีต และจังหวะจะโคนเริ่มหาโหมจนไปถึงความรู้สึกให้กันและกันอย่างดูดดื่ม

เ ธอเล้าโลมกายให้ขนลุกซู่ซ่า ไออุ่นที่เผยแย้มออกจากปากของเธอเป่าพ่นลงบนกายทำให้อารมณ์ร้อนเร่า อาภรณ์ใดๆ ที่เคยปิดปังเรือนร่างและรสชาติเนื้อเนียนบนตัวเธอมิได้ปรากฎให้เห็น หากสัมผัสด้วยรสลิ้นที่เต็มได้ด้วยต่อมรับอณูของทุกประสาท อวัียวะทุกส่วนแข็งตึงสลับกับอ่อนยวบไปกับจังหวะและลีลาของเธอ

บัดนี ้ เธอได้ครอบครองทั้งกายและใจไปทุกจังหวะก้าวของชีวิตเบื้องหน้า ความกรุ้มกริ่มครึ้มครื้นลอยเข้ามาแทนความมีสติสัปชัญญะที่เคยรักษาไว้โดยตล อด ดูเหมือนว่าพรมจรรย์ในข้อนี้ที่เคยเฝ้าดูแลไว้พร้อมที่จะให้เธอปลดออกด้วยใจดุษฎี

เมื่อได้พบก็ต้องมีการลาจาก หลายคนเฝ้าเตือนความจริงข้อนี้อีกชวนให้ระลึกถึงในหลายเทศะและโอกาสของชีวิต

แม้จะสร่างกับการเมามายใ้นความรักที่สองเราได้ถ่ายทอดให้กันและกันแล้วก็ตาม

ราตรีนี้ฉันก็ยังจะคิดถึงเธอ และสัญญาว่าเธอจะอยู่ในดวงใจเสมอไม่ว่าจะราตรีไหน

-- -เขียนขึ้นเมื่อพา "พี่ขอทาน" หัวหน้าวงจุลดุริยางค์ที่เคยเป็นนักดนตรีชั้นจัตวาเมื่อสมัยเป็นเด็กนักเรีย นมัธยมฯ ไปชิมไวน์ดีแห่งหุบเขานาปา (Napa Valley) แห่งรัฐคาลิฟอร์เนีย แหล่งผลิตไวน์ชั้นนำของโลก ในวันอาทิตย์ที 20 มิถุนายน 2547 ที่อากาศดี สร้างบรรยากาศให้คิดถึงความรื่นเริงและแจ่มใส อย่างไรก็ดี ด้วยความอ่อนด้อยทางความรุ้และประสบการณ์เกี่ยวกับไวน์ดี เพราะมิเคยได้โอกาสเหมาะเจาะดื่มกินไวน์อย่างลมุนลไม จึงมิอาจถ่ายทอดออกมาเป็นบันทึการเดินทางที่ละเอียดละอ่อนได้ จึงต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และอารมณ์ในความฝันมาลิขิตบันทึกฉบับนี้ขึ้นในร ูปแบบที่ไม่เคยเขียนมาก่อนในชีวิต ซึ่งอ่านซ้ำครั้งใดก็จะรุ้สึกได้ถึงความเลี่ยนเหียนชวนอาเจียรให้กับตัวเองท ุก กาลเทศะ "เธอ" ผู้นั้นลื่นคอทำให้เมามายซวนเซไปเหมือนกัน ไวน์ดีเป็นอย่างนี้นี่เอง---

Friday, June 17, 2005

เพิ่งรู้ว่า "ซ้อเจ็ด" ก็เีขียนบล็อกกับเขาด้วย

ขอเอาข่าวเด็ดมาบอกในฐานะที่ไม่ได้อัพเดทบล็อกของตัวเองนานครับ

โอ้...ไม่น่าเืชื่อครับสายตาตัวเองครับ

ตรอกซอยในไซเบอร์สเปซนี่ง่ายแก่การค้นหาและเข้าถึงจริงๆ

ขนาดซ้อเจ็ด ยังเขียนบล็อกกับเขาด้วย

ไปดูกันดีกว่าครับ

------------------ ไปดูซ้อเจ็ดเขียนบล็อกทางนี้จ้ะ -----------------> ซ้อจ๋าซ้อ

Wednesday, June 08, 2005

ในที่สุด ผมก็ใช้ "มัน" เป็น "เครื่องมือ"

วันนี้ผมใช้่เวลาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน


>---- ลิ้นชักของผม ------------------------->>

เ วลาหมดไปกับการพยายาม "รู้เท่าทัน" ระบบการทำงานของเวบล็อกแห่้งนี้ ด้วยใจหวังอยากใช้มันเป็น "เครื่องมือ" ในการที่จะ "อยู่" บนโลกแบนๆ แห่งนี้ให้ได้ "ดีและมีความสุข"

เมื่อรู้แล้ว ก็เหมือนคนมี "อำนาจ" อยู่ในมือจริงๆ นวัตกรรมเวบล็อกได้เปิดโอกาสให้ "คนเดินถนน" อย่างผมที่มีความรู้ด้าน "ภาษาคอมพิวเตอร์" เพียงงูๆ ปลาๆ สามารถเนรมิต "บ้าน" บนโลกแห่งนี้ได้ โดยไม่ต้อง "ยืมจมูกใคร"

เมื่อก่อนใครจะมีโฮ มเพจของตัวเอง ก็ต้องศึกษา "ภาษาเอชทีเอ็มแอล" กันจ้าละหวั่น ผมยังจำได้ถึงเวลาที่นั่งเอาเวิร์ดแพดเขียนเวบเพจแต่ละบรรทัดได้ดี มันทั้งน่ารำคาญ และชวนโมโหสิ้นดี รหัสนี้แปลว่าอย่างนี้ รหัสนั้นต้องวางไว้หลังอันนี้ ฯลฯ

ต่อมามีโปรแกรมประเภท "เห็นได้ทันตา" (WYSIWYG: What You See Is What You Get) อย่างเช่นไมโครซอฟท์ฟรอนท์เพจ หรือมาโครมีเดียดรีมวีฟเวอร์ ก็ยิ่งทำให้ผมปวดหัวไปใหญ่ กว่าจะเอาข้อมูลใหม่ๆ ลงไป ก็ต้องเสียเวลานั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เสียนาน

ต อนนี้มีบล็อกแล้วครับ ในทางหนึ่งบล็อกเป็นชุมชนใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น โดย "ผู้ใช้" สามารถบันทึกข้อเขียนของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบันทึกส่วนตัว ผลงานทางวิชาการ ข้อเขียนในยามว่าง ข้อมูลหรือแม้กระทั่งความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ตัวเองสนใจ ส่วนในอีกทางหนึ่งนั้น บล็อกยังเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ "ผู้ใช้" อย่างเราๆ ท่าน ๆ สามารถจับจองพื้นที่ส่วนตัวบนโลกในนี้ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และไร้อุปสรรค เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การแลกเปลี่ยนโอนถ่ายข้อมูลระหว่างปัจเจคบุคคล ย่อมจะเกิดขึ้นโดยปราศจากพรมแดน โลกในยุคบล็อกนี้ เป็นโลกที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในระดับที่มากขึ้นจริงๆ

พูดได้โ ดยไม่อ้อมค้อม เวลานี้ผมจึงเสมือนหนึ่งมี "อำนาจ" ทุกอย่างอยู่ในมือ และ "อำนาจ" อัน "เบ็ดเสร็จ" ที่ว่านี้สามารถ "ใช้" ได้อย่างง่ายดายเสียด้วย

แต่ผมสัญญากับตัวเองว่า "จะไม่ใช้อำนาจจนเกินพอดี" เพราะผมรู้ว่า "อำนาจเบ็ดเสร็จ นำมาซึ่งการทุจริตที่ไร้ขอบเขต"
(Absolute Power Corrupts Absolutely -ขอขอบคุณพี่บุญชิตฯ ที่ช่วยกรุณาแปลให้เป็นภาษาที่ผมถนัดที่สุด)

Monday, June 06, 2005

ร้านขายปลาที่ดีที่สุดในโลก





หากมีเวลาว่างเมื่อใด สถานที่ที่ผมแวะเวียนไปเป็นประจำก็คือ "ร้านขายปลา" ไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งในเมืองนอกเมืองนา

มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผมมักทำเป็นกิจวัตรเมื่อเดินก้าวพ้นประตู้ร้าน

นั่นก็คือ ผมจะให้คะแนนร้านนั้น ตามมาตรฐานความชอบใจส่วนตัว

เ มื่อวานนี้ ถือได้เป็นวันที่อาจจะทำให้มาตรฐานการให้คะแนนของผมสูงขึ้น เมื่อได้มาร้านขายปลาแห่งหนึ่งในเมืองซานฟรานซิสโก ขณะมาเยี่ยมเพื่อนระหว่างเรียนต่อปริญญาโทในประเทศอเมริกาอันกว้างใหญ่

ผมรู้สึกทันทีคล้ายว่าไม่อยากไปร้านไหนอีกต่อไปแล้วจากนี้

ร้านใดๆ ที่ว่าใหญ่ ที่ว่าดี ที่ว่าแจ๋ว ที่ว่ามีปลาหลากหลายเพียงใด ไม่ว่าจะเมืองไทยหรือเมืองนอก

เทียบร้านขายปลาที่ผมกำลังจะเล่านี้ไ่ม่ได้ทั้งสิ้นด้วยประการทั้งปวง

เ้จ้าของทำในสิ่งที่ตนรู้ และรัก
แม้ว่าจะเพิ่งรู้จักกับเขาเป็นวันแรก แต่ก็ได้คุยกันนานพอสมควร นานจนจะพอชื่นชมเขาได้ด้วยใจจริง

ผ มไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามของเขา ผมแนะนำตัวว่าผมเป็นนักเลี้ยงปลาผู้โหยหาจากเมืองไทย เขาก็บอกว่าเขามาจากพม่า ด้วยความรู้สึกตรงกันว่าเราต่างมาจากมิตรประเทศ เราก็จับมือกันตามธรรมเนียมฝรั่ง คุยต่อจึงได้รู้ว่าเขาอพยพหนีมาอยู่อเมริกาได้ 19 ปีแล้ว ผมถามว่าเคยกลับไปพม่าอีกไหม เขาตอบโดยไม่ต้องคิดว่าไม่เคยกลับไปเลย เพราะ "เกลียด" รัฐบาลพม่าจนเข้าไส้ เมื่อได้คำตอบอย่างนี้แล้ว ผมก็มิกล้าที่จะชวนคุยในประเด็นล่อแหลมอย่างนี้่ต่อ จึงกลับไปคุยเรื่องปลาๆ แทน

น้ำหม่องหน้าตี๋คนนี้คงอายุใกล้ 50 ปี เขาบอกว่าเขาเริ่มธุรกิจนี้ในเมืองซานฟรานซิสโกได้ 18 ปีแล้ว เมื่อก่อนเขาเคยทำธุรกิจค้าพลอย และไปๆ มาๆ ในฮ่องกง ตอนเด็กๆ แม่ของเขาสร้างบ่อปลาให้ และเขาก็มักจะลงไปว่ายเล่นกับหมู่มัจฉาในบ่อปลานั้น พออพยพย้ายครอบครัวที่ประกอบไปด้วยเมีย และลูกมานี่ ก็หันมาทำธุรกิจร้านขายปลาท้องถิ่นเต็มตัว

ระหว่างคุยกันออกรส มีคนไทยจุงมาปอมเปอร์เรเนียนขนฟูเข้ามาพอดี น้ำหม่องฯ แนะนำให้ผมกับพี่คนไทยรู้จักกัน คุยกันก็ได้ความพี่คนนี้เลี้ยงปลาทองอยู่ที่บ้าน และมักมีปลาทองป่วยบ่อยๆ นี่ก็เลยแวะเข้ามาซื้อยากลับไปให้ปลาทองกิน เมื่อก่อนยังเคยเอาปลาทองให้เขามารักษาเลย แต่พอเอากลับไปบ้านไม่นานก็ตายท้องหงาย

ผมว่าเรื่องนี้คลาสสิกชะมัด เรื่องแบบนี้ที่ลูกค้าเข้ามาขอความช่วยเหลือใหช่วยดูแลปลาทองตาแป๋ว เจ้าของหิ้วปลาป่วยใส่ถังตุเลงๆ มาให้เจ้าของร้านที่รับรักษาด้วยใจยินดี พอปลาหายป่วยก็มารับกลับบ้าน และก็แวะเวียนมาคุยขอแนะนำกันสม่ำเสมอ จนเหมือนคนข้างบ้าน

ส องเรื่องที่เล่ามานี้ชวนใ้ห้คิดถึงบรรยากาศแบบเป็นกันเองและลำลอง ที่เคยรุ้สึกได้เมื่อไปอยู่กับชาวบ้านถึงหนึ่งเดือนเต็มสมัยเรียนอยู่มหาวิท ยาลัย ระบบคิดของชนบทเกี่ยวกับการค้าขายนั้นเกิดขึ้นในทำนองว่า ข้าวของน่ะมีไว้ขายก็จริง แต่ก็เป็นไปเพื่อให้สังคมเล็กนั้นๆ อยู่ได้ ไม่มีใครเอาเปรียบใครและใคร เงินมีหน้าที่เป็นตัวกลางของการแลกเปลี่ยนสิ่งของอย่างเป็นธรรม มิใช่เป็นปัจจัยแห่งความโลภ

ก่อนกลับบ้าน ผมก็นึกในใจตามประสาคนเมืองว่า น่าจะซื้อของติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง การมาคุยเกือบสองชั่วโมงและเดินดูปลาในร้านของเขาเป็นสิบรอบแบบนี้อาจจะทำเส ียมารยาทก็เป็ นได้ ผมจึงบอกน้ำหม่องฯ ว่า จะขอซื้อปลาหัวตะกั่วลายปล้องจากแอฟริกา (Epiplaty annulatus) หนึ่งคู่

แต่เขาก็ทำในสิ่งทีผมไม่คาดคิด

น้าหม่องฯ ก็็ถามผมว่ามีตู้แล้วเหรอ ผมก็บอกว่ามีตู้เล็กๆ อยู่แล้วที่บ้าน เลี้ยงปลาซิืวจิ๋วบอร์เนียว (Sundadanio axelrodi) มาได้เกือบเดือนแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา แต่แกกลับบอกผมว่า ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งรีบร้อน อย่าเพิ่งเอาปลากลับไปเลย พรุ่งนี้เอาน้ำใส่ขวดมาให้ตรวจเช็คสภาพดูก่อนเถิด เพราะน้ำในเมืองซานฟรานซิสโก แม้ว่าจะดีปลอดภัยสำหรับปลา แต่ก็ไว้ใจไม่ค่อยได้ แล้วค่อยซื้อกลับบ้านไปในวันพรุ่งนี้ดีกว่า

คนขายเป็นห่วงปลาก็มีกับเขาด้วย เรื่องแบบนี้น่ารักจริงๆ

ปลาดี และมีความสุข
ผ มรู้จักร้านโอเชี่ยน อควาเรี่ยมของน้าหม่องหน้าตี๋ จากชายหน้าจีนที่ผมพบระหว่างรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินเมืองฮูสตัน ในรัฐเท็กซัส ระหว่างเดินทางจากนิวยอร์กมาซานฟรานซิสโก

ชายหน้าจีนที ่ว่าใส่เสื้อยืดที่มีรูปปลาหัวตะกั่วแอฟริกา แล้วเดินมานั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับผม ระหว่างผมกำลังสลึมสลือนอนสัปหงกอยู่บนเก้าีอี้ฝั่งตรงข้ามนี้ ก็ลืิมตามาเห็นชายหน้าตี๋ในเสื้อตัวดังกล่าว ผมรู้แน่ว่านี่คือคนที่ผมคุยด้วยได้ ผมจึงชวนคุยว่าเลี้ยงปลาอยู่หรือ คนคอเดียวกันไม่ว่าจะชาติใดภาษาไหนก็ไม่มีวันที่จะสือสารกันไม่รู้เรื่อง ผมคุยกับเขาเรื่องสัพเพเหระเกี่ยวกับปลา และเมื่อรู้ว่าเขาก็เป็นคนซานฟรานฯ จึงไม่ลืมจะสอบถามว่ามีร้านขายปลาไหนที่น่าจะแนะนำบ้าง

เขาบอกร้านขา ยปลาในเมืองซานฟรานซิสโกที่ผมน่าจะชอบประมาณ 4-5 ร้าน ผมหยิบสมุดโน๊ตขึ้นมาจดด้วยใจตื่นเต้น ร้านของน้าหม่องฯ นี้เป็นชื่อแรกที่เขาบอก และผมก็จำชื่อถนนที่ฟังคุ้นหูได้แม่นใจ

วันต่อมา แม้จะไม่มีสมุดโน๊ตนั้นอยู่ในมือ แต่ใจก็พาผมไปร้านโอเชี่ยน อควาเรียม โดยไม่ต้องหลงทาง

ร ้านแห่งนี้อยู่ในตรอกหลิบที่ดูน่ากลัวและวังเวง ไม่น่าล่ะ หนุ่มหน้าตี๋คนนั้นถึงบอกว่าให้ไปในเวลากลางวัน ห้ามไปในเวลาหลังโพล้เพล้เด็กขาด เพราะอาจจะทำให้ไม่ได้เลี้ยงปลาไปตลอดชีวิต ทางเข้าเป็นประตูเล็กๆ อยู่ในตึกเก่า ข้างในมืดทึม แต่กลับส่องสว่างด้วยไฟที่ส่องออกจากตู้ปลาหลายร้อยตู้ที่วางเรียงรายลึกเข้ าไปในตึก บรรยากาศเย็นสบายอย่างน่าประหลาด แม้จะเป็นห้องทีี่ไม่มีหน้าต่างแม้แต่บานเดียว

ตู้ปลาขนาดต่างๆ วางเรียงรายลึกเข้าไป ที่น่าสะกิดตาก็คือ ทุกตู้ล้วนมีต้นไม้น้ำปลูกไว้ คล้ายเจ้าของร้านพยายามสร้างระบบนิเวศจำลองขึ้นมาเพื่อให้ปลาอยู่สุขสบาย และก็เป็นดังที่แกตั้งใจ หากสังเกตดีๆ ปลาหลายชนิดที่เจ้าของร้านเตรียมไว้ขาย ก็ออกลูกออกหลานภายในตู้นั้นก่อนไปถึงมือลูกค้า

การที่ปลาจะออกลูกได้นั้น นักเลี้ยงปลาจะรุ้กันดีว่ามันทั้งยากและง่าย หากสภาพเหมาะสม ปลาก็จะออกลูกให้เจ้าของได้ไม่ลำบาก

ด ูเหมือนว่าน้าหม่องฯ จะชอบเลี้ยงปลาในตู้เล็กๆ เป็นพิเศษ เพราะทุกมุมหลืบของร้าน นอกจากตู้ปลาขนาดยาวสัก 24" - 36" วางเรียงรายกันไปแล้ว ก็ยังมีตู้เล็กๆ หน้ากว้างสัก 10" - 12" วางทั่วด้วย และในตู้นั้นๆ ก็มักจะเป็นปลาตัวเล็กเพียงชนิดเดียว

การที่ตู้ปลาทุก ตู้มีต้นไม้น้ำ ที่เติบโตอย่างสมบูรณ์นั่นหมายถึงระบบนิเวศที ่สมบูรณ์ มีกลไกคล้ายธรรมชาติจำกัดของเสียและโรคภัยไข้เจ็บ จึงสังเกตได้ชัดว่าปลาทุกตัวในร้านนั้นอยุ่ในสภาพที่แข็งแรงมาก โดยเฉพาะปลาที่มาจากธรรมชาติ (wild-caught) จะไม่มีสภาพท้องคอด ว่ายเป๋ไป๋ ดังที่เห็นกันบ่อยๆ ในร้านขายปลาทั่วไปเลย

เมื่อเราเริ่มพูดคุยกันถู กคอแล้ว เจ้าของร้านอย่างน้าหม่องฯ ก็อวดระบบกรองน้ำเสียของแกให้ดูว่าใช้ระบบธรรมชาติ โดยใช้แรงลมดันน้ำจากในตู้ขึ้นไปบนรางพลาสติกที่วางพาดไว้บนตู้ ในรางพลาสติกนั้นมีต้นไม้ปลูกไว้ใต้แสงไฟจากหลอดนีออนที่ติดไว้ด้านบน น้ำที่ถูกแรงลมดันขึ้นมาจากในตุ้ก็จะไหลผ่านรากไม้ไปยังอีกฝั่งด้านหนึ่งที่ เจาะรูไว้ให้น้ำไหลกลับเข้าตู้ รากต้นไม้จะดูดของเสียต่างๆ จากในตู้เพื่อให้ตัวเองเจริญเติบโต

อะไรช่างจะประจวบเหมาะเช่นนี้ ผมกำลังวางแผนจะทำห้อง (มุม) เลี้ยงปลาเล็กๆ ที่บ้านเมืองไทยอยู่พอดิบพอดี เมื่อได้มาเห็นระบบกรองน้ำแบบธรรมชาติของน้าหม่องฯ แล้วก็ทำให้เกิดความคิดว่านี่ล่ะที่ถูกใจใช่เลยที่ผมต้องการ มีตู้เล็กๆ เลี้ยงปลาตุ้ละชนิด และใช้ระบบกรองน้ำที่ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำ เพียงแต่เติมน้ำอย่างเีดียว หน้าที่ของผู้เลี้ยงก็คือให้อาหารแก่ปลาน้อย และปล่อยให้ธรรมชาติเป็นคนดูแลอย่างที่มันเป็นในโลกแห่งความเป็นจริง

ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น

ปลาน้ำจืดในโลกนี้มีหลายพันหมื่นชนิด และก็หลายพันหมื่่นชนิดเช่นกันที่ผู้คนมีกิเลสนำมาเลี้ยงไว้ในตู้ปลา

ผ มก็เป็นหนึ่งที่มีกิเลสทีว่า ได้เลี้ยงปลาชนิดหนึ่งแล้วก็ไม่พอ ใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของปลาอีกหลายๆ ชนิด บางชนิดอยุ่ไกลถึงแอฟริกา หรืออเมริกาใต้ บางครั้งจึงได้แต่มองดูรูปด้วยสายตาหยดย้อย และน้ำลายหกบ่อยๆ

ที่ร้านน้ำหม่องฯ นี่ล่ะ ที่ำทำให้ผมเห็นปลาบางชนิดตัวเป็นๆ ที่เคยเห็นแต่บนกระดาษพิมพ์

ช ่างเป็นโชคของผมเหลือเกิน ที่น้าหม่องฯ แกชอบปลาเล็กๆ สายพันธุ์แท้อย่างผมเสียด้วย จึงทำให้ร้านของแกไม่มีปลาที่มาจากการพัฒนาสายพันธุ์อย่างเช่นปลาทอง หรือปลาหมอครอสบรีด (ชื่อเฉพาะของปลาหมอที่นำมาผสมข้ามพันธุ์กันไปมา จนทำให้ได้รูปร่างและสีสันแปลกพิกล) เลย ดังนั้น ปลาในร้านของน้ำหม่องฯ แทบทุกตู้ จึงทำให้ผมตื่นจาตื่นใจ จนแทบควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ไม่อยู่

ป ลาในสต็อกของน้าหม่องฯ นี้มีตั้งแต่ปลาหมอแคระลายแถบจากแอฟริกา (Ctenopoma ansorgii) ปลาหมอแคระหางพริ้วจากอเมริกาใต้ (Dicrossus filamentosus) ปลาซิวแอฟริกา (Lepidarchus adonis) เรื่อยจนไปถึงปลาโกบี้น้ำจืดแอฟริกา (Awaous lateristriga) ปลาเทวดาป่าจมูกยาว (Pterophyllum dumerilli) และปลาปอมปาดัวร์ป่า ปลาเหล่านี้คือปลาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต และเฝ้าฝันอยากเห็นตัวเป็นๆ กับเขามานาน

ผมเดินไปเดินมาจากตุ้โน้นตู้นี้สลับกับพูดคุยกับน้ำหม่องจนร้านแกใกล้ปิด ผมยังรุ้สึกว่ายังดูปลาในร้านไม่ทั่วอย่างจุใจ

ก่อนกลับเมื่อลาจากในเย็นวันนั้น ผมบอกว่าแล้วผมจะมานั่งคุยกับน้าหม่องฯ ทุกวัน

Sunday, June 05, 2005

จดหมายรักถึงเพื่อน

หากกูเป็นนักวาดภาพมือฉกาจ กูคงจะมอบผลงานของกูให้มึงไปติดฝาบ้าน
หากกูเป็นนักดนตรีมือดี มึงคงได้ฟังเพลงเพราะๆ ที่กูแต่งให้มึงยามว่าง
หากกูเป็นนักธุรกิจตัวยง กูคงจะนำเงินขวัญถุงไปให้มึงเพื่อเป็นฤกษ์งามยามดี

แ ต่กูไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากเพื่อนของมึง

ย ามไกลตัวแต่ใกล้ใจเช่นนี้ กูจึงไม่มีอะไรให้มึง นอกจากขอให้มึงระลึกถึงสามสิ่งต่อไปนี้ โดยเฉพาะในยามที่มึงกำลังดูแลและบริหาร "ปิติเพลส" อพาร์ทเมนต์ตึกงามในเมืองมุกดาหาร

หนึ่ง มึงมีศักยภาพในตัวเองอยู่สูงสุด หลายสิ่งมึงเคยทำได้ และทำได้ดีเกินความสามารถของวัยด้วย ดังนั้น ขอให้ใช้มันด้วยความมั่นใจ ขอให้มึงมีความเป็นผู้ใหญ่ตามวัย (ถึงแม้มึงจะไม่สูงขึ้น) แต่ในขณะเดียวกัน ก็ขอให้คงไว้ซึ่งความเป็นเด็กไว้ด้วย มึงจะทำอย่างไร แบบไหน กูเชื่อว่ามึงคิดได้ไม่ยากด้วยตัวเอง

สอง ขอให้มึงระลึกอยู่เสมอว่ามึงเติบโตมาอย่างไร เมื่อมึงมาทำธุรกิจแล้วก็อย่าให้ "ความเป็นมนุษย์ที่ดี" ของมึงด้อยค่าลงไปด้วย กูเชื่อแน่ว่ามึงเป็นคนดีอยู่แล้ว หากแต่ระวังอย่าให้สังคมใหม่ที่มึงกำลังพบเจอด้วยความตื่นใจนี้มาครอบงำแนวค ิดอันดีงามของมึงไปได้เลย

สาม อย่าซ่าให้มาก อย่าทำอะไรโดยใช้อารมณ์ สังคมภายนอกเลวร้ายกว่าที่มึงคิดไว้เยอะ ไม่มีใครเขาเล่นกันตามเกม มีกติกา และมีใจรู้แพ้ รู้ชนะ ให้อภัยกันหรอก ถ้ามึงซ่ามาก "เรื่อง" ที่มึงอ่านอยู่นี้ล่ะ จะไปปรากฏอยู่ในหนังสืองานศพของมึงในเร็ววัน และก่อนวัยอันควร

รักและคิดถึง


---
หมายเหตุ
จ ดหมายฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อประกอบ กับ "เรื่อง"ที่ผมกำลังเีขียนอย่างเมามันและร่าเริืง เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่เพื่อนรักกำลังจะเปิดอพาร์ทเมนต์ "ปิติเพลส" ในเมืองมุกดาหาร จังหวัดชายแดนริมฝั่งโขง ห่างจากกรุงเทพไปราวครึ่งวัน (ผมเคยขับรถไปเยี่ยมมันคนเดียวมาแล้ว)

เพื่อนของผมคนนี้เป็นหนึ่งในเ พ ื่อนรักที่เราได้เกลือกกลิ้งนอนก่าย เล่นทะโมน เรียนผสมหลับ และกินข้าวหม้อเดียวกันมาตลอดเวลา 6 ปี ที่ผมใช้ชีวิตเด็กมัธยมฯ ในบ้านเีดียวกัน (คณะ) ณ โรงเรียนประจำ

ตลอดเวลาที่เราสนิทสนมกัน ผมทำให้เขาซวยหลายครั้งหลายครั้งหลายครา แต่เพื่อนคนนี้ก็ไม่เคยถือโทษโกรธเคืองเลย กลับเป็นผู้ให้กำลังใจ และให้ข้อคิดในหลายๆ ด้าน รวมทั้งเป็นผู้ที่คอยสนับสนุนความสำเร็จของผมเสมอมา เมื่อจบจากโรงเรียนมัธยมฯ เราสองคนต้องแยกย้ายกันไปในต่างมหาวิทยาลัย ผมเรียนมหาวิทยาลัยในเมือง ส่วนเขาอยู่ชานเมือง จึงทำให้ห่างเหินกันไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยห่างไกลกันไปเลย เรามักพบแวะเวียนมาเจอะเจอกันเสมอมา

เพื ่อนคนอื่นส่งข่าวผ่านเวปไซต ์รุ่นมาว่า "ปิติเพลส" จะเริ่มเปิดให้เข้าอยู่ ในวันที่ 13 มิถุนายน 2548 นี้
(คุยกันเมื่ออาทิตย์ก่อน เพื่อนปากหวานคนนี้บอกว่าจะทำพิธีเปิดในวันเกิดของผม ซึ่งหลังจากวันนั้นไปอีกสองวัน ไหนเปลี่ยนใจเสียนี่)

ค ำเตือนสองข้อแ รก ผมเชื่อยู่แก่ใจว่าเขาก็คงจะคิดเช่นนี้อยู่เหมือนกัน แต่ข้อที่สามน่ะสิ ที่ทำให้ผมต้องรีบเขียนจดหมายฉบับนี้โดยไว ด้วยเพื่อนของผมคนนี้แม้ดูภายนอกแล้วจะเป็นคนใจเย็นยะเยือก และมีอารมณ์ขัน แต่ก็มักจะมีอารมณ์ฉุนเฉียว ยอมเสียงและแลกบางอย่างด้วยข้ออ้างว่าศักดิ์ศรีเสมอ เขามักเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่ามีเรื่องทำเลาะกับคนโน้นคนนี้เป็นประจำ ผมกลัวว่าเมือไปเจออำนาจมืดในสภาพแวดล้อมที่เขาเพิ่งได้เจอะเจอที่บ้าน (หลังจากใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็ก) อาจจะทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดก็ได้

นอกจากนี้ ก็ทำให้อดคิดแบบเค รียดๆ ไม่ได้ว่านี่คงจะเป็นช่วงเวล าสำคัญที่ทำให้เพื่อนผมคนนี้ก้าวจาก "เด็ก" เป็น "ผู้ใหญ่" อย่างเต็มตัว เพราะที่บ้านให้เขาเป็นคนวางแผนสร้าง ดูแล และบริหารตลอดครบจนจบกระบวน นึกแล้วก็น่าใจแป้วเหมือนกัน เพราะการที่เขามีีหน้าที่ความรับผิดชอบอยู่ต่างจังหวัดเช่นนี้ ย่อมทำให้ผมกับเขาได้เจอะเจอกันน้อยลง คิดถึงกันที ไม่ใช่แค่โทรกรื้งสองกริ้งแล้วมาเจอกัน แต่นี่หมายถึงความห่างไกล

เมื่อเพื่อนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ทำให้ย้อนกลับคิดมาวางแผนชีวิตที่ยังไม่มั่นคงของตัวเองเหมือนกัน

---
เ มื่อคิดได้้ว่าจะเขียนเรื่องเยินยอเพื่อนแล้ว แต่ก็ยังไม่วายมีเรื่องให้คิดไตร่ตรองดูอีก ผมกำลังชั่งน้ำหนักดูว่าจะนำ "เรื่อง" นี้ไปลงที่ไหนดี

ปัญหาคาใจมีอยุ่ว่า ผมค วรจะเก็บ "เรื่อง" นี้เป็นเพียง "ส่วนตัว" หรือทำให้เป็น "สาธารณะ" อย่างไหนดีกว่ากัน การทำให้เป็นเรื่องสาธารณะ คือทำให้คนอื่นอ่าน ย่อมจะทำให้เพื่อนภูมิใจตามความรู้สึกนึกคิดของ "มนุษย์" คนหนึ่งที่พึงมี หากแตก็ทำใหต้องคิดดีๆ ว่าจะมีประโยชน์เพียงพอสำหรับที่ "มนุษย์" คนอื่นจะอ่านหรือไม่

น อกเหนือไปจาก จะร่อน "เรื่อง" พร้อม "จดหมายฉบับนี้" ไปให้เพื่อนคนนี้โดยเร็ว ผ่านโลกอันน่าเหลือเชื่อของไซเบอร์สเปซ ผมพอมีพื้นที่สำหรับลงเรื่องนี้อยู่สองสามที ได้แก่ หนึ่ง เวปรุ่น สอง บล็อกแห่งนี้ และสาม คอลัมน์ออนไลน์

ผู้ที่ผ่านมาทางนี้ โปรดแนะนำผมด้วย ผมกำลังสับสน และขอถามด้วยใจจริง จักขอบคุณมาก

Friday, June 03, 2005

ผมไม่อยากเป็นคนแก่

นี่คือบทความที่ผมตั้งใจเขียนลงคอลัมน์ "การเดินทางครั้งนี้ไม่ธรรมดา" ในผู้จัดการออนไลน์สำหรับสัปดาห์ที่จะถึงนี้้

ทว่า 5 นาทีก่อนส่ง ผมตัดสินใจทิ้งบทความชื้นนี้ และเขียนบทความชิ้นใหม่ขึ้น

ก ารตัดสินใจในครั้งนี้เป็นเพราะ บทความที่ผมเพิ่งเขียนขึ้นกับมือไม่เป็นที่พอใจกับตัวเองอย่างหนักหนาเอาการ ทั้งนี้เพราะรู้สึกได้ชัดว่าผมเขียนแบบคนแก่ เขียนไปก็บ่นไปจนน่ารำคาญ (เหมือนบทความสองชิ้นล่าสุด)

ข อให้ภูมิหลัง (ที่ทำงานของผมเขาชอบใช้คำนี้กันครับ) สักหน่อยว่า ผ มถือว่าหนังสือพิมพ์ออนไลน์็เป็นครูคน สำคัญในการสอนผมเขียนหนังสืออย่างที่ ควรจะเป็น ผมอยากเป็นคนเขียนหนังสือได้พอใช้ กระชับ ได้ใจความความ และใช้เวลาในการเขียนน้อย การเขียนออนไลน์สอนให้ผมมีวินัย เพราะต้องเขียนส่งทุกสัปดาห์ อีกยังได้ผลตอบรับกลับจากคนอ่าน (บางคน) และที่สำคัญที่สุด นักเขียนฝึกหัดอย่างผมก็คงไม่ได้มีโอกาสไปเขียนในหนังสือพิมพ์จริง เพราะความสามารถไม่ถึงด้วยประการทั้งปวง

ท ่านที่ผ่านมาทางนี้ โปรดอ่านบทความแบบคนแก่ของผมหน่อยเิถิืดครับ แล้วช่วยกันโกหกพกลมเพื่อความสบายใจของผมหน่อยครับ ว่าผมมิได้เขียนแบบคนแก่แต่ประการใดเลย

ผมพยายามจะโกหกและหลอกตัวเองมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
---
เรื่อง (งูๆ) ปลาๆ
2 มิถุนายน 2548

ว่ากันว่า การเลี้ยงปลานั้นเป็นงานอดิเรกที่ฝรั่งให้ความนิยมเป็นอันดับต้นๆ รองจากการถ่ายรูปไม่มาก

เ มื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมงานสัมมนาประจำปีของสมาคมผู้เลี้ยงปลาหัวตะกั่วแห่งประ เทศอเมริกา (American Killifish Association) ที่จัดขึ้นในเมืองวอชิงตันดีซี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านในมหานครนิวยอร์ก นั่งรถทัวร์สบายๆ เพียงสี่ชั่วโมงก็ไปถึงเมืองหลวงได้แล้ว ผมถือเป็นโอกาสเปิดหูเปิดตาตัวเอง อยากดูสิว่าฝรั่งเขาทำ “เรื่องลำลอง” อย่างงานอดิเรกให้เป็นเรื่อง “มีสาระ” กันอย่างไร และมีอะไรบ้าง

ปลา หัวตะกั่ว หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “คิลลี่ฟิช” นี้ประกอบไปด้วยปลากหลากหลายชนิด ชื่อว่าคิลลี่ฟิช ดูเหมือนโหดร้ายทารุณ แต่จริงๆ แล้วคำว่าคิลลี่นั้นแผลงมาจากภาษาเยอรมัน ซึ่งใช้เรียกปลาน้อยที่อาศัยอยู่ในลำธาร ฝรั่งเขาใช้เรียกปลากลุ่มหนึ่ง ที่ส่วนใหญ่มีสีสันจัดจ้าน ออกลูกเป็นไข่ บ้างก็แปะไข่ซ่อนไว้ตามพืชน้ำริมตลิ่ง บ้างก็ไข่ไว้ในดิน

ส ิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับปลาหัวตะกั่วบางชนิดอยู่ที่วงจรชีวิตของมันซึ่งใช้เว ลาส่วนหนึ่งอยู่ในน้ำ และส่วนหนึ่งอยู่ในดินชื้น ปลาตระกูลหัวตะกั่วโดยเฉพาะที่มาจากประเทศแถบแอฟริกา และอเมริกาใต้ จะมีชีวิตและออกลูกโดยฝังไข่หลายร้อยฟองไว้ในโคลนดินยามหน้าฝน พอน้ำลดแห้งลงในหน้าแล้ง พ่อแม่ปลาก็จะตายไป ทิ้งไว้แต่ไข่ในดินแห้งเพื่อรอฟักยามฝนมาเยือนในฤดูกาลหน้า มีรายงานว่าเจอปลาเหล่านี้ตามร้อยปลักควาย หรือตามรอยเท้าช้างในป่าลึก เป็นอัศจรรย์ของธรรมชาติจริงๆ

หากไม่นับการจัดประมูลปลาในวันที่สองแ ล้ว การสัมมนาประจำปีจริงๆ ในครั้งนี้ก็จัดขึ้นหนึ่งวันเต็มๆ ใ นช่วงเช้ามีการนำปลาที่เข้าร่วมประกวดออกมาแสดง ขายสลากชิงรางวัลซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์การเลี้ยงปลา และพบกลุ่มย่อยของผู้สนใจปลาหัวตะกั่วในกลุ่มต่างๆ ตั้งแต่กลุ่มปลาหัวตะกั่วที่ไข่ในดินดังที่เพิ่งเล่า ปลาหัวตะกั่วจากทวีปอเมริกาใต้ ปลาหัวตะกั่วที่พบในอเมริกา และปลาหัวตะกั่วที่พบในแถบเอเชีย ซึ่งรวมปลาหัวตะกั ่วชนิดเดียวที่พบในประเทศไทยด้วย ฯลฯ กลุ่มย่อยนักเลี้ยงปลาแต่ละกลุ่มจะมานั่งสุมหัวพูดคุยกันเกี่ยวกับประสบการณ ์ในการเลี้ยงและการเพาะพันธุ์ รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของปลาแต่ละชนิดในธรรมชาติ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงปลาหัวตะกั่วแต่ละกลุ่มชนิดเป็นผู้ดำเนินการ สนทนา

เ วลาในช่วงบ่ายเริ่มมีสีสันขึ้นบ้าง มีกำหนดการที่อัดแน่นไปด้วยการบรรยายหลายหัวข้อ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องสภาพในธรรมชาติและสถานะของการใกล้สูญพันธุ์ของปลาห ัวตะกั่วแต่ละชนิด ไฮไลท์ของวันอยู่ที่ประสบการณ์การไปจับปลาหัวตะกั่วในประเทศกาบองของนักเลี้ ยงปลาชาวสวิสเซอร์แลนด์คนหนึ่งที่ทางสมาคมฯ เชิญมาบรรยาย นอกจากนี้ยังมีการประชุมถึงทิศทางการดำเนินของสมาคมแบบเปิด นั่นคือให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางก ารดำเนินงานของสมาคมฯ ได้

ส มาคมปลาหัวตะกั่วฯ แห่งนี้มีแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน คือ มุ่งส่งเสริมให้สมาชิกแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ อีกยังมุ่งให้เข้าใจสภาพธรรมชาติของปลาหัวตะกั่วแต่ละชนิดในธรรมชาติ โดยเสนอว่าการนำมาปลามาเลี้ยงนี้สามารถเป็นแนวทางหนึ่งในการรักษาไว้ซึ่งชนิ ดพันธุ์ปลาที่กำลังได้รับอันตรายในธรรมชาติ โดยเฉพาะจากการสูญเสียแหล่งอาศัย ซึ่งมักมาควบคู่กับแนวคิดด้านการพัฒนา โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย สมาคมนี้เขาคัดค้านการผสมข้ามสายพันธุ์กัน หรือแม้แต่ผสมข้ามแหล่งอาศัยในธรรมชาติอย่างสุดตัว

โ ดยรวมแล้ว ผมชอบใจกับทุกประสบการณ์ที่ได้พบเห็นและเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสัมมนาขอ งสมาคมฯ ของผู้ที่เพียงเลี้ยงปลาเป็นงานอดิเรกมาก แต่ที่ประทับใจที่สุดเห็นจะเป็น สาระที่ผมได้เข้าประชุมแบบเปิดของสมาคมฯ ที่สมาชิกเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยมีประธานสมาคมเป็นผู้ดำเนินการสนทนาแบบที่ฝรั่งเรียกว่าการประชุมโต๊ะกลม สมาชิกได้พูดคุยกันถึงแนวทางของสมาคมฯ ในอนาคต ซึ่งรวมไปถึงการดำเนินงานของสมาคม และการตอบแทนสังคมโดยเฉพาะในด้านการอนุรักษ์ เขาพูดคุยกันอย่างลึกซึ้ง เป็นเหตุเป็นผล และสร้างสรรค์

ภ ายในเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งของช่วงระยะการประชุมนี้ มีเรื่องหนึ่งที่สะกิดใจขึ้นมาทันที มีสมาชิกคนหนึ่งยกมือตั้งข้อสังเกตในทำนองว่า “งานอดิเรกธรรมชาติ” (organic hobby) นั้นสามารถเป็นกลไกสร้างจิตสำนึก และผลลัพธ์ของการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภายภาคหน้าอย่างมีประสิทธ ิภาพ (ประหยัดและถูก) และมีประสิทธิผล (ส่งผลในวงกว้าง) นับว่าเป็นข้อสังเกตที่อธิบายว่าจะทำเรื่องส่วนตัวให้เป็นเรื่องที่มีผลต่อส ่วนรวมได้อย่างไรได้ดีทีเดียว

ก ารที่คนๆ หนึ่งมีงานอดิเรกธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงปลา เลี้ยงหมา เลี้ยงแมว หรือการดูนกตกปลา อีกทำสวน ดำน้ำ เดินป่า ฯลฯ ย่อมจะทำให้เขาได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ จนสามารถรู้สึกได้ถึงความสำคัญของธรรมชาติ และมีจิตใจที่จะรักษาไว้ซึ่งธรรมชาตินั้นๆ อย่างเข้าอกเข้าใจ ผมเห็นว่างานอดิเรกธรรมชาตินี้สามารถใช้เป็นปัจจัยในการคาดเดาอนาคตของสังคม หนึ่งๆ ว่าจะเป็นสีเขียวสดใสงดงามเพียงใดได้ดีทีเดียว

ใ นสังคมปัจจุบันที่เริ่มเข้าสู่การเป็นเมืองเข้าทุกวันเช่นนี้ ผมเห็นว่าการให้คุณค่าต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติอย่างไม่มีเงื่อนงำแอบแฝงนี ้เป็นเรื่องที่ควรตระหนักอย่างยิ่ง ตามธรรมดาแล้ว คนชนบทที่อยู่อาศัยพึ่งพิงกับธรรมชาติย่อมเห็นความจริงในข้อนี้ดี เพราะป่าเขาลำเนาไพรนั้นแยกออกจากชีวิตเขาไม่ได้

ห ลายครั้งผลร้ายที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่เกิดจากความไ ม่ตั้งใจ แต่นั่นก็มิใช่ข้ออ้างที่ควรแก่สังคมจะรับไว้ได้ ความไม่ตั้งใจนั้นเกิดไม่ได้เกิดขึ้นจากอะไรอื่นนอกจากความไม่ใส่ใจ และความรู้สึกว่าปัญหานั้นเป็นเรื่องไกลตัว ในทางหนึ่งงานอดิเรก (ซึ่งเป็นกิจกรรมของคนเมือง) ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติดังที่ได้กล่าวมานี้ดูจะเป็นความหวังที่ทำให้ความห ่างไกลของวิถีมนุษย์และธรรมชาติเข้าใกล้ขึ้นบ้าง

ส มาชิกของสมาคมปลาหัวตะกั่วคนหนึ่งเคยเป็นครูสอนในโรงเรียนประถมฯ ของอเมริกาอีกให้ข้อสังเกตว่า วิชาวิทยาศาสตร์ที่สอนกันในหลักสูตรส่วนใหญ่นั้นให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ ทางชีววิทยาน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นการพูดถึงเรื่องทางฟิสิกส์ เคมี หรือภูมิศาสตร์ สมาชิกอีกคนหนึ่งเล่าว่าในชุมชนของเขาเพิ่งสร้างโรงเรียนประถมฯ เสร็จด้วยงบประมาณถึง 38 ล้านเหรียญ แต่เหตุใดไม่ยักมีตู้ปลาให้เด็กได้เรียนรู้ชีวิตสัตว์อย่างง่ายดายบ้าง

ส มาชิกคนอื่นๆ ยกมือแสดงความเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกันว่า การส่งเสริมงานอดิเรกธรรมชาติเป็นเรื่องที่จะต้องปลูกฝังในวัยเด็ก โดยเฉพาะช่วงอายุ 5-7 ข วบ ซึ่งเป็นเวลาที่เด็กมีพัฒนาการและเรียนรู้ได้ดี เราจะเริ่มปลูกเมล็ดพืชหวังผลให้เกิดความดีงามของมนุษย์ต่อธรรมชาติเรื่องนี ้กันอย่างไร ทุกคนเห็นพร้อมกันว่าต้องผ่านที่บ้าน และโรงเรียน ซึ่งเป็นสถาบันกล่อมเกลาทางสังคม ที่มีอิทธิพลต่อเด็กในวัยนี้มากที่สุด

เ มื่อได้ยินได้ฟัง ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องนี้แล้วก็ชวนให้ย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องของ เพื่อนเลี้ยงปลาชาวมาเลเซียของผมคนหนึ่ง นอกจากเขาจะเป็นนักดูนกชั้นแนวหน้าของมาเลเซียแล้ว ยังเป็นนักสำรวจและเลี้ยงปลาน้ำจืดโดยเฉพาะปลาท้องถิ่นฝีมือฉกาจอีกด้วย

ห นึ่งปีเต็มพอดีที่ผมเจอเขาครั้งล่าสุด ตอนนั้นผมเพิ่งเข้าทำงานใหม่ๆ แต่ก็ตัดสินใจอย่างฉับพลันว่าจะขอลาหยุดไปเดินป่าฝนเขตร้อนบนเกาะบอร์เนียวต ามความมุ่งมั่นในวัยเด็กก่อนสักครั้ง โดยเฉพาะในเวลาที่ยังมีกำลังกายและใจ อยู่ในช่วงชีวิตวัยหนุ่มเช่นนี้ อีกยังกลัวว่าชีวิตการทำงานจะปิดโอกาสนี้เสียในอนาคตที่ต้องมีภาระหน้าที่คว ามรับผิดชอบอย่างเต็มตัว

เ พื่อนจีนมาเลย์อายุแก่กว่าผมมากกว่าหนึ่งรอบคนนี้มารับผมที่สนามบินเพื่อไปจ ับปลาทันทีเมื่อเครื่องบินเที่ยวกลับจากเมืองกูชิงในรัฐซาราวัคแล่นลงแตะรัน เวย์ของสนามบินชานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เขาพาผมนั่งรถขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าไปยังป่าพรุที่อยู่ห่างออกไปราวชั่วโมงกว่ า นั่งคุยกันสนุกสนานระหว่างทางจนรู้สึกเหมือนไม่นาน สักพักเขาก็เลี้ยวรถออกจากทางด่วน แล้วลัดเลาะไปตามชนบทถิ่นมาเลย์ ริมสองข้างทางครึ้มไปด้วยสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผลผลิตส่งออกหลักของประเทศ เขาเล่าให้ผมฟังว่าอย่างนั้น

ส ักพักเขาก็หยุดรถจอดหน้าลำธารข้างถนน และบอกผมว่านี่เป็นที่ประจำที่เขามักมาจับปลากัดเฉพาะถิ่นชนิดหนึ่งที่พบเจอ แต่ในบริเวณที่เดียวในโลก ลำธารที่ว่านี้มีน้ำสีดำใสเหมือนชา อันเป็นลักษณะสำคัญที่จะบอกว่านี่เป็นบริเวณป่าพรุ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ มีเศษใบไม้แห้งร่วงหล่นทับถมกันจนทำให้น้ำเป็นสีดำเช่นนี้ นอกจากปลากัดที่เขาจะพาผมมาดูแล้ว เขายังชี้ให้ดูปลาซิวตัวจิ๋ว ซึ่งเมื่อมองจากด้านบนจะเห็นจุดเล็กสีแดงที่หัวน่าแปลกตา เขาบอกว่าปลาซิวนี้เป็นปลาซิวชนิดใหม่ และกำลังอยุ่ในระหว่างการบรรยายลักษณะทางอนุกรมวิธานโดยนักมีนวิทยาด้วย

เ มื่อเดินไปรอบๆ ผมก็ยังสังเกตเห็นพืชน้ำในตระกูลไส้ปลาไหล ซึ่งมีลักษณะเป็นเหง้าฝังอยู่ใต้ดินและออกดอกคล้ายบัว ผมรู้มาว่าต้นไม้น้ำชนิดนี้พบได้ในที่จำกัด เฉพาะในแหล่งลำธารและแอ่งน้ำบริเวณป่าพรุเท่านั้น

เ ขาบอกว่าเมื่อตะกี้เขาเกือบจะขับผ่านไปแล้ว เพราะดูไม่คุ้นตาพิกล พร้อมกันก็ได้ชี้ให้ผมดูรถตักดินคันใหญ่ที่กำลังเตรียมพื้นที่ป่าพรุซึ่งเป็ นที่เขาเคยย่ำสำรวจปลาในครั้งก่อน เขาเล่าต่อว่าสวนปาล์มน้ำมันกำลังขยายกว้างออกมาเรื่อยๆ พื้นที่ในรอบบริเวณนั้น แม้จะดูเขียวขจี แต่ผมก็รู้สึกว่าเป็นความเขียวขจีแบบประหลาดๆ เพราะความรู้สึกเต็มไปด้วยต้นไม้นั้นคือภาพของใบปาล์มดูเหมือนกันไปหมด ไม่เหมือนสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่หลากหลายอย่างที่คุ้นตาเลย

ห ลังจากนั้น ผมก็ได้ยินเพื่อนมาเลย์คนนี้บ่นพร่ำตลอดเวลาถึงการบุกรุกของสวนปาล์มน้ำมันท ี่เขาพอจะคาดเดาได้ ผมถามเขาว่าทำไมถึงไม่ทำอะไรสักอย่างล่ะ จะปล่อยไว้อย่างนี้หรือ

ค ำตอบที่ผมได้รับฟังแล้วเหมือนตลกร้าย เขาบอกว่าไม่มีใครคิดอย่างเขาหรอก คนอื่นเขาทำปาล์มน้ำมันกันรวยๆ ทั้งนั้น อีกยังเป็นเรื่องที่รัฐบาลของเขาสนับสนุนอีกด้วย กะอีแค่ปลาตัวเล็กๆ แบบนี้ใครจะไม่สนใจ เขาก็อ้างได้ว่าปลาแบบนี้ที่อื่นก็มี อยู่ในน้ำใสๆ ดำๆ แบบนี้ล่ะ แต่ก็หารู้ไม่ว่าปลาในแต่ละที่นั้นแตกต่างกันมาก ปลาในที่นั้นก็อาจจะเป็นคนละชนิดกับที่เห็นอยุ่ในนี้อย่างแน่นอน

ปลา ยเดือนที่แล้ว ผมได้รับจดหมายอิเลคทรอนิกส์จากเขา เพื่อนชาวมาเลย์ของผมคนนี้ส่งข้อความสั้นๆ มาเล่าว่า “บ ริเวณป่าพรุที่เราไปจับปลากันในวันนั้น ตอนนี้หายไปแล้ว เมื่อตอนต้นปี เขากับนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่งกลับไป และเห็นพื้นที่เหล่านั้นโดนถางจนเรียบโกร๋นเป็นนรก เขารู้สึกเซ็งมาก”

ค งไม่มีใครตอบได้หรอกว่าจะเลือกอะไร ระหว่างการเปลี่ยนพื้นที่ป่าพรุที่ว่าเป็นสวนปาล์มน้ำมันดังที่เป็นอยู่ กับการเก็บไว้ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาตัวน้อย และอีกหลายสรรพชิวีตในธรรมชาติ

แ ต่ถ้าให้นักท่องธรรมชาติตัวจริงอย่างเพื่อนของผมคนนี้เป็นคนตัดสินใจเลือก เขาย่อมที่จะเลือกอย่างหลังที่จะเก็บธรรมชาติไว้อย่างที่มันควรจะเป็นมากกว่ า

เราจะเลือกแนวทางไหน มีวิธีที่จะสอนและปลูกฝังให้เข้าใจกันได้ไม่ยาก วิธีที่ว่าจะช่วยให้เรามองและปฎิบัติต่อธรรมชาติอย่างเขาอกเข้าใจ

“งานอดิเรกธรรมชาติ เริ่มได้ที่ตัวเอง” ผมจะตอบว่าอย่างนี้ ฟังแล้วดูเหมือนโฆษณาไหมล่ะครับ

Wednesday, June 01, 2005

หายไปในอากาศอีกแล้ว

ผมไม่ไว้ใจบล็อกอีกแล้ว ผมเพิ่งเขียน "บทเรียนจากการย้ายบ้าน" เสร็จ แต่มันก็หายไปในอากาศเช่นเคย

ผมจะไม่เขียนมันเป็นรอบที่สอง เพราะผมไม่ชอบทำอะไรซ้ำซาก

บทเรียนจากการย้ายบ้าน

ผมเพิ่งย้ายบ้านเสร็จ ย้ายบ้านคราวนี้สนุกและเป็นไปได้ด้วยดี

แม้จะไม่ได้วางแผนแบบเป็นชิ้นเป็นอัน แต่การเตรียมตัวเตรียมใจ อีกศึกษากลยุิทธ์ ก็ทำให้การย้ายบ้านครั้งทีสามของผมนี้เป็นไปได้ด้วยความราบรื่น ลื่นไหลจนไม่เชื่อว่านี่คือสิ่งที่ผมประหม่า่ และหวาดกลัวในห้วงเวลาก่อนที่การย้ายบ้านจะเกิดขึ้นจริงๆ

บางครั้งแผนการของเรา เพียงแค่เตรียม "หัวใจ" ให้พร้อม แค่นี้ก็เกินพอแล้ว

"หัวใจ" ที่เตรียมพร้อม และแกร่งกล้า คือ สิ่งสำคัญของมนุษย์ วันนี้ผมได้พิสูจน์กับตัวเองแล้วว่า แม้กายจะเหนื่อยล้าเพียงใด หากหัวใจยังเข้มแข็ง การงานใดๆ ที่หวังมุ่งก็จะสำเร็จได้ตามปรารถนา

ตอนเป็นเด็กผมเล่นรักบี้อย่างเอาเป็นเอาตาย ฝึกฟิตซ้อมมาอย่างดีเยี่ยม ตื่นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง วิ่งรอบโรงเรียน 10 รอบก่อนเข้าเรียนตอนเจ็ดโมงตรง ข้าวเช้าก็อุดมไปด้วยอาหารห้าหมู่ เพิ่มความฟิตเปรี้ยะด้วยไข่อีกสองสามฟอง พออาหารว่าง ก็กระดกนมกล่องไทย-เดนมาร์กอีกหนึ่งลิตร พอข้าวกลางวันก็เช่นเดิมอาหารพร้อมเสมอ การซ้อมตอนเย็น นอกจากจะเป็นการฝึกกำลังแล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยการฝึกเทคนิควิธีทางๆ ทั้งแบบส่วนตัวและของทีม

ก่อนลงแข่งขัน ไม่ต้องบอกก็ูรู้ว่า ร่างกายของเรานั้นพร้อมมากเพียงใด แ่ต่พอผลการแข่งขันออกมา นอกจากจะชนะแ้ล้ว เราก็มักแพ้บ่อยๆ เหมือนกัน พอแล้วก็มีคนบอกว่าเรายังฟิตไม่พอ ต้องวิ่งเพิ่มอีก ต้องซ้อมมากขึ้นอีก แต่บางครั้ง แม้จะซ้อมแล้วซ้อมอีก แต่ก็ยังไม่ชนะสักที ผมสงสัยกับตัวเองว่าทำไม เราไม่เก่งหรือ

แต่มีอยุ่ครั้งหนึ่ง เราเตรียมทีมได้ห่วยแตกมาก เวลาซ้อมก็มาเล่นกัน วิ่งก็วิ่งไม่มาก แต่ทำไมเราถึงชนะได้ เพราะในทีมมีคนเก่งฉกาจด้วยฝีมือและลีลาหรือ ผมก็มักสงสัย

การย้ายบ้านคราวนี้ให้คำตอบกับผมว่า เพราะหัวใจต่างหากที่สำคัญที่สุด หากไม่มี "หัวใจ" ให้กับการกระทำสิ่งใดแล้ว แม้ร่างกาย หรือทรัพยากรอื่นๆ จะพร้อมสรรพเพียงใด การงานนั้นก็มิวันจะสำเร็จลุล่วงลงไปได้เลย

ผมดีใจที่ผมได้พิสูจน์ให้รู้กับตัวเองแล้วว่า ผมก็เป็นคนมี "หัวใจ" เหมือนกัน
----

เวลาที่ใช้ทั้งหมดในการย้ายบ้านครั้งนี้ นับได้แล้วไม่ถึง 15 ชั่วโมงดี

"การย้ายบ้าน" ในที่นี้ หมายถึงกระบวนการที่เริ่มจากการเก็บของจากบ้านเก่า เอาขยะบ้านเก่าไปทิ้ง เตรียมพร้อมบ้านเก่าใกล้เคียงกับเมื่อย้ายเข้าให้มากที่สุด ขนของจากบ้านเ่ก่าไปบ้านใหม่ คืนกุญแจบ้านเก่า รับกุญแจบ้านใหม่ จนมาสิ้นสุดที่การนั่งเอกเขนกในบริเวณของบ้านใหม่

ผมกลับจากวอชิงตันดีซีมาถึงนิวยอร์กตอนสี่ทุ่มเมื่อคืน และมานั่งเขียนบันทึกฉบับนี้ในเวลาอีกสี่นาทีจะสี่โมงเย็นของวันนี้ (หลังจากเข้าไปกินซับเวย์ที่ไทม์สแควร์ และจัดทำธุระอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการย้ายบ้านมาด้วย)

เมื่อคืนกว่าจะได้เริ่มเก็บของจริงๆ จัง ก็ตีสี่เข้าไปแล้ว ผมเก็บของเสร็จในเวลาสองสามชั่วโมงต่อมา พร้อมๆ กับไปซักผ้าให้เีรียบร้อยเพราะจะได้เก็บเข้ากระเป๋าได้สะดวก ราวเจ็ดโมงกว่า ผมก็งีบหลับไปสักสองชั่วโมง ทั้งๆ ที่อยากจะขนออกไปบ้านใหมเต็มทน แต่ก็เกรงใจเจ้าของห้อง ที่เขาอยุ่ในห้องเก่าของเขาเ็ป็นวันสุดท้าย และผมจะเข้าไปอยู่แทน กลัวเขาจะยังนอนหลับฝันสบาย ในวันที่อาการดีๆ เช่นนี้

หลับๆ ตื่นๆ จนลุกขึ้นเมื่อเวลาราวสิบโมงเช้า ่แล้วจึงทยอยขนกล่องน้อยใหญ่ที่มีอยู่ 7 กล่องออกไปวางไว้หน้าตึก และคิดว่าจะขนของเพียงเท่านี้ในเที่ยวแรก เมื่อเอาของมากองไว้หน้าตึกเรียบร้อยแล้ว ก็วิ่งไปที่ถนนหลักเพื่อเรียกแท็กซี่ซึ่งปกติจะไ่ม่ผ่านหน้าบ้านเก่า เ้พราะเป็นถนนสายเล็ก เมื่อได้แท็กซี่แล้ว ก็มาขนกล่องที่วางไว้ขึ้นไปด้วยความรวดเร็ว

แท็กซี่เจ้าแรกใจดี่ ลงมาช่วยจัดแจงและขนของใส่รถ ด้วยความปากหวานของผมจึงไม่ลืมที่จะชมเขาด้วยใจจริง และพูดคุยกันนิดหน่อยระหว่างทาง ราวสามนาทีก็มาถึงบ้านใหม่ที่อยุ่ห่างออกไปไม่ถึง 10 ถนน ที่มิเตอร์ขึ้นราคา 5 เหรียญ 30 เซนต์ ผมให้แบงค์ยิ่สิบเหรีญ และขอทอน 10 เหรียญ ให้ค่าทิปเกือบเท่าราคามิเตอร์ แต่ก็นี่แหละ เมืองนิวยอร์กที่การให้ทิปไม่ใช่วัฒนธรรม แต่เป็นการบังคับ

พอเสร็จ เจ้าของห้องเก่าก็มาช่วยด้วยใจยินดี ผมต้องขอบคุณ "เอก" เพื่อนคนไทยเจ้าของห้องเก่ามาก เพราะในเมืองใหญ่เช่นนี้ ผมมักจะหาน้ำใจไม่ค่อยได้ คราวก่อนย้ายบ้าน เจ้าของบ้านเก่า (รุมเมทเ่ก่าผมนั่นแหละ -ขอนินทาหน่อย) ยังไม่มากุลีกุจอช่วยอย่างนี้เลย

พอขนของเสร็จ ก็ไปรับกุญแจจากซุปเปอร์ฯ (superintendent -คนดูแลตึก) เอกบอกว่าจะช่วย ผมก็บอกว่าไ่ม่รบกวนดีกว่า ผมทำได้ เที่ยวเมื่อกี้ยังขนของได้เองทั้งหมดเลย ผมไม่ได้หยิ่งยะโสโอหัง หรือคิดว่าตัวเองเก่ง เพียงแต่ไม่อยากจะรบกวนใครเท่านั้น

ผมบอกเอกว่า แทนที่จะช่วย มานั่งคุยกันดีกว่า

คุยกันได้สักพัก เอกก็ได้แสดงน้ำใจขึ้นมาอีกว่าจะช่วย คราวนี้ผมไม่อาจทานทัดได้ จึงยอมให้เอกช่วย และเราก็เดินกันราวสิบห้านาทีไปยังบ้่านเก่าของผม

เที่ยวที่สองนี้ เป็นการขนไมโครเวฟ และตู้ปลาขนาด 24 นิ้ว ที่ภายในจัดเป็นสวนกึ่งบกกึ่งน้ำ หมายใจว่าจะเลี้ยงกบพิษ แต่ก็ยังไม่ได้มีโอกาสสักที ตุ้ปลาทั้งหนัก ทั้งเปราะบาง ของอย่างอื่นก็เป็นของเล็กๆ น้อยๆ ที่เมื่อรวมกันแล้วนั้นไม่เล็กไม่น้อยเลย

ผมทำอย่างเดิม แต่คราวนี้มีเอกช่วยเฝ้าของให้ แท็กซี่คันที่สองนี้น้ำใจไม่ดีเท่าคันแรก แต่ก็ยังดีกว่าคราวย้ายบ้านครั้งก่อนมาก เขาลงมาช่วยจัดให้วางของได้พอดี แต่คราวก่อนน่ะสิ คนขับพี่ข้ารออยุ่ในรถ ปล่อยให้ผมขนจนมือชา ในความหนาวเหน็บ

ไม่นานเราก็ขนของเสร็จ และผมก็ย้ายมาบ้านใหม่อย่างเต็มตัว เอกต้องไปดูละครบรอดเวย์ที่ไทม์สแควร์ตอนบ่ายสองโมง ผมจึงชวนเอกกินข้่าวก่อนทั้งๆ ที่ตอนนั้นก็บ่ายโมงตรงแล้ว เรานั่งแท็กซี่เข้าไปในเมือง และกินแซนวิชยี่ห้อซับเวย์กันด้วยความเอร็ดอร่อย ผมเดินไปส่งเอกที่โรงละครที่อยุ่ไม่ไกล แล้วก็กลับ "บ้านใหม่" ของผมด้วยความลุกลี้ลุกลน


เวลาิสิบห้าชั่วโมงที่ผ่านไป เป็นเวลาที่ผมไม่ได้คิดอะไรอื่นเลย ผมเรียกสภาวะจิตสงบเช่นนี้ว่า สมาธิ