Friday, March 31, 2006

ตลาดปลา



เจ้าบ้านอย่างแลบบิชจัดแผนเที่ยวตลาดให้ทันทีที่ถึงเมืองมาเนาส์ ตลาดสดคือสถานที่สำคัญที่คนชอบดูปลาพลาดไม่ได้ เพราะจะได้เห็นปลาหลากหลายชนิดที่คนท้องถิ่นเอามากินเป็นอาหาร และได้รู้จักกับชื่อท้องถิ่นที่เรียกปลาแต่ละชนิด บางครั้งก็อาจมีหวังได้เห็นปลาแปลกตาที่บังเอิญติดแหติดอวนขึ้นมาด้วย

จากสนามบิน แลบบิชแวะบ้านให้เก็บกระเป๋าและล้างหน้าล้างตา เมื่อถึงบ้าน เขาบอกว่าเรามีเวลาไม่นาน เพราะหากโอ้เอ้แล้วมีหวังตลาดวายไปก่อนแน่ เวลาบ่ายคล้อยถือเป็นสัญญาณบอกเวลาปิดของตลาดที่ทุกคนรู้กัน และแล้วเราก็บึ่งรถออกไปดูปลาที่ตลาด การจราจรเริ่มติดขัดเพราะเป็นเวลาเลิกงานพอดี แลบบิชบอกว่ามาเนาส์และเมืองอื่นๆ ของบราซิลต้องไปเรียนรู้การแก้ปัญหาจราจรจากกรุงเทพฯ เขาเล่าให้ฟังว่ามีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งบอกว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาจราจรมาก ถึงแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยทั้งหมด แต่ก็เป็นเรื่องจริงว่าสภาพปัญหาจราจรบ้านเรานั้นดีขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างรู้สึกได้

แลบบิชจอดรถที่ลานจอดรถเก็บเงิน เขาบอกว่าไม่ค่อยไว้ใจกับคนแถวนี้สักเท่าไร อะไรจะเกิดก็ย่อมเกิดได้ แม้ว่ามาเนาส์จะไม่น่ากลัวเหมือนเซาเปาโลหรือเมืองใหญ่อื่นๆ ของบราซิลที่มีสถิติอาชญากรรมสูงปริ๊ด แต่อย่างไรก็ควรกันไว้ดีกว่าแก้ เสียเงินอีกนิดแลกกับความสบายใจนั้นคุ้มค่ากว่ามาก ทันทีที่ลงจากรถ เราเดินจ้ำพรวดไปตามทางเท้าริมถนนเพื่อรีบไปให้ทันก่อนตลาดวาย ผู้คนบนถนนหนทางเดินกันขวักไขว่ไม่แพ้บนท้องถนน ชีวิตในเมืองมีจังหวะเวลาที่รวดเร็วและมาเนาส์ก็มิใช่ข้อยกเว้น

ตลาดกลางเมืองมาเนาส์สวยไม่ใช่เล่น มองเห็นจากไกลเป็นอาคารสูงโปร่ง โดยรอบเป็นเหล็กดัดลวดลายชดช้อย ตลาดสดแห่งนี้เป็นตลาดเก่าตั้งแต่สมัยมาเนาส์ยังเฟื่องฟูจากอุตสาหกรรมยางพารา ว่ากันว่าเหล็กที่ใช้สร้างอาคารแห่งนี้นำเข้ามาจากอังกฤษ ซึ่งหมายถึงคุณภาพเหล็กชั้นดีและฝีมือชั้นเยี่ยมของนายช่างขนานแท้ เสียดายที่ตลาดในอาคารแห่งนี้วายไปเสียก่อนที่เราไปถึง เราคงมาถึงเย็นเกินไป แลบบิชพร้อมคัดสันลูกศิษย์เอกพาเดินลัดเลาะเข้าไปตามตรอกซอกซอยเพื่อไปยังตลาดอีกหลังหนึ่งที่ขายเนื้อปลาโดยเฉพาะ

เมื่อเดินมาถึงตลาดปลาอีกแห่ง โชคดีที่ยังมีปลาวางขายกันอยู่แม้หลายเจ้าจะเก็บของปิดร้านไปบ้างแล้ว น่าสังเกตว่าคนขายของในตลาดที่นี่โดยมากมักเป็นผู้ชาย และเป็นผู้ชายพุงใหญ่เสียด้วย พ่อค้าปลามีเครื่องแบบมาตรฐานเป็นเสื้อคลุมขาวเปิดอกไม่ติดกระดุม คล้ายนัดกันใส่มาหรือเป็นข้อบังคับเมืองไม่สู้จะรู้ได้ เครื่องแบบอีกชุดคือไม่ใส่เสื้อ เผยสัดส่วนด้านบนจากเอวขึ้นมาที่ดูอิ่มหมีพีมันพุงใหญ่ให้เห็นกันชัดๆ เมื่อยิ้มก็เห็นฟันทองสะท้อนกับแสงไฟจากหลอดไส้ที่ห้อยย้อนลงมาจากเพดานสูงโปร่ง

ตลาดที่นี่คล้ายตลาดสดแบบบ้านเรา มีแท่นขายของหล่อด้วยปูนเป็นแถวเป็นแนว มีทางระบายน้ำอยู่ริมขอบแต่น้ำก็ยังนองเจิ่งเดินเฉอะแฉะเป็นสัญลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ของตลาด ปลาที่วางขายอยู่บนแท่นมีตั้งแต่ตัวใหญ่เกือบเมตร ไปจนถึงปลาตัวเล็กเท่าปลาหมอ ปลาครึ่งหนึ่งที่วางขายอยู่เป็นปลาที่ผมรู้จักดี โดยมากเป็นปลาเลี้ยงปลาสวยงามในบ้านเรา เมื่อมาเห็นนอนแน่นิ่งรอคอยเป็นอาหารของคนท้องถิ่นเป็นสิบๆ ร้อยๆ ตัวเช่นนี้จึงเป็นภาพที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจไม่ใช่น้อย

ปลามังกรเงินหนวดยาวหรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า "อโรวานา" เป็นปลาเนื้อดีราคาแพงพอๆ กับ "พิรารูคู" นักเลี้ยงปลาสวยงามบ้านเรารู้จักกันในชื่ออะราไพมา หรือปลาช่อนยักษ์อะแมซอน ปลาพิรารูคูนี้ตัวใหญ่ยาวเป็นเมตร ที่ตลาดปลามีขายทั้งที่เป็นเนื้อสดแล่เป็นชิ้น และแบบตากแห้งขายเป็นม้วน ปลาใหญ่อีกชนิดที่เป็นอาหารหลักของคนท้องถิ่นก็คือ "แทมบากิ" เป็นปลาตัวกลมใหญ่หนักเป็นสิบกิโล แลบบิชเล่าว่าปลาแทมบากิที่เห็นวางขายส่วนใหญ่เป็นปลาเลี้ยง ส่วนปลาอื่นๆ นั้นล้วนเป็นปลาที่จับมาจากแม่น้ำทั้งนั้น

ปลาขนาดเล็กลงมาที่คุ้นตามีทั้งปลาออสก้า ปลาปาคู ปลาซิลเวอร์ดอลล่า และปลาพีคอกแบส ปลาออสก้าสีดำมีปานแดงประปรายตามลำตัวเป็นปลาสวยงามเลี้ยงง่ายที่นิยมในบ้านเรามาตั้งแต่ไหนตั้งแต่ไร ปลาปาคูเป็นปลาตัวกลมที่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นปลากินเนื้ออย่างพิรันย่า ปลาปาคูนี้เลี้ยงง่ายจนหน่วยงานราชการไทยเคยส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงเป็นล่ำเป็นสัน น่าเสียดายที่เนื้อปลาปาคูจืดชืดไม่ถูกปลาคนไทยจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมสักเท่าไร

ปลาซิลเวอร์ดอลล่าเป็นปลาตัวกลมอีกชนิดแต่มีลำตัวมันเงาเป็นเงินคล้ายเหรียญเงินของอเมริกา พ่อค้าปลานำมาขายโดยร้อยกันเป็นพวง เวลาซื้อก็ซื้อยกทั้งพวง นำมาชั่งกิโลแล้วคิดราคาตามน้ำหนัก ส่วนปลาชนิดสุดท้ายคือพีคอกเพสนั้นเป็นปลาต่างถิ่นที่เห็นได้บ่อยๆ ในแหล่งน้ำธรรมชาติที่เมืองไทย ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำลังคุกคามระบบนิเวศน์บ้าน ว่ากันว่าปลาพีคอกเบสนั้นเป็นปลาที่นักตกปลาชื่นชอบเพราะกินเหยื่อดุดันและต้องเย่อแรง ปลาพีคอกเบสจึงถูกปล่อยไปในแหล่งน้ำธรรมชาติเพิ่อเอาใจนักตกปลา แลบบิชเล่าให้ฟังว่าปลาพีคอกเบสที่เห็นกันอยู่นี้ก็ไม่ใช่ปลาท้องถิ่นของพื้นที่แถบมาเนาส์เช่นกัน แต่ก็มีให้เห็นกันทั่วไป ดูเหมือนว่าพีคอกเบสจะลุกลามแหล่งน้ำท้องถิ่นไปทั่ว

พ่อค้าขายปลาแล่ปลาให้ลูกค้าพร้อมนำไปทำอาหารได้ทันที สำหรับปลามีเกล็ดอย่างพาคูหรือซิลเวอร์ดอลล่า พ่อค้าจะขอดเกล็ดบางๆ ออกแล้วใช้มีดคมเฉือนตัวปลาเป็นริ้วๆ ถี่ๆ ตามแนวขวางตัวปลา สำหรับปลาใหญ่อย่างอโรวานาหรือพิรารูคูก็ขายเป็นชิ้นคล้ายปลาเค็มที่บ้านเรา ส่วนปลาที่มีขนาดเล็กลงมาหน่อยก็เป็นพวง หรือไม่ก็ขายเป็นตัวตามน้ำหนัก ให้เลือกซื้อกันตามความพอใจ เรื่องความสดนั้นคงต้องรับประกันได้ เพราะห่างออกไปไม่กี่เมตรก็คือแม่น้ำริโอนีโกร และท่าเรือขึ้นปลาแล้ว เรื่องย้อมแมวย้อมปลากันคงไม่มี

ปลาถือว่าเป็นแหล่งอาหารโดยเฉพาะโปรตีนสำคัญที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์สำหรับคนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำในป่าอะแมซอน รัฐาลบราซิลห้ามมิให้ส่งออกปลาใหญ่ที่เป็นอาหารของคนท้องถิ่น ด้วยเกรงว่าผลประโยชน์ทางธุรกิจจะเบียดบังจนทำให้ประชาชนกินอยู่ด้วยความอัตคัด แต่ชาวมาเนาส์ก็ดูเหมือนจะไม่โปรดปรานอาหารจำพวกปลาเท่าไรนัก เนื้อสัตว์โดยเฉพาะหมูและเนื้อวัวดูเหมือนว่าจะเป็นที่ชอบอกชอบใจของพวกเขามากกว่า เวลาที่ได้กินข้าวกับคนท้องถิ่น สังเกตได้ว่าอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ถือเป็นอาหารชั้นเลิศ ผิดกับปลาที่ถูกจัดอันดับให้เป็นเพียงแค่เป็นอาหารพื้นๆ อยู่ท้ายสุดของความเอร็ดอร่อย

ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่อยู่ในเขตอะแมซอน เด็กโตในเมืองไกลแม่น้ำเช่นผมจึงเปรมปรีย์ไปกับการกินปลาด้วยความเอร็ดอร่อย ปลาอะแมซอนทำให้ตัวเองอ้วนท้วมสมบูรณ์ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด Posted by Picasa

Sunday, March 26, 2006

นิวยอร์ก



ต้นเดือนมีนาคม มองออกไปนอกหน้าต่างจากห้องพักชั้นล่างสุดของตึก ปุยหิมะขาวกำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าตกลงมากองเป็นเป็นกองขาวอยู่ทั่วท้องถนน ที่ถนนไม่มีใครเดินสักคนเดียวคงเพราะเป็นเวลาเช้าอยู่ อากาศในยามนี้นั้นหนาวเหน็บ จนผู้คนต้องคิดเป็นครั้งที่สองก่อนตัดสินใจออกนอกบ้าน อีกครู่ใหญ่ ปุยหิมะบางเบาค่อยหายไป คล้ายฝนเม็ดใหญ่กลายเป็นละอองฝนเม็ดเล็ก ประตูเข้ามหาวิทยาลัยที่สามารถมองเห็นได้ชัดจากหน้าต่างบานเดียวกันเริ่มเปิดต้อนรับนักเรียนบ้างแล้ว คราวนี้ผู้คนแต่งตัวกันรัดกุมเต็มอัตรา ดูเหมือนว่าเสื้อหนาหลายชั้นดูเทอะทะ ผ้าพันคอยาวสีสันสดใส หมวกคลุมหัวเหลือแต่เพียงหน้า และถุงมือที่มักสอดเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเป็นสิ่งจำเป็นของคนที่ต้องออกจากบ้านในเวลานี้

ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่ผมเกลียดที่สุด อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ชวนคิดถึงบ้าน คิดถึงทุกอย่างที่เมืองไทย นี่เป็นปีที่สองแล้วที่ต้องมาเผชิญกับฤดูหนาว ช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ระหว่างเดินกลับบ้าน ที่พื้นถนนมีแอ่งน้ำที่ถูกความเย็นจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งบางๆ ที่มองดูใสจากด้านบน เมื่อเหยียบลงไปโดยไม่ตั้งใจ ก็แทบจะลื่นล้มไปข้างหน้า ใจคิดว่าทำไมโชคชะตาถึงได้กลั่นแกล้งกันถึงเพียงนี้ ดูสิดู มาเรียนหนังสือหนักและเครียด ยังต้องมาลื่นล้มในช่วงเวลาที่โศกเศร้าเหงาหงอยจนน้ำตาปริ่มล้นออกมากระทบแก้ม

ผมเดินทางมาถึงมหานครนิวยอร์กตั้งแต่สองปีก่อน มาพร้อมกับความหวังของตัวเองและคนรอบข้างเพื่อไขว่คว้าความสำเร็จการศึกษาอันจะเป็นบันไดไปสู่ความก้าวหน้าในการทำงาน ช่วงเวลาที่มาเรียนต่อของเพื่อนหลายคนเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข ชีวิตทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนเป็นชีวิตที่อิสระ มีเสรีภาพทั้งทางความคิดและการกระทำ ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยได้ทำ ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยได้เห็น ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ นอกจากนี้ หลายคนยังได้ใช้ชีวิตในดินแดนที่โอกาสทางเศรษฐกิจนั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง จะมองไปทางไหนก็มีช่องทางหาเงินและช่องทางใช้เงิน หลายคนทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย รายได้ต่อวันนั้นคิดเกือบเท่ากับทำงานที่เมืองไทยทั้งเดือน ใครเล่าจะไม่มีความสุข

ชีวิตในฝันของหลายๆ คนกลับเป็นชีวิตที่เหงาหงอยและหดหู่ แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นช่วงชีวิตหนึ่งที่มีคุณค่าและน่าจดจำ การเรียนหนังสือหนักหนาสาหัส ต้องทำการบ้านอ่านหนังสือ เต็มไปด้วยความเครียด แถมเวลาว่างที่จะหาความร่าเริงก็มีน้อย ตื่นเช้ามาเข้าห้องเรียน เรียนเสร็จอ่านหนังสือ ทำการบ้าน พักสมองด้วยการท่องโลกอินเตอร์เน็ต และคุยกับเพื่อนผ่านคอมพิวเตอร์ วันหยุดตื่นขึ้นมากิจวัตรแบบเดิม หากเป็นที่เมืองไทย คงได้ออกไปพบปะเพื่อนฝูงกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ หรือมีกิจกรรมให้ทำเยอะแยะจะลืมเหงาแน่

การที่ห้องพักอยู่ใกล้โรงเรียน เดินห่างกันไม่ถึงสามนาทีเพียงแค่ข้ามถนน อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตหดหู่และเบื่อหน่ายไปกับการเรียน เป็นไปได้ว่าพอที่พักอยู่ใกล้ก็ทำให้รู้สึกว่าต้องอยู่โรงเรียนและมีกิจกรรมเดิมๆ อยู่ตลอดเวลา ทีแรกนึกว่าจะเป็นโอกาสดี ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทาง แต่พอไม่ได้เดินทางขึ้นรถเมล์รถไฟก็ทำให้รู้สึกเหมือนกลับมาสู่โรงเรียนประจำใหม่ แต่วันไหนนอนดึกแล้วนอนเพลินตื่นก่อนเวลาเข้าเรียนเพียงห้านาที ก็สามารถรีบแปรงฟันแล้ววิ่งไปห้องเรียนทันอาจารย์สอน หรือพอเรียนจบหนึ่งวิชาก็กลับมาพักผ่อนสักชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วค่อยกลับไปโรงเรียนใหม่ก็ได้ ข้อดีของบ้านใกล้โรงเรียนเห็นจะมีอยู่เพียงเท่านี้

เวลาที่ได้ออกจากบ้านข้างนอกจึงทำให้รู้สึกตื่นเต้นมีความสุข สังเกตตัวเองว่ามักจะรู้สึกดีเมื่อได้นั่งรถไฟลงไปในตัวเมือง เวลาเหงาๆ ผมจึงชอบที่จะนั่งรถไปกินข้าวที่ไชน่าทาวน์คนเดียว บางครั้งก็ไปร้านขายสัตว์เลี้ยง สวนสัตว์ หรือร้านหนังสือ หากมีเงินมากกว่านี้ ไม่ได้เป็นนักเรียนที่ต้องกระเหม็ดกระแหม่ทางการเงิน ก็คงจะเฮฮากับเมืองหลวงแห่งการชอปปิ้งเช่นนิวยอร์กเป็นแน่

ผมบ่นถึงนิวยอร์กจนดูเหมือนว่าเมืองนี้ไม่มีอะไรดี เพราะนิวยอร์กเป็นบ้าน แต่จริงๆ แล้วคงมิใช่อย่างนั้นเสียทั้งหมด ขอให้เข้าใจว่านิสัยของคนเรามักบ่นถึงสิ่งใกล้ตัว โดยเฉพาะสิ่งที่เห็นอยู่เป็นประจำ กิจกรรมที่ทำเป็นนิจ หรือสภาพแวดล้อมที่เห็นอยู่ทุกวี่ทุกวัน ผมเชื่อว่าความรู้สึกเช่นนี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนออกเดินทางท่องเที่ยว การไปในที่ต่างถิ่นย่อมสร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ ได้เห็นในสิ่งแปลกใหม่ ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ อะไรที่เราไม่ได้ อะไรที่เราไม่มี มักจะเป็นสิ่งที่โหยหาอยากได้อยากมี เป็นสัจธรรมที่ครอบครองจิตใจของหลายๆ คน

การเดินทางออกไปจากนิวยอร์กสักพักน่าจะเป็นยาวิเศษช่วยบำบัดจิตใจของคนขี้เหงาอย่างผมได้บ้าง Posted by Picasa

Thursday, March 23, 2006

บทสนทนากับคนขับแทกซี่ป้ายดำ



"ไฮ คุณพูดภาษาอังกฤษได้หรือเปล่า"
"เยส ได้อยู่แล้ว คุณมาจากไหน"
"ประเทศไทย ผมเป็นคนไทยมาเที่ยวบราซิล"
"โอ้...ประเทศไทย ไกลหนิครับ มาบราซิลครั้งแรกหรือเปล่า"
"ใช่ ครั้งแรก แล้วสงสัยว่าจะเป็นครั้งเดียวเสียด้วย"
"อืม"
"เมืองไทยอยู่ไกล คนละฟากฝั่งของโลก กว่าจะมาที่นี่ได้ยาก แล้วก็แพงด้วย นี่ผมได้ตั๋วฟรีมา"
"โอ้...เหรอครับ โชคดีจริงๆ ผมเห็นจากนิตยสาร เมืองไทยสวย มีทะเลสวย"
"ใช่ แต่เป็นคนละแบบกับหาดอิปปานีมานะ น้ำทะเลก็อุ่นกว่า แล้วก็ไม่มีคนเยอะมานอนอาบแดดกันถึงขนาดนี้"
"เป็นไง สาวบราซิลที่หาดสวยไหม"
"เยส บอนนิโต สวยมากๆ ผมไม่อยากกลับเลยนี่"
"สาวไทยก็สวยไม่ใช่เหรอ คิดแล้วก็อยากเห็นสาวไทย"
"ใช่ แต่เป็นคนละแบบ สาวบราซิล ผมว่าหุ่นดี แล้วก็ผิวสวยเป็นสีแทน"
"สาวบราซิลบึ่บบั่บ มีน้ำมีนวล"
------

"ว่าแต่ว่าคุณมาจากไหน"
"ผมพักอยู่ที่หาดโคบาคาบาน่านี่เอง อพาร์ทเมนต์ของผมอยู่สองบล็อกจากหาด"
"โอ้"
"ผมชอบเล่นกระดานโต้คลื่น ไปเล่นเกือบทุกวัน"
"เป็นชีวิตที่มีความสุขจริงๆ"
"แน่นอน แถมตกดึก ไปทำงานก็ไปเที่ยวดูสาวๆ"
"ยังไม่มีแฟนเหรอ"
"ไม่มี อยู่แบบนี้สนุกกว่า อยู่คนเดียว"
"นั่นแน่ หาสาวมานอนด้วยล่ะสิ"
"ใช่ สาวบราซิลสวยและง่าย อยู่แบบนี้สนุกดี"
"เหรอ โอ้ สาวๆ ที่หาดนี่เข้าไปจีบได้เลยเหรอ"
"อืม สาวๆ ที่หาดนี้อาจจะยากหน่อย สาวอิปปานีมาหยิ่ง"
"ฮ่าๆ แล้วคุณไปหาสาวที่ไหนล่ะ"
"ก็ไปเที่ยวตามคลับตอนกลางคืน คุยไปคุยมาก็ชวนมานอนด้วย เค้าไม่ค่อยคิดอะไรมาก"
------

"ผมมีคำถามจะถาม คนที่ชายหาดนี่ส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น หรือนักท่องเที่ยว"
"คนท้องถิ่นทั้งนั้น"
"เหรอครับ ผมนึกว่ามีแต่นักท่องเที่ยว"
"สำหรับสาวๆ ที่นี่ การอาบแดดและมาชายหาดเป็นศาสนา"
"..."
"ว่างเมื่อไร สองชั่วโมงสามชั่วโมงก็เดินมาชายหาด"
"..."
"อ้าว แล้วเค้าไม่ทำงานกันเหรอ"
"ทำ ทำสิ ส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานขายของตามร้าน"
"..."
"คนที่นี่ทำการเป็นรอบๆ ช่วงเช้า พอบ่ายโมงบ่ายสองโมงก็เลิกงาน ส่วนรอบบ่าย ก็ตั้งแต่บ่ายสองเรื่อยไปจนถึงสี่ทุ่ม"
"ชายหาดที่นี่สนุกสนาน คนเยอะครึกครื้นดี ไม่อยากกลับไปนิวยอร์กเลย หนาวมากๆ"
"ที่นี่ ร้อนตลอดปี ฤดูหนาวผมยังไปเล่นกระดานโต้คลื่นได้ ให้หนาวสุดก็แค่ 29 องศาเซลเซียว ไม่หนาวไปกว่านี้แล้ว"
"..."
"ดูท่าว่าคุณจะชอบเล่นกระดานโต้คลื่นจริงๆ นะ"
"ใช่ ผมชอบมากๆ นี่ยังฝันว่าจะไปเที่ยวบาหลี ไปโต้คลื่นที่นั่น แล้วไปพักผ่อนดูสาวๆ ที่เมืงไทย"
"..."
"ทะเลเมืองไทยโต้คลื่นไม่ได้"
"ทะเลที่เมืองไทยเรียบ ไม่มีคลื่นมาก แต่สวยนะ น้ำเป็นสีฟ้า ทรายเป็นสีขาวสวย"
------

"นี่ไง หาดโคบาคาบาน่า"
"บ้านผมอยู่ถนนนี้ ลึกเข้าไปไม่ไกล"
"อพาร์ทเมนต์ของคุณนี่เช่าหรือซื้อ"
"ซื้อ เป็นอพาร์ทเมนต์เล็กๆ ซื้อมาสองปีแล้ว"
"..."
"อพาร์ทเมนต์ราคาถูกๆ ผมออกมาจากบ้านพ่อแม่"
"เท่าไร"
"100,000 ยูเอสดอลลาร์"
"..."
"เป็นอพาร์ทเมนต์เล็กๆ เล็กมากๆ แต่แค่นี้แล้วก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ"
"ผมเห็นด้วย"
"อยู่คนเดียวแล้วดี รักพ่อแม่มากขึ้น"
"ขอถามหน่อยคุณอายุเท่าไร"
"32"
"เวลาไปเที่ยวมากลับดึกก็ไม่ฟังแม่แวดๆ แม่ชอบบ่นว่าผมเปลี่ยนแฟนบ่อย"
"แล้วพ่อแม่อยู่ที่ไหน"
"อยู่โคปาคาบาน่าเหมือนกันนี่แหละ"
"..."
"ผมไปหาพ่อแม่อาทิตย์ละครั้ง แยกออกมาอยู่แบบนี้รักพ่อแม่มากขึ้น เพราะไม่ต้องทะเลาะกัน"
"ผมอยากจะหาอพาร์ทเมนต์เล็กๆ อยู่เหมือนกันที่เมืองไทย"
-----

"ผมยังสงสัย ที่คุณว่าสาวที่นี่ไม่เรื่องมาก หมายความว่าไง"
"ก็จูบง่าย"
"เหอ...จูบเหรอ คุณหมายถึงจูบนี่นะ"
"ใช่คนที่นี่จูบกันเป็นเรื่องปกติ"
"..."
"คุยกันแป๊บๆ ก็มาจูบกับเราแล้ว"
"..."
"ผิดกับสาวๆ ที่สเปน ผมไปเที่ยวมา โอ้....ไม่ได้ทำอะไรเลย"
"ฮ่าๆๆ"
"คุณพูดภาษาสแปนนิชไม่ได้มั้ง"
"ผมพูดได้สองภาษา"
"อ้อ...ใช่ ภาษาโปรตุกีสกับสเปนนี่คล้ายๆ กันใช่ไหม"
"เยส"
"คงคล้ายๆ กับที่เมืองไทย ผมพูดกับคนลาวรู้เรื่อง"
"คุณต้องพาผมเที่ยวนะ ถ้ามีโอกาสได้มาอีก ผมอยากเที่ยวแบบคนท้องถิ่น"
"นี่นามบัตรผม"
-----

"นี่ค่าแท็กซี่ แล้วนี่ทิปสำหรับซื้อเบียร์ให้สาวๆ กิน"
"โอ้...ขอบคุณมาก"
"คุณเข้าไปในสนามบิน แล้วเดินไปทางซ้าย ตรงนั้นมีเคาเตอร์สายการบินอยู่ 3-4 แห่ง ลองไปถามเค้าดู"
"ไปเซาเปาโลหมดใช่ไหม"
"ใช่ มีเครื่องบินไปซาวเปาโลตลอดนี่แหละ ทุกครึ่งชั่วโมงเลยมั้ง"
"โชคดี"
"ฉ่าว"

Tuesday, March 07, 2006

เคนยาซาฟารี

 Posted by Picasa

Friday, March 03, 2006

Que Sera, Sera

Que Sera, Sera
Doris Day

[Written by Jay Livingston and Ray Evans]


When I was just a little girl
I asked my mother
What will I be
Will I be pretty
Will I be rich
Here's what she said to me

Que sera, sera
Whatever will be, will be
The future's not ours to see
Que sera, sera
What will be, will be

When I grew up and fell in love
I asked my sweetheart
What lies ahead
Will we have rainbows
Day after day
Here's what my sweetheart said

Que sera, sera
Whatever will be, will be
The future's not ours to see
Que sera, sera
What will be, will be

Now I have Children of my own
They ask their mother
What will I be
Will I be handsome
Will I be rich
I tell them tenderly

Que sera, sera
Whatever will be, will be
The future's not ours to see
Que sera, sera
What will be, will be
Que Sera, Sera