Friday, September 30, 2005

สิ่งที่จะมาเปลี่ยนแปลงชีวิตผม

ผมเชื่อว่าไวโอลินตัวนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตผมก็เป็นได้

ผ มซื ้อมาจากตลาดนัดขายของเก่ามาในราคา 60 เหรียญสหรัฐ ด้านหลังของไวโอลินเป็นไม้แผ่นเดียว ขนาด 3/4 อันหมายถึงเป็นไวโอลินที่มีขนาดเล็กลงมาไม่เท่าขนาดจริง (4/4) ที่ใช้กันทั่วไป เป็นไวโอลินสำหรับคนตัวเล็ก หรือเด็ก ตัวไม้ลงน้ำมันวานิชเป็นสีธรรมชาติ ที่ฉลากเขียนไว้ว่า

"Nicolaus Gagliano filius
Alexandri fecit Neap. 1740"

จ ากการค้นหาทางอินเตอร์เน็ต ฉลากที่ซ่อนอยู่ภายในตัวไวโอลินตัวนี้ เป็นภาษาลาติน แปลว่า "ทำโดยนายช่าง Nicolo Gagliano ซึ่งเป็นลูกชายของนายช่าง Alessandro ในปี ค.ศ. 1740 นายแก๊กกลาอาโนคนนี้ เป็นนายช่างไวโอลินชื่อดังแห่งเมืองครีโมนา (Cremona) เมืองทำไวโอลินเก่าแก่ แห่งประเทศอิตาลี

อย่างไรก็ดี ไวโอลินเก่าแท้ นั่นหมายถึงทำในปี ค.ศ. ที่เขียนไว้บนฉลากจริง ที่หลงเหลือมาในปัจจุบันนั้นน้อยมาก ยิ่งหากคิดดีๆ แล้วก็น่าจะเชื่อถือตาม เพราะหากไวโอลินตัวนี้ทำในปี 1740 จริง นั่นหมายความว่า อายุอานามของมันก็ล่วงเลยเข้าย่าง 300 ปีแล้ว ไวโอลินทำด้วยไม้ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มากับมวลมนุษย์มานับไม่ถ้วน ความเป็นไปได้ที่จะอยู่ดีถึงเวลานี้ก็คงจะมีน้อยมาก

สาเหตุที่ฉลากเข ียนไว้ชวนให้คนรุ่นหลังหลงเชื่อว่าเก่าแก่เช่นนี้มีที่มา ด้วยในศตวรรษที่ 19 ต้นศตวรรษที่ 20 ช่างไวโอลินเยอรมันมักจะทำไวโอลินตามรูปแบบไวโอลินเก่าของช่างดังๆ ในอดีต และมักจะปิดป้ายซึ่งทำึขึ้นมาใหม่เหมือนกับไวโอลินตัวที่เป็นแม่แบบทำตามตัว นั้นๆ บางครั้งก็มักจะทำป้ายขึ้นมาใหม่เหมือนของที่เคยติดมาเดิมเหมือนกันไม่มีผิด เพี้ยน หากในบางครั้งก็จะเขียนไว้ว่าเป็นตัวทำเหมือน (copy) บางครั้งก็จะเขียนป้ายไว้ว่าเป็นไวโอลินของช่างผู้ใด แต่จะใช้ดินสอเขียนเลขปีสองตัวหลังว่าทำในปีไหน แทนที่จะใช้ป้ายพิมพ์ เนื่องจากทำให้สามารถประหยัดค่าพิมพ์ได้ (บนป้ายเขียน 18 ด้วยการพิมพ์ และมักจะเขียนสองตัวหลังของ ค.ศ. ด้วยดินสอ)

ผมส่งรูปไวโอลินตัวนี้ให้กับนายห้างแฟรงค์เ พื่อนรัก เขาบอกว่าเป็นไวโอลินที่มีรูปร่างและรูปทรงสมัยบาโรค (Baroque) และที่คอไว้โอลินมีร่องรอยของการต่อให้ยาวขึ้น เนื่องด้วยไวโอลินสมัยบาโรคนี้นิยมทำให้คอไวโอลิน (ส่วนที่ยาวๆ สำหรับเป็นแป้นใช้นิ้วกดเพื่อให้มีเสียงแตกต่างกัน) สั้นกว่าไวโอลินทั่วไป การต่อคอนี้ก็ทำให้สามารถเล่นเพลงคลาสสิกที่ใช้เล่นกันได้

หากเป็น การต่อคอไวโอลินด้วยสาเหตุดังที่ว่ามานี้จริงๆ แล้ว ผมก็มีความหวังว่าไวโอลินตัวนี้จะเป็นไวโอลินที่เก่าจริง และจะเป็นไวโอลินที่จะมาเปลี่ยนแปลงชีวิตผม

นายแห้งแฟรงค์วิเคราะห์จ ากรูปถ่ายแล้วบอกว่า ไวโอลินตัวนี้ต้องการการซ่อมแซมนิดหน่อย ด้วยมีรอยแตกยาวด้านหน้าอยู่หนึ่งรอย และมีรอยขีดข่วนซึ่งสามารถซ่อมแซมได้โดยง่าย โดยเบื้องต้นนายห้างแนะนำว่าควรซ่อมกับช่างจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งสมัยนี้มีความสามารถทัดเทียมกับช่างจากยุโรป แต่ีมีราคาค่าตัวย่อมเยากว่ามาก แล้วค่อยนำไปให้ช่างไวโอลินจากยุโรปตีราคา (appraisal)

ดังนั้น ไวโอลินตัวนี้จึงมีวาสนาดี ผมจะส่งกลับเมืองไทยผ่านพี่สาว หรือเพื่อนที่จะเดินทางกลับเมืองไทยในเดือนตุลาคมนี้ และหลังจากนั้นนายห้างแฟรงค์ฯ ซึ่งมีธุรกิจต้องเดินทางไปเมืองจีนพอดี นำไปแต่งองค์ปรุงโฉมใหม่ให้เอี่ยมอ่อง เมื่อกลับมาก็จะให้ช่างฝรั่งที่มาเยี่ยมเยียนร้านของเขาตีราคา และออกใบรับรองความเก่าความแท้ของไวโอลินให้

แต่อย่างน้อยนายช่างแฟรงค์ก็ใช้ประสบการณ์ในธุรกิจขายไวโอลินเก่าตีราคาว่าอย่างน้อยก็จะขายได้ไม่ต่ำกว่า 7-8 หมื่นบาท

ผ ม จึงหวังว่าไวโอลินตัวนี้จะมาเปลี่ยนแปลงชีวิตทางการเงินให้ดีขึ้น หรือถ้าหากไวโอลินตัวนี้มีคุณค่าเก่าจริงๆ ผมก็อาจจะไม่ขาย เก็บไว้ซึ่งคุณค่าไว้ชื่นชมด้วยตัวเอง อย่างน้อยก็เก็บไว้เผื่อชีวิตที่อาจจะตกอับในภายภาคหน้า

นี่ความตื่นเต้นในชีวิตที่มาเยี่ยมเยือนนักเรียนทุนจนๆ และคนเคยเล่นไวโอลินอย่างผมในห้วงเวลานี้

Thursday, September 29, 2005

หัดเขียนหนังสือราชการ

เรื่อง ขอแจ้งย้ายที่อยู่บล็อกเพื่อน
เรียนเสนอ

ตามที่ท่านบุญชิต ฟักมี ได้ครหาว่าบล็อกของกระผมถูกปล่อยปะละเลย โดยล่าสุดได้ถูกเพื่อนยึด ความแจ้งแล้วนั้น

ขอให้ภูมิหลังว่า สาเหตุที่ให้เพื่อนยึดมานั้น ด้วยตัวเองกำลังสนุกสนานกับการกลับบ้านที่เมืองไทย จึงหมกมุ่นอยู่กับสิ่งอื่น มิได้มีเวลาเพียงพอให้กับบล็อกส่วนตัว กระผมตระหนักดีแล้วว่า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้นานๆ ก็จะทำให้ผมห่างเหินไปจากเพื่อนผองที่ผมได้รู้จักกันผ่านบล็อกไม่ว่าจะเป็นท่านบุญชิตฯ ท่านมิ้มฯ ท่านราโชฯ ท่านนิติรัฐฯ ท่านสโนไวท์ฯ ท่านปิ่นฯ และท่านอื่นๆ ด้วย ดังนั้น ผมจึงนำข้อเขียนของเพื่อนมาลงแทน เพื่อให้บล็อกแห่งนี้มีชีวิตชีวาบ้างไม่มากก็น้อย

ขณะนี้ กระผมได้เข้าสู่สภาวะจากบ้านตามปกติแล้ว คาดว่า่น่าจะทำให้มีเวลาคิดเวลาเขียนมากเช่นเดิม ดังนั้น จึงขออัปเปหิข้อเขียนของเพือนเอโปรไปยังที่อื่น โดยได้สร้างบล็อกชื่อว่า "เดอะ เลค ฟาร์ม" ที่อยู่ http://thelakefarm.blogspot.com แยกไว้เป็นการเฉพาะ ขอเรียนเพิ่มเติมอีกว่า ขณะนี้ ได้มีบทความใหม่เรื่อง "แอ่วกาดขายวัว" เพิ่มเติมแล้ว

จึงเรียนมาเพื่อทราบ และโปรดพิจารณาเข้าเยี่ยมชมเวปดังกล่าวด้วย

ขอแสดงความนับถือ

นายอาทิตย์ ประสาทกุล

Tuesday, September 27, 2005

บล็อก-บล็อก

ไชโยให้กับหนังสือเล่มใหม่ของคุณปิ่น ปรเมศวร์ ด้วยการเห่า "บล็อก-บล็อก" สามครั้ง

ไชโย (บล็อก-บล็อก) ไชโย (บล็อก-บล็อก) ไชโย (บล็อก-บล็อก)

--

ไชโยให้กับบล็อกใหม่ของเพื่อนเอโปร ด้วยการเห่า "บล็อก-บล็อก" สามครั้ง

ไชโย (บล็อก-บล็อก) ไชโย (บล็อก-บล็อก) ไชโย (บล็อก-บล็อก)

(มันขยันเขียน ก็เลยลงไม้ลงมือ ทำบล็อก แล้วจัดการโพสซะเลย จะได้มีที่มีทางในโลกไซเบอร์สเปซกับเขาซักที)

เชิญชมเชิญอ่านได้ครับที่ http://thelakefarm.blogspot.com

ต้องรีบวิ่งไปเรียนแล้วจ้า

Saturday, September 24, 2005

เพื่อนเขียน (4) "เรื่องของฉัน 'ความลับของอาชีพ'"

มีผู้กล่าวไว้ว่าการที่เราเลือกประกอบอาช ีพใดอาชีพหนึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทางลัดไปสู่สิ่งที่เราต้องการไม่อย่างใดก็อย่ างหนึ่ง เช่น หมอเป็นทางลัดไปสู่การมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ ครูเป็นทางลัดไปสู่การศึกษาหาความรู้

ผมเป็นคนหนึ่งที่สับสนแ ละไม่รู้ว่าตนเองประกอบอาชีพอะไร อาจจะเป็นเพราะความที่ยังไม่รู้จักตนเองดีพอที่จะเลือกเป็นอะไรที่เราอยากเป ็นจริงๆก็ได้

ในขณะที่ทุกวันคืนหมุนเวียน ผมได้เปลี่ยนตนเองและอาชีพที่ทำไปเรื่อยๆ จุดประสงค์ก็เพื่อหารายได้มาดำรงชีพเท่านั้นเอง นั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์แทบทุกคนต้องทำ ยกเว้น เพียงนักบวช หรือ ผู้ที่มีอันจะกินเหลือเฟือแล้ว

ในปัจจุบันมีอาชีพอยู่สองอย่างที่ผม ต้องการจะทำ อย่างหนึ่งกำลังทำอยู่แล้ว นั่นคือการเป็นนักพัฒนาที่ดินซึ่งเน้นเรื่องการเกษตร อาจเรียกได้ว่าเป็น “เกษตรกร” อีกอาชีพหนึ่งเป็นอาชีพที่ผมต้องการจะเป็นในอนาคตเป็นตัวแทนในอุดมคติที่มุ่ งเน้นทักษะ และความสามารถทางวิชาการค่อนข้างมากนั่น คือ การเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร (tax auditor)

ความเป็นเกษตรกรทำให้ผมส ัมผัสได้ถึงสภาพแวดล้อมความเป็นจริง ผมเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ รู้ว่าทุกสิ่งนั้นธรรมชาติเป็นผู้ให้เรามาทั้งสิ้น และธรรมชาติยังมอบสายใยที่เชื่อมต่อระหว่างสิ่งมีชีวิตเอาไว้ด้วยซึ่งเราเรี ยกว่า ”ความรัก”

เหตุในการเป็นเกษตรกรนั้นผมเพียงแต่ต้องการที่จะบร รเทาและรักษาสิ่งที่เป็นสิ่งมีค่าของครอบครัวเอาไว้นั้นคือ ที่ดินที่แม่ผมเป็นผู้บุกเบิกทำมาด้วยความเหนื่อยยาก ผมต้องการรักษาให้คงอยู่เป็นสิ่งที่มีค่าแก่บรรดาพี่น้องของผม ซึ่งผมจำเป็นต้องพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นให้ได้

แม่ของผมต้องกา รที่จะทำอะไรสักอย่างให้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน แม่จึงบุกเบิกที่ดินผืนนี้มาด้วยความตั้งใจที่จะมอบไว้ให้ลูกทั้ง 4 เป็นตัวแทนให้นึกถึงแม่ในอนาคต

ความเป็นเกษตรกรของผมจึงเป็นทางลัดไ ปสู่ความเอื้ออาทรแก่คนในครอบครัวของผม นั่นน่าจะเป็นความรู้สึกถึงความรัก และการโอบอุ้มดูแลซึ่งกันและกัน นั่นทำให้ผมมาคิดได้ว่าเหตุใดผมยังคงทนอยู่กับอาชีพที่ผมไม่เคยคิดฝันว่าจะเ ป็นเลยในอดีต

การเป็นผู้ตรวจสอบภาษีอากรเป็นอาชีพที่ผมต้องการจะเป็ นในอนาคต ผมต้องการอยู่ในฐานะที่จะตรวจสอบผู้อื่น ว่าทำถูกต้องตามที่ควรหรือไม่ นั้นแสดงว่าผมต้องการสื่อถึงความกล้าหาญนั่นอาจรวมถึงความมีอำนาจ การบังคับควบคุม ดังนั้นการที่ได้ตรวจสอบผู้อื่นเป็นเรื่องของอำนาจในตัวซึ่งผมเรียกมันว่า ”ความกล้าหาญ”

ผมต้องการที่จะมีอำนาจในตัวมากพอที่จะแสดงออกอย่างกล ้าหาญ รวมถึงความเชื่อมั่นในตนเอง สิ่งนี้ที่ชักจูงผมให้ต้องการที่จะเป็นผู้ตรวจสอบภาษีอากร นั่นเป็นสิ่งที่ผมเรียกร้องอยู่ลึกๆในจิตสำนึกตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก

ส ิ่งที่ผมต้องการทางด้านจิตใจสองอย่างนั่นคือ ความรักและความกล้าหาญ นั่นเป็นสิ่งที่สื่อออกมาในแง่ของการทำอาชีพที่ผมเลือก ซึ่งสะท้อนความเป็นตัวตนของผมออกมาจากเบื้องลึก แม้ว่าจะมีปัจจัยภายนอกอีกมากมายที่เป็นตัวกำหนดชีวิตของเราได้ก็ตาม แต่คนเราสุดท้ายแล้วก็พยายามที่จะดิ้นรนทำสิ่งที่เราปรารถนาอยู่ในใจด้วยกัน ทั้งสิ้น


-----------ติดตามตอนต่อไป--------

หมายเหตุท่อก เอโปรส่งมาทางอีเมล์เมื่อวันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2547

Friday, September 09, 2005

เพื่อนเขียน (3) "เรื่องเศร้าของทองดำ"

(จดหมายจากเอโปร ตอนที่ 3)

ห ลังประตูไม้ที่ประกอบขึ้นอย่างรวกๆของฟา ร์มแพะแห่งหนึ่ง ทอดยาวไกลออกไปตามถนน สองข้างทางเป็นทิวไม้มะค่าโมงและไม้สักขึ้นบังถนนจนครึ้มไปตลอด เมื่อทองดำมองออกไปไม่รู้ว่าทางจะสิ้นสุดที่ใด บรรยากาศยามเย็น แสงแดดรำไรช่างเศร้าหมองสำหรับทองดำเหลือเกิน สายตาเหลือบมองทางที่ทอดยาวออกไปนอกประตูรั้ว เฝ้ามองเป็นระยะๆ เหมือนตั้งใจรอคอยอะไรบางอย่าง


ก่อนหน้านี้ทองดำยังมีความสุข ตามประสาหนุ่ม ชอบออกวิ่งเล่นกับ”ดวงดี”แม่ผู้ให้กำเนิด วิ่งไปพลางกระเซ้าเย้าแหย่ไปพลาง นานๆทีดวงดีเกิดหมั่นใส้ทองดำขึ้นมาก็ขบกัดผิวหนังของทองดำเพื่อหาเห็บหาหมั ด พอหายหมั่นเขี้ยวก็ชวนกันไปเดินเล่นต่อ ฟาร์มแพะช่างกว้างขวางสำหรับทองดำมาก มันมักจะชวนแม่มันไปวิ่งเล่นในทุ่งหญ้าสำหรับปล่อยแพะโดยเฉพาะยามค่ำคืนหลัง จากผู้ดูแลหลับกันหมดแล้ว บางทีก็ลงเล่นน้ำในทะเลสาบซึ่งเป็นชายทุ่งติดกับทุ่งหญ้าเลี้ยงแพะดำผุดดำว่ ายกันอยู่สองตัว

ทองดำเป็นหมาพันธุ์ผสมแม่เป็นโดเบอร์แมน ส่วนพ่อเป็นใครไม่รู้ ซึ่งแม่ของมันไม่ยอมบอก รู้แต่ว่าแม่มันเป็นหมาที่มีเสน่ห์มาก เมื่อถึงฤดูกาลมักมีหนุ่มๆแวะเวียนมาไม่ขาดสายจนเจ้านายไล่ออกจากบ้านแทบไม่ ทัน ทองดำลืมตาดูโลกในช่วงสงกรานต์ของปี 47 ด้วยความเหนื่อยหน่ายของเจ้านายที่เจ้าดวงดีท้องโดยไม่เตรียมตัวดูแลเจ้าตัว เล็กทั้งหลาย “มีตั้ง 7 ตัว ไม่รู้จะเอาไปให้ใครดีวะ” เจ้านายบ่นอยู่หน้ากรงดวงดี เนื่องจากลูกหมาทั้งหมดเป็นพันธุ์ผสมจึงไม่สามารถขายตามร้ายขายสุนัขได้ เพราะใครๆก็อยากได้พันธุ์แท้ทั้งนั้น ทองดำกินนมจากเต้าของดวงดีเก่งมาก เพียงแค่เดือนเดียวก็โตกว่าบรรดาพี่น้องครอกเดียวกันทั้งหมด นี่เป็นเหตุผลที่เจ้านายเลือกเลี้ยงทองดำไว้คาดหวังจะให้เป็นหมาเฝ้าไร่ที่ด ีในอนาคต

เมื่อทองดำเริ่มอย่านมได้ก็ย้ายที่อยู่ตามเจ้านายไปอยู่ ที่ฟาร์มแพะพร้อมกับดวงดี เริ่มแรกทองดำไม่คุ้นสถานที่ กลางคืนก็มืดไม่มีไฟฟ้า ยุงก็เยอะ ผู้คนที่เคยเห็นพล่านเมื่อครั้งอยู่ในเมืองกลับไม่พบในสถานที่แห่งนี้ โชคดีของทองดำที่มีแม่คอยเป็นเพื่อนอยู่ข้างกาย แม่เป็นหมาที่กล้าหาญมากตามแบบตระกูลโดเบอร์แมนที่ใช้ในการสงครามมาตั้งแต่ส มัยบรรพบุรุษ ทองดำเรียนรู้ที่จะเห่าและเลียนแบบแม่ของมันอยู่ตลอดแม้จะทำได้ไม่ดีเท่า เจ้านายรักทองดำเรื่องความสงบเสงี่ยม ทองดำจะนิ่งฟังคำสั่งได้ดีกว่าแม่ของมันมาก อย่างเช่น จะวิ่งเข้ากรงทันทีที่เจ้านายร้องบอกหรือตบที่ประตูกรงให้สัญญาณ ผิดกับแม่ของมันที่มักจะต่อรองการเข้ากรงอยู่เสมอ

ทองดำเลียนแบบแม่ เกือบทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องการเห่ากรรโชกอันเป็นแบบอย่างของโดเบอร์แมน ท่าฉี่ที่ทองดำใช้ก็เป็นแบบสุนัขตัวเมีย เนื่องจากทองดำไม่เคยเห็นว่าสุนัขตัวผู้ฉี่กันอย่างไร แม้กระทั่งวิธีหาปลาซึ่งน้อยนักที่สุนัขทั่วไปจะเลียนแบบได้ ดวงดีมีประสบการณ์กับชาวประมงที่มาทำงานที่ฟาร์มตั้งแต่เด็กๆ

มาอยู ่ที่ฟาร์มได้ไม่นาน ทองดำเติบใหญ่ขึ้นมาก มันใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับแม่ของมันและคนดูแลฟาร์มของเจ้านาย ทองดำมีเพื่อนน้อยมากเนื่องจากในบริเวณนั้นไม่มีชุมชนอยู่เลย ใกล้ที่สุดก็ที่ปางหมอปวงก็อยู่ห่างออกไปราว 2 กม.

การที่ได้อยู่กั บแม่ตลอดทำให้ทองดำเป็นหมาที่มีความสุขมาก กินด้วยกัน นอนด้วยกัน ในกรงเดียวกัน ซึ่งกรงที่ฟาร์มเป็นกรงเหล็กขนาดใหญ่พอที่จะให้หมาขนาดใหญ่สองตัวอยู่ด้วยกั นได้ ทุกครั้งที่ทำอะไรผิดทองดำมักจะเข้าไปนั่งรอในกรงเพราะรู้สึกว่าอบอุ่นเป็นส ถานที่ของมันโดยแท้ อย่างน้อยก้อทำให้เจ้านายตีมันไม่ถนัดเพราะติดซี่กรง เรื่องที่เจ้านายไม่ชอบมากที่สุดเห็นจะเป็นการวิ่งไล่แพะ ก็ทำไงได้แม่วิ่งไล่ให้ดูตั้งแต่เด็กแล้วนี่ พอหมั่นเขี้ยวขึ้นมาทองดำก็เอาบ้าง บางทีก็วิ่งเป็นทีมกัน ดวงดีต้อนซ้าย ทองดำต้อนขวา แล้ววิ่งเข้าตรงกลางให้แพะแตกฝูงสนุกสนานอารมณ์หมายิ่งนัก

ใ นเวลากลางวันผู้ดูแลของเจ้านายจะขังทองดำและดวงดีไว้เพื่อไม่ให้แพะตื่นกลัว จะปล่อยมาระหว่างวันเป็นระยะๆเพื่อขับถ่าย อิสระภาพของทั้งคู่เริ่มขึ้นในเวลาเย็นที่แพะขึ้นคอกกันหมดแล้ว หลังจากที่กินอาหารเย็นเสร็จทั้งคู่ก็จะพากันท่องราตรี วิ่งเล่นข้ามดอย บางทีก็ไปไกลถึงหมู่บ้าน ซึ่งมีกิจกรรมสนุกรออยู่มาก เช่น การหากระต่ายป่า ขุดหาตัวตุ่น หรือ การจับปลา และ กลับไปที่ฟาร์มก่อนรุ่งสาง

ทองดำเ คยประสบอุบัติเหตุจนกระทั่งเสียขาไปข้างหนึ่ง เนื่องจากผู้ดูแลของเจ้านายกำลังตัดหญ้าด้วยเครื่องตัดหญ้าแบบสะพายหลัง ซึ่งวันนั้นเปลี่ยนใบมีดเป็นแบบเดี่ยวคมกริบ ทองดำในวัยรุ่น 6 เดือนอยากรู้อยากเห็นจึงเข้าไปเล่นใกล้ๆ ในจังหวะเหวี่ยงเครื่องมาโดนพอดี นิ้วหายไป 3นิ้วทันที ทองดำปวดขาอยู่นานเจ้านายเลยต้องพาไปเข้าห้องผ่าตัดที่โรงพยาบาลสัตว์เชียงร าย นับตั้งแต่นั้นมาจึงเป็นหมาขากุดเดินกะเพรกด้วยขาที่เหลือ 3 ข้าง ซึ่งพยุงน้ำหนักตัวเกือบ 40 กก.

ทุกคนจึงจำทองดำและดวงดีได้เป็นอย่างดีว่าเป็นหมาคู่กัน ตัวหนึ่งขากุดสีดำ ตัวหนึ่งสูงๆสีชอกโกแลต

ทองดำเป็นหมาใจเสาะมาก ไม่ทันถูกตีก็ร้อง”เอ๋งๆ” แล้ว ผิดกับแม่ของมันซึ่งเป็นหมากล้าหาญ คุณ
ส มบัตินี้ถูกในเจ้านายยิ่งนัก เจ้านายเคยพูดให้ทองดำเอาอย่างแม่ของมันบ้าง เจ้านายรักดวงดีมากและดวงดีก็รักเจ้านายมากด้วยเช่นกัน รักมากขนาดยอมตายแทนได้ ทองดำเห็นแม่ติดตามเจ้านายไปทุกที่ในฟาร์ม ไม่ยอมให้คลาดสายตาเลยก็ว่าได้ แม่เลยได้สิทธิ์ขึ้นไปอยู่กับเจ้านายบนบ้านที่ฟาร์มได้ ในช่วงแรกแม้ว่าแม่จะโดนตีให้ลงมาอยู่ข้างล่างก็ตาม แต่ด้วยความดื้อที่ไม่ยอมอยู่ห่างเจ้านาย ในที่สุดเจ้านายก็ยอมให้แม่นอนเฝ้าหน้าห้องนอน หากวันใดที่เจ้านายขังแม่เอาไว้แม่จะกระวนกระวายใจมาก รอคอยว่าเมื่อไหร่เจ้านายจะกลับมา

แม่เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนติดตามเ จ้านายไปทุกที่ และมีความสุขมากกับหน้าที่อารักขานี้ แม่อยู่กับเจ้านายตั้งแต่แม่อายุได้ 3 เดือน เมื่อก่อนแม่แข็งแรงมากขนาดวิ่งไล่ตามรถยนต์ของเจ้านายได้เร็วพอกัน มาภายหลังที่แม่คลอดลูกออกมาหลายครอกจนในครอกสุดท้ายที่หมอฉีดยาให้ผิดเวลาท ำให้แม่เป็นหมันถาวร รวมทั้งการที่อายุมากขึ้นถึง 6ปี ทำให้ไม่แข็งแรงเหมือนก่อน แต่แม่ก็ยังมีความสุขที่ได้วิ่งตามรถของเจ้านาย และแม่ก็สอนให้ทองดำเข้าใจความสุขเช่นนี้ด้วย ซึ่งดูเหมือนทองดำจะทำได้ดีในเวลาต่อมา ทองดำรู้สึกผูกพันกับแม่มากเพราะดวงดีเป็นผู้สอนทุกสิ่งทุกอย่างที่ทองดำเรี ยนรู้ในโลกใบนี้

วันที่ทั้งโลกดูดับมืดลงสำหรับทองดำก็มาถึง และมันเชื่อว่าเป็นวันแสนเศร้าของเจ้านายด้วย ในวันหนึ่งกลางฤดูฝน หลังเข้าพรรษาปี 48 ได้ไม่นาน วันนั้นทองดำและดวงดีออกเที่ยวกลางคืนเหมือนเดิม และเหตุการณ์เลวร้ายก็เกิดขึ้นกับดวงดี นั่น คือ………………….. ผลของมันก็คือ ดวงดีไม่สามารถกลับมาที่ฟาร์มได้อีกตลอดไป

ในเช้าวันถัดมา”สง่า” ลูกน้องเก่าของเจ้านายพาทองดำมาส่งที่ฟาร์ม เพราะ ทองดำไปนั่งรอที่บ้านของสง่าซึ่งตั้งอยู่ท้ายซอยใกล้กับฟาร์มที่สุด น่าแปลกที่ทุกครั้งทั้งดวงดีและทองดำจะไปเป็นคู่ วันนี้กลับมาตัวเดียว สง่าจึงพาทองดำมาส่งที่ฟาร์ม

วันถัดมาเจ้านายถึงรู้ว่าแม่หายไป เพราะ เจ้านายมีธุระไม่เข้ามาที่ฟาร์มสองวันแล้ว เมื่อรู้ความเจ้านายถึงกับถอดสีหน้า แสดงถึงความตกใจและความเศร้าที่ครอบคลุมความคิด

พฤติกรรมของทองดำ เปลี่ยนไป จากเคยร่าเริงกลายเป็นหงอยเหงา เคยนอนที่บ้านก็ไม่ยอมนอนกลับไปเฝ้าหน้าประตูฟาร์มตลอดเวลา เจ้านายพยายามเล่นด้วยทองดำก็เบื่อเล่นด้วยได้ไม่นานเหมือนเคย ใครจะรู้ความสับสนและความวุ่นวายในของทองดำ รวมทั้งความมั่นคงทางใจที่เคยผูกติดกับดวงดี ทั้งหมดเมื่อมันสูญสลายสิ้นแล้ว ทองดำจะเป็นอย่างไร ทองดำรับไม่ได้กับปัจจุบัน กลับพยายามไขว่คว้าอดีตให้กลับคืนมาด้วยการนั่งเฝ้า นอนเฝ้า ประตูฟาร์มหวังว่าจะได้ยินเสียงโซ่ที่ห้อยคอดวงดี ดังกรุ้งกริ้ง มาจากถนนอันแสนไกล

เจ้านายไม่เคยรู้ว่าแม่ไปไหนหรือเป็นอะไรไป แม้ว่าทองดำจะพยายามบอกหลายทีแล้ว แต่ด้วยความที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้ ทองดำตัดสินใจจะเก็บเรื่องนี้ไว้เพียงผู้เดียวว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่ในคืนนั ้น ทองดำคิดถึงแม่เหลือเกิน ด้วยความหวังว่าแม่จะกลับมาทองดำจึงเฝ้ารอที่หน้าประตูฟาร์มทุกๆครั้งที่มีโ อกาส ทองดำเปลี่ยนไปมากแม้ว่าเจ้านายจะนำอาหารแสนอร่อยมาให้ ก็ไม่เห็นทองดำตัวที่ร่าเริงได้อีกแล้ว

จ ะมีใครรู้ความรู้สึกของหมาพันธุ์ผสมที่เพิ่งจะเสียแม่ไป ในคืนนั้นไม่มีใครรู้ว่า จะมีโจรชั่วทำร้ายดวงดีเพื่อประโยชน์อันใด อาจจะต้องการเอาเป็นอาหาร หรือว่าดวงดีประสบอุบัติเหตุใดๆ มีเพียงทองดำเท่านั้นที่รู้ นับจากวันนั้น แววตาของทองดำไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

หมายเหตุเอโปร: ส่งให้เพื่อนๆอ่าน กูโคตรเศร้าเลยแม่งใครสอย”ดวงดี”หมากูไปวะ โคตรแค้นเลย กูรักมันมาก มันมาเฝ้าที่ห้องนอนกูทุกคืนเลยเวลาอยู่ที่ไร่ ท่อกมึงจำไอ้ดวงดีได้เปล่าตอนมึงไปที่ไร่มันก้ออยู่

---ติดตามตอนต่อไป----

หมายเหตุท่อก: เอโปรส่งมาให้พร้อมกับเรื่องที่เขาเขียนเรื่องก่อน เห็นได้ว่าชีวิตเขายามนี้เต็มไปด้วยความุ่งมั่นและแน่วแน่ ในอีกด้านหนึ่ง ผมก็เข้าใจได้ว่า เอโปรคงจะเหงาพอสมควร สังเกตได้จากเรื่องที่เขาเขียนเล่าให้เพื่อนฟัง ซึ่งมีความยาวมาก และเป็นเรื่องที่เล่าออกมาจากหัวใจจริงๆ

ก่อนกลับมาเรียนต่อที่อเมริกา ในต้นเดือนกันยายน มีโอกาสได้คุยทางโทรศัพท์กับเอโปร เขาเล่าว่า ขณะนี้ "ลูกต้นกล้า" (มีชื่อแล้ว) ของเขาไปอยู่กับแม่ที่ตัวจังหวัดเชียงราย ด้วยเหตุว่าแม่มีแผลที่ยังรักษาไม่หายจากการผ่าตัดคลอดลูก ทำให้เขาคลายกังวลไปด้วยเปลาะหนึ่ง

ได้ยินข่าวอีกว่า เอโปรจะลงมาร่วมงานแต่งงานของเพื่อน "ข่อย" ในวันที่ 10 กันยายน ที่จะถึงนี้ หากใครพบเขา ฝากบอกถึงความคิดถึงเขาด้วย

ก่อนออกเดินทาง

Tuesday, September 06, 2005

เพื่อนเขียน (2) "การเลี้ยงสัตว์"


ข ณะเปิดประตูเพื่อไปยังดาดฟ้าชั้นสามของบ ้านริมถนนทรงวาด ผมสะดุ้งทันทีที่ นกเอี้ยงจุกสีดำ บินถลาพร้อมทั้งตีปีกเข้าใส่หน้าผม จนแว่นตาเกือบหลุด “ไอ้นกเวร เอ็งดีใจอะไรนักหนาวะ” ผมสบถ

ผมจำได้ถึงตอนปิดเทอม ชั้น ม.5 ช่วงหน้าฝน ตอนนั้น พวกเราต้องกลับบ้าน 2 สัปดาห์ ผมเป็นผู้อาสาเอานกเอี้ยงสีดำเมี่ยม ชื่อ “เอแลน” กลับมาเลี้ยงที่บ้าน เอแลน เป็นนกพิการที่น่าสงสาร พลัดพรากจากแม่นกตั้งแต่ยังเล็กอยู่ “ท่อก”เพื่อนผมเป็นคนเก็บมาเลี้ยง ช่วงแรกนึกว่าจะไม่รอดเพราะ มันยังเล็กมาก เมื่อเลี้ยงมานานเข้า เจ้าเอแลน กลับเป็นขวัญใจของพวกเราด้วยความแสนรู้บวกกับความตะกระ ทำให้พวกเราเพลิดเพลินไปได้มากทีเดียว

เอแลน เป็นนกแสนรู้จริงๆ เพราะมันรู้ว่า มันอบอุ่นและปลอดภัยเมื่ออยู่กับพวกเราที่ ห้องเพรบที่ร.ร. รวมทั้งมันยังมีอาหารกินดีๆนอกจากอาหารนกที่กินประจำ หากเวลาใครๆเดินผ่านกรงของเอแลน ก็ต้องป้อนอาหารให้มันกินเสมอ ส่วนใหญ่เป็นอาหารนกขุนทองเม็ดกลมโตสีแดง มันจะอ้าปากกว้างมากๆๆๆ จนเห็นเนื้อคอหอยสีแดง แล้วส่งเสียงขออาหารให้พวกเราเมตตานัก ในช่วงแรกที่มันยังไม่มีกรงเป็นที่อยู่จริงๆ มันก็อาศัย ที่นอนที่มันพอหานอนได้เป็นที่พักพิง เช่น ในกระเป๋าเสื้อนอกของ”เมน”เพื่อนผม หรือตามตู้เสื้อผ้าต่างๆ เอแลนชอบกระโดดไปมาเวลาที่พวกเราทำการบ้านตอนกลางคืน ชอบเรียกร้องความสนใจจากผู้คน คงเป็นเพราะมันกำพร้าแม่จึงทำให้มันเป็นนกมีปัญหาก็เป็นได้ หากไม่ได้แม่ที่ดีอย่างพวกเรา มันคงจะหมดอนาคตไปนานแล้ว

ครั้งหนึ่งห ลังจากที่เก็บเอแลนมาเลี้ยงบำรุงจนร่างกายหายดีแล้ว พวกเราต้องการที่จะปล่อยมันเพื่อให้ออกไปหาอิสระตามภาษานกในโลกภายนอก เราลองเอามันไปปล่อยที่หน้าคณะ มันก้อได้แต่ยืนเกาะระเบียงไว้ ลองใหม่อีกที ทีนี้เราโยนเจ้านกน้อย ให้มันโผบินสู่ท้องฟ้า ได้ผล เอแลนบินได้วะ ผมดีใจมาก แต่แล้วมันก็บินกลับมาเกาะที่เดิม ไม่ขยับไปไหน ได้แต่ขยับตัวเข้าหาพวกเราไม่คนใดก็คนหนึ่ง ไม่ว่าจะพยายามกี่ทีก็ได้ผล อย่างเดิม พวกเราจึงสรุปว่ามันเป็นนกในคณะไปแล้ว และเป็นส่วนหนึ่งของพวกเราในเวลาต่อมา
หากช่วงใดเราอยากเล่นกับมันเราก็น ำมันออกมาจากในกรง ให้มากระโดดหยองๆ ที่โต๊ะทำงานของพวกเรา แม้ว่ามันจะร้องน่ารำคาญไปนิดหน่อยแต่ทุกคนก็รักมัน จนชักรำคาญหนักเข้าก็นำไปเก็บเข้าเหมือนเดิม จนเจ้านกน้อยกลายเป็นของเล่นผ่อนคลายอารมณ์ของพวกเราไป

เวลาผ่านไปเร ็วนัก ไม่นานก็ปิดเทอม ต่างคนต่างมีภาระ แต่เจ้านกน้อยยังต้องมีคนดูแล ผมจึงนำกลับไปที่บ้านด้วย และคิดว่าคงไม่มีปัญหานัก น่าจะเอาไว้ชั้นบนดาดฟ้าได้ ช่วงนั้นเป็นช่วงหน้าฝน ฝนตกอยู่ตลอด เจ้าเอแลนไม่สามารถตากฝนได้ ผมจึงนำไปไว้ในห้องน้ำดาดฟ้า ปัญหาเรื่องฝนเป็นเรื่องเล็กไปเลย เมื่อเจอเรื่องขี้นกของเอแลน ห้องน้ำเป็นพื้นกระเบื้อง ขี้นกเอี้ยงเป็นสีเขียวปี๋ ล้างออกยากมากด้วยเพราะเมื่อทิ้งไว้นานจะเกาะเป็นคราบแน่นมาก เมื่อทดลองเลี้ยงอยู่สัก 3-4 วันผมนึกได้ว่าตอนอยู่ที่โรงเรียนมันยังอยู่ได้เลย แม้ว่าไม่มีกรงให้มัน ผมจึงลองปล่อยมันดูแม้ว่าในใจยังกล้าๆกลัวๆ

เจ้าเอแลน ดีใจมากที่ได้ออกมาสู่โลกภายนอก มันคงนึกอุดอู้อยู่นาน ว่าเมื่อไหร่จะได้ออกมาเล่นข้างนอกบ้างเหมือนเมื่อก่อน เจ้านกสำรวจบ้านผมโดยรอบเมื่อมันเริ่มเบื่อมันก็หาที่ร่มรื่นไว้เกาะพักผ่อน ผมจึงบอกให้มันอยู่ดีๆนะแล้วก็ลงมาอยู่ที่ชั้น 2

ทุกๆครั้งที่ นำอาหารไปให้เจ้านก มันก็จะบินมาเกาะหน้าเกาะตา ตีปีก จนแว่นตาผมแทบหล่นทุกครั้งรวมทั้งส่งเสียงบ่นตามภาษานกทำนองว่า “คิดถึงจังๆ” ในช่วงที่เจ้านกน้อยชินอยู่กับการอยู่ภายนอกกรงผมก็ปล่อยอยู่อย่างนั้นหารู้ ไม่ว่ามีภัยอตรายสำหรับนกกำลังจ้องทำร้ายมันอยู่

เจ้าแมวอันธภาร ข้างๆบ้านนั่นเองมันโดดมาจากชั้นสูงกว่าของเพื่อนบ้าน พวกมันมีกันหลายตัวดูไม่น่าไว้วางใจ ครั้งหนึ่งคนงานทำเสียงเอ็ดตะโร ตะเพิ่ดแมว แล้วมาตามผมไปดูว่าเจ้านกอยู่ดีหรือเปล่า ผมไปเห็นกับตาว่าเจ้านกน้อยไร้เดียงสากำลังตกอยู่ในวงล้อมของเจ้าพวกนั้น ผมจึงส่งเสียงไล่เหล่าศัตรูให้ไปเสีย น่าแปลกที่เจ้านกมีบุญไม่ถูกแมวกินไปเสียบัดนั้น ทั้งๆที่มันไม่มีท่าทีปกป้องตนเองจากภัยอตรายเลย จากนั้นมาทำให้ผมต้องเหนื่อยเก็บขี้นกสีเขียวปี๋ไปอีก อาทิตย์หนึ่งเต็มๆ โชคดีที่ใกล้ถึงวันเปิดเรียนมาพอดี ไม่ต้องทนขี้นกแสนเหม็นนานๆ

เมื่ อเปิดเทอมใหม่พวกเราต่างมีเรื่องราวระหว่างปิดเทอมมาเล่าสู่กันฟัง ผมก็พลอยมีเรื่องเจ้านกน้อยที่พอจะเล่าให้เพื่อนฝูงฟังได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คิดถึงเอแลน เปิดเทอมใหม่เอแลนมีกรงใหม่ มีอาหารใหม่ แต่มีคนเล่นกับมันเหมือนเดิม มันยังเป็นขวัญใจของพวกเราอยู่ จนกระทั่งวาระสุดท้ายของมันมาถึง เป็นความสับเพร่าของผมเอง ซึ่งผมไม่เคยยอมรับ นั่นคือการปล่อยเอแลนให้อยู่นอกกรงโดยลำพัง ในช่วงเย็นวันหนึ่ง มันก็คงเคยชินที่จะเล่นตามประสาในห้องเพรบของพวกเรา ทำให้ “ระดู”เพื่อนผมคนหนึ่ง เดินไปเหยียบมันเข้า ตอนสิ้นลมหายใจ ผมคิดว่า ระดูคงรู้สึกแย่มาก แต่อย่างน้อยก็เป็นคนที่เห็นขวัญใจของพวกเราเป็นคนสุดท้าย

ในชีวิตเราอาจมีสัตว์เลี้ยงได้หลายตัว แต่เจ้าเอแลน นกที่มีคุณค่า เป็นนกตัวเดียวในความทรงจำตลอดไป

เ รื่องเจ้าเอแลนเป็นการเกริ่นนำ เหมือนไตเติ้ลที่จะนำไปสู่เรื่องราวของการเลี้ยงสัตว์ในฐานะมนุษย์ที่ต้องอุ ปถัมค้ำจุนสัตว์โลกที่อ่อนด้อยกว่าเรา สัตว์ต่างๆเหล่านั้นได้ การยังชีพเป็นประโยชน์ตอบแทนหลักจากมนุษย์ แม้ว่าบางตัวอย่างเจ้าเอแลนจะได้การเลี้ยงดูทางใจด้วย ส่วนมนุษย์ก็มุ่งหาประโยชน์หลายอย่างจากสัตว์เหล่านั้น เช่น

1.ประโยชน์ทางใจ การเป็นเพื่อน (การเลี้ยงสุนัข สัตว์เลี้ยงอื่นๆอย่างเอแลน)
2. ประโยชน์ทางการศึกษา (นักเรียนสัตวแพทย์)
3. ประโยชน์เรื่องนำมาเป็นอาหาร(ชาวชนบทเลี้ยงไก่หลังบ้านเพื่อฆ่ากิน)
4. ประโยชน์ทางความเชื่อ(ฆ่าแพะบูชายัน)
5. ประโยชน์ใช้งานเฉพาะทาง(สุนัขดมยาเสพติด สุนัขลากเลื่อน ควายไถนาฯ)
6. ประโยชน์ในการอวดบารมี (ช้างเผือกของเจ้านาย ม้าศึกของนักรบ วัวผสมพันธุ์ต่างประเทศฯ)
7. ประโยชน์ทางธุรกิจ(ธุรกิจฟาร์มต่างๆรวมทั้งโรงฆ่าและเขียงจำหน่าย)

ป ระโยชน์ต่างๆที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ ซึ่งธรรมชาติได้ออกแบบแผนของชีวิตต่างๆอย่างสมบูรณ์แล้ว เพียงแต่มนุษย์ต้องทำความเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น ผมมีโอกาสได้สัมผัสสัตว์เลี้ยงต่างๆทั้งของตนเองและของเพื่อนอยู่เสมอ โชคดีมากที่ผมได้อยู่โรงเรียนประจำ ได้เลี้ยงสัตว์หลายชนิดของเพื่อนโดยที่ไม่ต้องเป็นเจ้าของเอง ทำให้ผมเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ จนมีวิญญาณแฝงมากพอที่จะเลือกอาชีพการเลี้ยงสัตว์เป็นธุรกิจของตนเองในเวลาต ่อมา

“มอๆ” เป็นเสียงสัตว์ชนิดหนึ่งที่ผมเริ่มเลี้ยงอย่างคาดหวังว่าจะเป็นธุรกิจแรกของ ผม เจ้าวัวตัวอ้วนพลี ใครๆในระแวกเชียงแสนนี้ หากได้ชื่อว่าเป็น พ่อเลี้ยง-แม่เลี้ยง ในชนบทเช่นนี้ มักจะมีวัวหรือควาย ให้ชาวบ้านผู้ยากจนกว่ามารับเลี้ยงเพื่อแบ่งลูกให้ โดยมากจะเป็นการอุปภัมฐ์กันมานาน เจ้าของวัวก็จะได้ลูกวัวขายเป็นตัวเงิน ส่วนคนเลี้ยงก็ได้ประกอบอาชีพ และไม่ต้องลงทุนเงินจำนวนมากในเริ่มแรก นับว่าเป็นการพึ่งพาอาศัยกันให้อยู่กันไปพอมีพอกิน

ในช่วงแรกผมก็ร ับเลี้ยงวัวของเหล่า พ่อเลี้ยง-แม่เลี้ยง เหล่านี้ด้วย ความที่อยากจะทดลองเลี้ยงแต่ไม่กล้าลงทุนเองด้วยความที่ว่ามือใหม่กลัวซื้อไ ม่เป็น ถูกหลอกขายวัวคุณภาพไม่ดี เป็นหมัน เป็นโรค กลัวต่างๆนานา จึงตัดสินใจทดลองเลี้ยงด้วยวัวของคนอื่นดีกว่า
แรกเริ่มก็รับเข้ามาสิบกว ่าตัวก่อน ทำโรงเรือนแบบง่ายที่สุด เลี้ยงไปสัก 2-3 เดือน เริ่มคิดว่าง่ายดี ไม่เห็นมีปัญหาใดๆเลย ก็เลยนำวัวเข้ามาอีก 20 ตัว เลี้ยงแบบปล่อยทุ่งหญ้าให้กินหญ้าตามธรรมชาติ เสริมอาหารให้นิดหน่อยตอนช่วงหน้าแล้ง

เลี้ยงได้ไม่นานแม่วัวตัวแร กก็เริ่มออกลูกมาตรงกับวันพ่อพอดีเลย เสียดายลูกวัวตัวแรกของฟาร์มต้องขึ้นสวรรค์เร็วไปหน่อย อยู่ได้เพียง 3 วัน เนื่องจากการที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ประกอบกับการที่แม่วัวไม่ค่อยให้ลูกกินนมด้วย ขนาดเอาสัตวแพทย์มาช่วยดูแลอาการให้แล้วก็ยังไม่รอด เรียกว่าแล้วแต่บุญทำมาแล้วกัน

เวลาที่ยื่นอาหารอะไรๆเข้าไปในปากของ เจ้าวัวตัวเขื่องต้องระวังไม่ให้โดนฟันของเจ้าพวกนี้เพราะฟันมันใหญ่มาก แม้จะไม่คมแต่ก็พอทำให้เราบาดเจ็บได้ ผมชอบเวลาเอาเปลือกกะทกรกให้วัวกินเวลาหน้าแล้ง ขณะที่ขับรถเข้ามาในฟาร์มหากเจ้าวัวพวกนั้นรู้ว่าท้ายรถผมมีอะไร พวกมันจะรีบปลี่เข้ามารุมล้อมจนผมแทบหาทางออกไม่ได้ ตัวนำก็คือ แม่วัวขาวตัวที่ลูกมันตายนั้นเอง กับเจ้าตัวแดงขนาดใหญ่ที่ชอบทำตัวเป็นจ่าฝูง นอกนั้นทำตัวเป็นผู้ตามที่ดี หากมีตัวนำแล้วละก็ถึงไหนถึงกัน กะทกรกนี้เป็นโปรดของวัวฝูงนี้ทีเดียว มันเป็นอะไรเหมือนกับการได้กินสเต๊กเชียว

บทเรียนที่ได้จากการเลี้ ยงวัว คือ อย่าเข้าข้างหลัง มีโอกาสพลาดเจ็บตัวเอาง่ายๆ โดยเฉพาะวัวที่ไม่เชื่อง หรือ เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ ขนาดหมอสัตว์ยังพลาดให้เห็น เนื่องจากที่ฟาร์มผมไม่มีซองบังคับสำหรับสัตว์ใหญ่ จึงจำเป็นต้องมัดขาหลังวัวกับคอกไม้ไผ่เพื่อดูอาการ แม้หมอชำนาญก็ยังพลาด เพราะ มัดขามันไม่แน่น ก็เลยโดนท่าดีดหลัง น่ากลัวมาก คุณหมอท่านเจ็บเอาการ

บ ทเรียนที่ได้จากวัว ก็ใช้ได้กับสัตว์ใหญ่อื่นๆเช่นกัน ผมเคยมี ม้าแดงตัวหนึ่งสูงประมาณ 12 แฮนด์ (ประมาณ 120 ซม.วัดจากพื้นถึงกลางหลัง)ได้มาจากการไถ่ชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งในแม่ สายไถ่มาในราคา 5,000 บาท สวยมากสำหรับผม มาแรกๆดูมันตื่นๆ คงเป็นเพราะ ตกใจจากการเห็นสภาพโรงฆ่าสัตว์ที่เพื่อนๆมันตายไปต่อหน้าต่อตา จริตมันเลยเพี้ยนๆ เหมือนชอบเห็นอะไรแล้วตกในเอาง่ายๆ ม้าตัวนี้ผมเรียก”ม้าน้อย” เจ้าม้าน้อยเคยแตะคนที่พยายามขี่หลายคนแล้ว ซึ่งมักจะแอบขี่ตอนที่ผมไม่เห็นเลยไม่ได้ให้คำแนะนำไว้ รวมทั้งไม่ได้ใส่อานและบังเหียนด้วย การขี่ม้าจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะใช้สำหรับความปลอดภัย และต้องคอยระวังเรื่องการเคลื่อนไหวของตัวเราแค่บางทีเรายกมือขึ้นเการังแคบ นหัวด้วยความคัน เจ้าม้าน้อยก็สะดุ้งแล้ว เพราะมันคอยจ้องดูผมตลอดว่าจะทำอะไรมันไหม มีครั้งหนึ่งมันเล็มหญ้าอยู่ข้างทางผมก็ขี่จักรยานผ่าน เท่านั้นเองมันสะดุ้งกระโดดแตะเต็มแรง ผมรู้สึกถึงลมที่ผ่านหน้าผมไปได้ หันมองกลับไปกีบเท้าม้าน้อยอยู่ระดับก้านคอผมเลย รวมทั้งตัวม้าที่อยู่ในอากาศเกือบทั้งตัว โชคดีที่ขี่จักรยานด้วยความเร็วมิเช่นนั้นโดนเต็มคอเลย อาจไม่มีชีวิตเหลือมาดูโลกต่อไปก็ได้ ซึ่งสอนให้รู้ว่าก่อนเข้าใกล้ม้าควรให้มันรู้ตัวก่อนมิเช่นนั้น อาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

ผมเคยขี่เจ้าม้าน้อยไปในสวน ขึ้นดอย ใกล้ๆไร่ เพื่อความเพลิดเพลิน คนงานเคยใช้งานม้าน้อยลากปุ๋ยขึ้นไปใส่ต้นไม้บนดอย นับว่าม้าเป็นสัตว์สารพัดประโยชน์สำหรับมนุษย์เลยทีเดียว แต่พอมีรถยนต์ม้าก็เริ่มหมดความนิยมลงไปเลย

เจ้าม้าน้อยชอบแอบขโมยข้าวเปลือกที่ผมเตรียมไว้สีสำหรับคนงาน มันชอบนักเวลาเราเผลอปล่อยเชือกจูงยาวเกินไป มันก็จะปลี่ไปที่
ก ระสอบข้าวเปลือกในทันที หากเราจับได้มันก็ทำหน้าตาเฉยต้องจูงกลับเข้าคอกจึงจะยอมหยุดกิน ถ้าหากไปตีม้าน้อยมันก็จะไม่พอใจมากด้วยการยิงฟันขู่เรา ม้าเป็นสัตว์ที่ให้ความเพลิดเพลินกับคนเราได้เป็นอย่างดี ผมเคยรู้จักเด็กคนหนึ่งอายุประมาณ 10 กว่าปีซึ่งรากฐานเป็นคนกรุงเทพ แต่มาโตที่แม่จันพร้อมกับที่แม่ของแกมาทำรีสอร์ท แกได้รับการศึกษาในโรงเรียนท้องถิ่น แต่ที่ครอบครัวค่อนข้างมีฐานะเลี้ยงดูอย่างดี แกมีงานที่ต้องทำในวันหยุด คือ การดูแลม้าของรีสอร์ทกว่า 10 ตัว และ เป็นผู้นำทางในทริปขี่ม้าแอดแวนเจอร์ของแขกที่มาใช้บริการ สังเกตดูน้องเบนคนนี้มีอะไรพิเศษกว่าที่เด็กกรุงเทพไม่มี คือ เรื่องการผจญภัย อิสระที่จะคิดและทำเรื่องราวต่างๆที่ขนาดผู้ใหญ่ยังต้องอาย และแกยังมีอะไรที่เด็กต่างจังหวัดไม่มี คือ เรื่องของการเข้าหาผู้คน แกมีเชาว์เรื่องสัมพันธภาพ กาลเทศะ เหยี่ยงเด็กที่ได้รับการอบรมมาดี แต่ก็ไม่ขาดจินตนาการของเด็ก ซึ่งผมสรุปว่า สิ่งนี้น่าจะเกิดจากการได้สัมผัสม้าของแกอยู่ตลอดเวลา ม้าเป็นสัตว์ที่รักอิสระ ชอบผจญภัยเท่าที่มันจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และม้าที่ได้รับการฝึกอบรมมาดีก็สามารถตอบสนองผู้ขี่ได้เป็นอย่างดี รู้กาลเทศะ เด็กที่สัมผัสม้าอยู่ตลอดน่าจะมีพัฒนาการที่สอดคล้องกับธรรมชาติ รักที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ตามวัยผิดกับเด็กในเมืองใหญ่ที่วิธีการเรียนร ู้ค่อนข้างจำกัด แต่กลับมีข้อมูลต่างๆมากมายให้เรียนรู้

การเลี้ยงสั ตว์ในสมัยโบราณถือว่าเป็นงานที่สำคัญ เมื่อจะออกรบต้องเตรียมช้างม้าวัวควาย ไว้ให้พร้อมสรรพ กองทัพจำนวนมากพ่ายแพ้ด้วยการขาดเสบียง ขาดช้างศึก ม้าศึก ที่ดี มากกว่าจะแพ้กันด้วยฝีมือทางการรบจริงๆ การเลี้ยงสัตว์จึงผูกพันกับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว คนเราโตขึ้นมากับสัตว์ชนิดต่างๆที่รายล้อมรอบตัวเราจริงๆ ทั้งที่ไว้ใช้งาน และใช้เป็นอาหาร มาในสมัยนี้คนเราโดยเฉพาะคนที่โตในเมืองใหญ่มักจะห่างเหินกับสัตว์ต่างๆเสีย จริงๆเพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป

เมื่อเลี้ยงวัว เลี้ยงม้าแล้วผมก็เลี้ยงไปอย่างไม่ได้คิดจริงจังทำเป็นธุรกิจ เพราะรู้ว่ามันเป็นไปได้ยากต้องใช้ทุนสูงมาก และผมก็รู้ว่าผมต้องหาอะไรทำอย่างจริงจังเสียที ผมจึงมองดูสัตว์รอบตัวก็เห็นว่าแพะน่าสนใจมากทีเดียว

เมื่อผมตัดสินใ จเลี้ยงแพะ อะไรๆในไร่ก็เริ่มเปลี่ยนไป ในตอนเริ่มเลี้ยงผมตั้งใจจะเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงในไร่มากกว่าที่จะทำเป็นกิ จลักษณะ ผมวางแผนในไร่ด้วยสภาพอันจำกัด และบีบให้เลือกอยู่ตลอดเวลา ในตอนนั้นมีอะไรที่ดูดีกว่าการเลี้ยงแพะหลายอย่าง เช่น การทำสวนส้ม การทำพืชไร่ตัวอื่นที่มีสภาพคล่องสูงกว่าการเลี้ยงแพะ แต่อนิจจัง ในเวลาต่อมาทุกอย่างเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว ตอนนั้นเป็นตอนที่ผมต้องคิดและตัดสินใจ ผมมองหน้าเหล่าแพะทั้งหลายที่ผมมี ประมาณ 10 กว่าตัว แล้วบอกพวกมันว่า”เชื่อฉันซิ ฉันจะทำให้พวกแกมีความสุข และ ฉันจะรวบรวมพวกแกให้ได้มากๆ และทำที่นี่ให้เป็นสวรรค์ของแพะเลย ให้ได้กินอิ่ม นอนหลับกว่าแพะที่อื่นๆ เลยนะ” แต่ผมบอกมันไม่หมด ผมไม่ได้บอกแรื่องเงื่อนไขในการอยู่ของพวกมันว่ามันมีค่าใช้จ่ายนะและพวกแกต ้องตอบแทนที่ฉันเลี้ยงดูพวกแกมาด้วย”ชีวิต”

ฟังดูอาจจะดูโหดร้ายแต ่นี่เป็นความจริงของชีวิต ลองนึกดูดีๆ ว่าทุกอย่าง คือ การแลกเปลี่ยน ไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่าๆ แม้แต่ในสังคมมนุษย์ด้วยกัน ลองมองไปรอบๆ ว่าการที่นายจ้างจ้างเราทำงานเพื่ออะไร การที่เรากินอิ่ม นอนหลับ เราต้องแลกอะไรออกไปบ้าง สุดท้ายแล้วใครเป็นคนควบคุมชีวิตเรา

ในฐานะ ที่ผมเป็นเจ้าของฟาร์ม ผมดำรงตำแหน่งประหนึ่งเทพเจ้าของแพะในฟาร์มของผมด้วย ผมเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย แพะในฟาร์มจึงต้องศรัทธาในตัวผม(ถ้ามันมีความศรัทธานะ) ผมกำลังเปรียบเทียบอะไรเนี่ยดูเหมือนจะนอกประเด็นเรื่องที่ต้องการพิมพ์แล้ว นะ

ภาพที่ประทับใจในการเลี้ยงแพะคงอยู่ที่การได้เห็นลูกแพะที่กำลั งออกจากตัวแม่แพะ ตอนคลอดลูกเนี่ยลุ้นที่สุดเลย กลัวว่าลูกจะตายด้วยสาเหตุต่างๆ (แล้วเราจะไม่ได้เงิน) หากมีการตายเกิดขึ้นแล้วหาสาเหตุไม่ได้ผมจะไม่สบายใจไปนานเลย ในที่สุดก็ต้องคาดเดาไปต่างๆนานา

เมื่อแม่แพะคลอดลูกแล้ว เราต้องพยายามที่จะดูแลลูกแพะเหล่านั้น รวมถึงการช่วยให้แม่แพะมีความสามารถในการเลี้ยงลูกให้ได้มากที่สุด ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมต่างๆให้สงบ การฉีดยาต่างๆ ฯ เพื่อให้ลูกแพะมีอัตราการตายน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ส่วนใหญ่แล้วล ูกแพะจะมีโอกาสตายมากกว่าแม่แพะ แต่ก็มีบ้างที่แม่แพะตายก่อนในกรณีอุบัติเหตุจากการคลอดเมื่อแม่แพะอ่อนแออย ู่แล้ว ผมมีลูกแพะสองตัวที่ต้องนำมาป้อนนมเองเนื่องจากแม่ของมันตายหลังคลอด ตอนเล็กต้องรีดนมน้ำเหลืองจากแม่แพะตัวอื่นให้กิน เมื่อโตขึ้นมาต้องให้นมผสมใส่ขวดนมกิน

เจ้าแพะสองตัวนี้ใจกล้ากว่าแพ ะทั่วไปเนื่องจากเติบโตมากับคน และสุนัข จึงทำให้มันเป็นแพะที่ชอบเล่นกับสุนัขพันธุ์ใหญ่อย่างโดเบอร์แมน(เจ้าดวงดี) หากเมื่อใดผมลืมปิดประตูรถเอาไว้ เจ้าแพะจุ่นจ่านคู่นี้จะคอยเข้าไปรื้อดูข้าวของในรถอย่างสอดรู้สอดเห็น วันดีคืนดี ก็ทำท่าขับรถเล่นเสียอีก พอผมตะโกนไล่เท่านั้นแหละ วิ่งหางจุกตูดเลย บางทีก็จะขโมยกินข้าวสารที่ตั้งไว้บนบ้าน จนภายหลังต้องย้ายที่เก็บข้าวสารไปอยู่ในห้องมิดชิด นี่แหละคือ ความวุ่นวายประสาแพะที่เลี้ยงอย่างหมา จนผมอดคิดไม่ได้ว่าจะขายมันดีหรือไม่ ใจหนึ่งก็รำคาญพฤติกรรมของมัน แต่ใจหนึ่งก็สงสารมันยิ่งนัก

มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกแพะคลอดออกมาเป็น ลูกแฝด แล้วแม่แพะตัวดำไม่ยอมเลี้ยงลูก ไม่ให้ลูกกินนม มีอาการกระสับกระส่าย ซึ่งพบได้บ่อยในแพะแม่สาวให้ลูกครั้งแรก ซึ่งการฉีดฮอร์โมนออกซี่โตซินบวกกับฟอสฟอรัสและการบังคับให้แม่แพะให้นมลูกใ นวันแรก หรือ อีกสองถึงสามวันถัดมาช่วยให้แม่แพะปรับตัวได้ แล้วก็จะเลี้ยงลูกไปได้ในที่สุด แต่แม่แพะตัวนี้ไม่ยอมให้ลูกกินนมเลยจริงๆ เป็นโชคดีที่วันถัดมามีแม่แพะตัวใหม่เกิดลูกพอดี ซึ่งก็เป็นลูกแฝดเช่นกัน ผมจึงนำลูกแพะจากแม่แพะตัวเก่าที่ไม่ยอมให้ลูกกินนมไปกินนมแม่แพะตัวนี้ซึ่ง เต้ามีขนาดใหญ่ แต่มีกรรมวิธี คือการที่จะต้องทำลายการรับรู้ของแม่แพะใหม่เรื่องความสามารถในการดมกลิ่นก่ อนจะได้ไม่รู้ว่าเป็นลูกหรือเปล่า ด้วยการทายาหม่อง ซึ่งตอนนั้นผมใช้ยี่ห้อแซมบัค ได้ผลดีมากเลยแม่แพะไม่ผิดสังเกตเลย สามารถให้นมลูกดังลูกแท้ๆของตนเองเลย เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “โนตมกับโนนม ต่างกันมากทีเดียว”

ความสุขในการเลี้ยงสัตว์ คือ การที่ได้เห็นสัตว์ที่เราเลี้ยงเติบโตขึ้น และ ได้เฝ้ามองเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ทีละน้อย ผ่านไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า การได้เห็นแพะตัวขาวๆเดินเล็มหญ้าเป็นฝูงๆ สีตัวตัดกับพื้นหญ้าสีเขียว การมีจินตนาการกับแปลงหญ้ากว้างทอดตัวยาวไปตามดอยที่สูงๆต่ำๆ เป็นอะไรที่สดชื่นมาก รวมทั้งการเห็นฝูงแพะตัวน้อยๆ เล่นกันเหมือนกับว่าวันทั้งวัน คือ การเล่นสนุก และการกินนมจากเต้าของแม่มัน เมื่อกินอิ่มก็กลับมาเล่นสนุกกันต่อทั้งวัน

ค วามรู้สึกมั่นคง จะช่วยให้เราผ่อนคลายไปได้มากทีเดียว ผมจะรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่สร้างมาตราฐานด้านความปลอดภัยให้กับแพะมากขึ้นก ว่าเก่า เช่น เมื่อรั้วกั้นเสร็จเรารู้สึกอุ่นใจมาก เพราะสุนัขและคนต่างถิ่นสร้างความลำบากใจให้แก่ผมมากจริงๆ การตัดสินใจใช้เครื่องตัดหญ้าแทนการใช้สารเคมีพ่นฆ่าวัชชพืชก็ช่วยให้ผมสบาย ใจได้มากทีเดียว กล่าวคือ ยิ่งผมทำหรือ หาวิธีที่จะทำให้แพะของผมอยู่เย็นเป็นสุขได้เท่าใด ผมก็มีความสุขมากขึ้นเท่านั้น

ควา มสุขที่สำคัญในการเลี้ยงแพะ คือ การจบกระบวนการเลี้ยงได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่น หมายถึง เรื่องของตลาด ผมจะรู้สึกเป็นสุขที่ได้ขายแพะออกจากฟาร์มไปได้ เพราะนั่นหมายความว่าถึงคุณค่าของผมในฐานะเจ้าของฟาร์ม และผู้จัดการฟาร์ม มันแสดงถึงภาระกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ เมื่อสำเร็จแล้วผมก็มีกำลังใจมากขึ้นไปอีก เพื่อที่จะสร้างความสำเร็จสำหรับตัวเองและเพื่อแพะของผม

---(ติดตามตอนต่อไป)---

เอโปรเขียน แ้ล้วส่งมาทางอีเมล์ ได้รับเมื่อวันที่เสาร์ที่ 3 กันยายน 2547 จดหมายจากเพื่อนมาต้อนรับผมกลับถึงอเมริกา

Sunday, September 04, 2005

เพื่อนเขียน


งานเขียนต่อไปนี้เป็นผลงานของเอโปรเพื่อนรัก ที่เขาส่งผ่านทางอีเมล์มาให้อ่านจากเชียงราย

เ ราพบกันในกลางเดือนสิงหาคม ผมรบเร้าให้เขาเขียนเรื่องราวชีวิตมาให้เพื่อนๆ อ่านบ้าง เพื่อจะได้ไม่ให้เราต้องห่างเหินกันเกินไป สองสัปดาห์ต่อมา ผมได้อ่านเรื่องราวของเขาทันใจ

ฝีไม้ลายมือในการเขียนของเอโปรยังมีเ หลือให้เห็นอยู่ แม้เขาจะห่างหายไปจากการจับปากกาเขียนหนังสือมาจับจอบขุดดินสักพักใหญ่ สมัยเป็นนักเรียน เขาเคยเป็นประธานสมาคมหนังสือพิมพ์ของโรงเรียน นั่นหมายความว่าเขาควบตำแหน่งบรรณาธิการ "วชิราวุธานุสาสน์" วารสารรายภาค และ "พระมนูแถลงสาร" จดหมายข่าวรายเดือนไปโดยปริยาย

ราวแปดปีก่อน เราสองคนเปิดคอลัมน์ "จดหมายจากต่างแดน" ไว้ด้วยกันใน "พระมนูแถลงสาร" ซึ่งเป็นจดหมายจากนักเรียนที่อยู่เมืองนอกเขียนมาเล่าประสบการณ์และความเป็น ไปให้ฟัง ผมเป็นนักเขียนคนแรกของเขา ขณะเวลาล่วงเลยจะจวบจน 10 ปีแล้ว คอลัมน์จดหมายจากต่างแดน ก็ยังเป็นคอลัมน์ประจำที่ไม่เคยหายไปไหน ใครจะรู้บ้างไหมว่า เอโปรคือพลังสำคัญที่ก่อให้เกิดคอลัมน์ติดใจผู้อ่านในจดหมายข่าวเล็กๆ ของโรงเรียนได้ยาวนานถึงปานนี้

ยิ่่งอ่านเรื่องที่เขาเล่าให้ฟัง ก็ยิ่งคิดถึงเขา ไม่น่าเืชื่อเลยว่า ชีวิตของคนเราจะต้องระหกระเหินไปตามทางของแต่ละคนได้ึไกลถึงเพียงนี้

---------------------
"ฝึกพิมพ์ดีดส่งให้ท่อก" (เอโปรขึ้นชื่อเรื่องว่าอย่างนี้ ด้วยเหตุว่าเขาเห็นด้วยกับผมว่า เขียนใส่คอมพิวเตอร์เลยจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก)

อ ่านเรื่องทรัพย์ศาสตร์ของ พระยาสุริยานุวัตร แล้วทึ่งในความเป็นผู้ รอบรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์มาก ในตำราของท่านแต่งไว้โดยละเอียดพร้อมยกตัวอย่างประกอบ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นหนังสือที่เขียนไว้เกือบ 100 ปีแล้ว และเป็นความจริงที่ปรากฏทุกยุกทุกสมัย น่าเสียดายที่ความคิดของท่านก้าวล้ำยุคเกินไปในสมัย รัชกาลที่ 6 ไม่ค่อยมีผู้ใดให้ความสนใจในศาสตร์มากนัก ทั้งยังไม่เหมาะกับนโยบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เป็นช่ วงปลุกระดมให้รักชาติ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

อย่างตัวอย่างเรื ่องเงินชั่วไล่เงินดีออกไป ผมสงสัยตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือที่โรงเรียนแล้ว เพิ่งมาเข้าใจเอาตอนอ่านเรื่องทรัพย์ศาสตร์นี่เอง ว่าเหตุใดเงินชั่วจึงไล่เงินดีออกจากระบบ

เมื่ออ่านแล้วชวนให้คิดถึง สภาพบ้านเมืองในขณะนั้นทีเดียว แม้ยุคปัจจุบันสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไปมากแต่ช่องว่างระหว่างคนรวย(ขุนนาง-นา ยทุน) กับคนจนยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่น ซ้ำยังพัฒนาการให้เข้มแข็งกว่าเดิมด้วยระบบการจัดการแบบใหม่

ท่านกล่ าวไว้ว่าคนรวยเมื่อได้ครอบครองทรัพย์อย่างไรซะก็เป็นคนรวยอยู่วันยังค่ำ ส่วนคนจนต่อให้ทำงานขยันอย่างไรก็ยังคงจนอยู่ดี เพราะฝ่ายหนึ่งมีทุนเป็นทรัพย์สมบัติอยู่มากจึงได้รับผลประโยชน์อันเกิดจากท ุนนั้นเป็นธรรมดา ส่วนคนจนแม้จะเหนื่อยยากเพียงใด ก็ได้ค่าแรงไม่พอเลี้ยงชีพอยู่เสมอไป แม้ว่าทั้ง 2ฝ่ายจะร่วมมือประกอบกิจการงานร่วมกันก็ตาม ฝ่ายเจ้าของทุนมากก็จะได้รับผลตอบแทนมากกว่าเสมอ ทั้งฝ่ายลูกจ้างก็เป็นฝ่ายของคนจำนวนมากต่างก็แย่งงานกันทำอยู่เสมอ ถ้าไม่ขยันเขาก็ไล่เสีย มีคนมาทดแทนอยู่เสมอ

ทรัพย์ประกอบด้วย ที่ดิน แรงทำการ และทุน อันเป็นของสงวนสำหรับเจ้านาย
ท ำให้นึกตลกที่ในสมัยก่อนระบบศักดินาขุนนางกดขี่คนจนไม่มีที่ทำกินมานานแล้ว จนปัจจุบันแม้ว่าคนจนจะมีที่ทำกินแต่ก็ไม่อยากทำ เพราะนายทุนเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมที่ เก็บส่วย อากร เอาจากผลผลิตของชาวนา ในสมัยรัชการที่ 5 ชาวนาต้องจ่ายส่วยให้กับรัฐและนายอากรถึง 3 ใน 5 ส่วนเลยทีเดียว แต่ในปัจจุบันอาชีพชาวนาก็ประกอบกันโดยเสรีไม่ต้องจ่ายส่วยให้ใคร แต่มานั่งนึกดูดีๆ เดี๋ยวเราก็ยังเห็นชาวนาจ่ายส่วยแต่จ่ายเป็น ปุ๋ยเคมี ค่าเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นผลผลิตที่นายทุนเป็นเจ้าของอยู่ดี เพราะนายทุนเดี๋ยวนี้ครอบครองมีปัญญาเป็นทรัพย์ก็เลยหาผลประโยชน์จากทรัพย์น ั้นเป็นธรรมดา ซึ่งหากนายทุนมีทรัพย์เป็นที่นาก็อาจไม่คุ้มค่าแล้วก็เป็นได้ มาในปัจจุบันชาวนาก็เลยพากันขายที่ขายทางให้กับนายทุนอีก เมื่อนายทุนเห็นช่องทางที่จะแสวงหาผลกำไรได้ก็ซื้อเอาไว้ จนตอนนี้ไปในชนบท แทบทุกที่จะมีแต่ที่ดินรกร้างว่างเปล่าของนายทุนต่างๆเป็นจำนวนมาก หากอนาคตการทำนาทำได้ง่ายขึ้นกว่าสมัยนี้ สามารถควบคุมได้ดังใจให้ผลตอบแทนคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้วสงสัยนายทุนคงเป็นเจ ้าของข้าวเกือบทั้งประเทศเป็นแน่ แล้วชาวนาก็รับบทเป็นลูกจ้างในนาของนายทุนเป็นแน่

ธรรมดาของโลกมนุษย ์ที่ต้องมีการแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก วิธีคิดก็คือ ทำอย่างไรให้ปลาเล็กมีความสามัคคีรวมตัวกันเพื่อสู้กับปลาใหญ่ได้ เหมือนกันในทุกสังคม หากเราไปขัดขืนวิถีธรรมชาติเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์แล้วสังคมก็จะย่ำอยู่ก ับที่

มีข้อคิดอยู่อย่างหลังการอ่านหนังสือเล่มนี้ คือ กลุ่มคนจนจะเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากอยู่เสมอ จะแย่งงานกันทำอยู่เสมอ เป็นกลุ่มคนที่ตกอยู่ในอำนาจของคนอีกกลุ่มเล็กๆซึ่งมีจำนวนไม่มากเท่าไรนัก

อ ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึงเรื่องจริงในปัจจุบัน แม้กาลสมัยจะผ่านมานานแล้วก็ตามแต่หลักการแบ่งแยกคนรวย-คนจนยังคงอยู่เสมอ อาจมีพื้นฐานมาจากการศึกษาหรือเปล่าไม่ทราบที่ออกแบบไว้โดยผู้มีอำนาจในสมัย ก่อนต้องการรักษาอำนาจและข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจก็เลยออกแบบระบบการศึกษาไว ้เพื่อตอบสนองการรักษาฐานอำนาจนี้ไว้

ย้อนกลับมาสู่ชีวิตผม ผมไม่ชอบที่จะเรียนอยู่ในห้องเรียน แม้ว่าผมจะเคยทำคะแนนดีๆได้ในระยะหนึ่งของการเรียนตอนมัธยมต้นผมจะทำคะแนนใน ระดับสูงของห้อง ก. อยู่เสมอ แต่ก็เพราะเป็นการท่องจำตามตำราเท่านั้นมิได้มีความเชิงวิเคราะห์ มีเหตุมีผล ต่อมาเมื่อผมเริ่มเบื่อการท่องจำคะแนนของผมก็เริ่มตกลงตกลง ตอนมัธยมปลายผมมีครูดีๆอยู่หลายคน ที่ให้กำลังใจผมแม้ว่าผมจะมีเกรทในวิชาเรียนไม่ค่อยดีนัก เมื่อต้องเลือกสายเรียนตอนขึ้น มัธยมปลาย ผมจึงเลือกตามที่คนส่วนใหญ่ที่มีเกรทดีๆเลือกกันนั่น คือการเรียนสายวิทย์ แต่ทำให้ผมทุกข์ทรมานใจอยู่ตลอด 3 ปี ที่เรียนมา ทุกๆครั้งที่เข้าห้องเรียนผมจะคอยแต่ระฆังตีเปลี่ยนชั่วโมง จนในที่สุดความอดทนที่จะเรียนอย่างท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทองของผมก็จบลง พร้อมๆกับเกรทที่ตกลงมาเป็นรูประฆังคว่ำ ในขณะที่ผมไม่รู้จะปรึกษาใครดีเพราะในเวลานั้นเพื่อนๆส่วนใหญ่ของผมก็ยังไม่ มีใครให้ความสนใจกับเรื่องการเรียนในห้องเรียนมากนัก

ผมไม่มีความสุข กับการเรียน หากนำเกรทมาเป็นตัววัดผมคงเป็นคนที่ล้มเหลวในระบบ และก็ต้องถูกคัดออกแน่นอน และก็เป็นจริงผมสอบเอนทรานซ์ไม่ติด ในวันที่ผมได้รับการประกาศผลทางไปรษณีย์ผมไม่รู้เลยว่าต่อไปนี้เราจะเดินไปท างไหนกันแน่ เพราะผมไม่เคยตอบคำถามแก่ตนเองเลยว่า ผมต้องการอะไร และจะตัดสินใจกับชีวิตอย่างไร เมื่อผมไม่สามารถตัดสินได้ ผมก็ทำตามใจของคนอื่น เพราะอำนาจที่เราไม่อยากจะต่อต้าน เหมือนที่ผมเคยต่อต้านแล้วรู้สึกผิดมาก ในตอนที่ผมจะเลือกเปลี่ยนสายการเรียนไปเรียนสายศิลป์ตอนปีสุดท้ายของชั้นมัธ ยมปลาย เพียงเพราะผมเบื่อบรรยากาศในห้องเรียนและต้องทนเรียนสิ่งที่ผมสัมผัสไม่ได้ ผมเบื่อที่จะเข้าใจเรื่องคลื่นในวิชาฟิสิกส์ ผมทนต้องท่องตารางธาตุเสียเวลาอย่างมากเพื่อจะได้สอบผ่านและผมก็ลืมมันในอีก 2 วันต่อมา เรื่องการเปลี่ยนสายการเรียนนี้ พ่อผมต่อต้านหนัก มีเหตุผลให้ผมฟังมากมายถึงผลเสียของการเปลี่ยนสายการเรียน ผมดื้ออยู่ได้ไม่นานก็ต้องกลับไปเรียนสายเดิม ผมรู้สึกว่าผมช่างมีอำนาจน้อยเหลือเกินสำหรับชีวิตของผม บางทีจะน้อยกว่าเด็กมัธยมต้นรุ่นน้องๆเสียอีก

หากไม่ได้เพื่อนหลายๆค นชวนผมทำกิจกรรมอย่างอื่น ผมคงเป็นบ้าไปแล้วแน่นอน ผมชอบกิจกรรมยามค่ำคืนที่โรงเรียน อย่างการแอบเที่ยว ไปจตุจักร ไปดูหนัง ……….. แน่นอนจะขาดคนอย่าง แฟร้งค์ ระดู แมงซิ่ง ท่อก เมน ข่อย สีเทา ไปเสียไม่ได้

แม้ว่าที่โรงเรียนจะมีกิจกรรมมากมายให้เราเลือกที่จะทำ ก็ไม่ช่วยให้ผมค้นหาชีวิตอันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของผมได้เลย ในขณะที่บรรยากาศรอบตัวเน้นให้เราต้องเป็นยอดคน คือ ทั้งเรียน ทั้งเล่นดนตรีและกีฬา ผมก็ยังไม่เอาไหนสักอย่าง ผมรู้สึกท้อแท้ในชีวิตเหลือเกิน

การเป็นคนเก่งและคนดีในโรงเรียนช่ างยากเย็นเหลือเกิน เพราะมีอะไรที่เราต้องทำมากมาย ทั้งที่ชอบและไม่ชอบ มาตราฐานต่างๆที่กำหนดขึ้นอาจเป็นตัวแบ่งแยกเด็กๆออกจากกัน ผมรู้สึกว่าเป็นผู้แพ้เสมอๆ เพราะดูเหมือนไม่มีอะไรที่เราทำได้ดีในโรงเรียนเลยสักอย่าง ผมคงเป็นกลุ่มที่ตกเกณฑ์เฉลี่ย ผมจำได้ว่ามีความดีอยู่ไม่กี่อย่างที่ผมทำที่โรงเรียน

ผมใฝ่ฝันเหล ือเกินที่อยากจะเป็นเศรษฐี ผมจำได้ว่าผมเก็บ ออมเงินที่ได้จากค่าขนมของผม และเงินที่ได้จากประเพณีในกลุ่มญาติ เช่น เงินแต้ะเอียของญาติคนจีน และเงินที่ผมได้มาในโอกาศต่างๆ ทำให้ผมสามารถช่วยเหลือเพื่อนของผมได้บ้างยามเดือดร้อน แต่ไม่ทุกคนหรอกที่ผมจะช่วยเหลือ เพราะผมตระหนักดีว่า ผมมีอยู่จำกัด หากในโรงเรียนมีการสอนวิชาการลงทุนให้กับเด็กผมว่าผมคงจะได้คะแนนดีอย่างแน่ นอน เพราะเป็นความปรารถนาอยากรวยที่ผมมีมาตลอด เป็นความรู้สึกที่รุนแรงกว่าการสอบได้ที่ดีๆเป็นไหนๆ

ผมสนใจเรื่อง การลงทุนมาตั้งแต่ชั้นมัธยมแล้ว ผมเคยเป็นส่วนหนึ่งที่รับรู้สภาพการขึ้นลงของตลาดหุ้นในภาวะที่เป็นกระทิงดุ ขึ้นไปถึง 1400 จุดในสมัยนั้น และตกลงมาเหลือ600 จุดในสภาพหมีหลับก่อนที่ผมจะเลิกคิดจะได้ผลตอบแทนดีๆ เพราะดูว่ามันยากเหลือเกินที่จะมีโอกาศดีๆในยามตลาดซบเซาเวลานั้น ขณะที่เพื่อนๆผมสนใจเรื่องการเล่นกีฬา ดนตรี และกิจกรรมอื่นๆ
ผมลงทุนในก องทุนรวมตั้งแต่เด็ก ซึ่งส่วนมากจะถูกกินอยู่เสมอ แม้ว่าจะขาดทุน แต่ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง อย่างน้อยการที่เรามีความปรารถนาอะไรบางสิ่งบางอย่าง เราก็ต้องยอมที่จะแลกเปลี่ยนด้วยของที่มีค่าบางสิ่งบางอย่างด้วยเหมือนกัน ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ผมอยากเรียนรู้เรื่องของการลงทุนผมก็ต้องเรียนรู้การขาดทุนเป็นธรรมดา แน่นอนมันทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด แต่มันก็ยังเป็นความเจ็บปวดที่มีค่า เพราะถ้าได้มาโดยไม่ต้องลงทุนแล้ว ชีวิตก็จะไม่มีค่าอะไร หากไม่คาดหวังอะไรบางอย่าง ชีวิตเราอาจจะไม่ได้อะไรเลยก็เป็นได้ เหมือนกับตอนเรียนชั้นมัธยมผมไม่มีความคาดหวังกับอะไรเลย ผมก็เลยไม่ได้สิ่งใดตอบแทนนอกจากการที่มีอายุมากขึ้นเท่านั้นเอง และเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างที่สำคัญกับชีวิตอย่างเช่นการเล ือกเรียน ในระดับอุดมศึกษาผมก็ทำไปเพียงเพราะ ต้องการให้ผ่านๆไปเหมือนเช่นตอนมัธยมเท่านั้นเอง

หากชีวิตเราต้องก ารที่จะเรียนรู้อะไรโดยที่เราเจ็บปวดน้อยที่สุดเราจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาที่ ดี และการเลือกที่ปรึกษาในชีวิตก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การตัดสินใจเรียนรู้ เพราะในชีวิตเรามีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ เราจึงควรเรียนรู้จากคนเหล่านี้ ไม่ใช่จากคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ

ผ มเป็นคนที่สับสนในชีวิตมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่รู้จะเลือกอะไรให้ชีวิตดี รวมทั้งผมยังไม่ได้เลือกที่ปรึกษาที่ดีแก่ชีวิตด้วย ผมรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจแก่ตนน้อยมาก ไม่สามารถจะทำอะไรให้สำเร็จได้ ในห้องเรียนทั้งที่โรงเรียนและที่มหาวิทยาลัย บรรยากาศไม่แตกต่างกันเลยไม่มีเรื่องที่ผมอยากจะเรียนรู้เลย มีแต่ความทรมานใจน่าเบื่อหน่าย มีแต่สิ่งที่จับต้องไม่ได้ แล้วความฝันของผมที่อยากจะเป็นเศรษฐีของผมคงจะไม่มีวันเป็นจริงได้เลย ถ้าต้องผ่านระบบการเรียนในสถาบันการศึกษา

ผมเรียนสาขาวิทยาศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยรามคำแหง(ซึ่งผมเลือกเรียนตามใจพ่อ) ด้วยความเหนื่อยหน่ายจากการต้องเรียน แม้ว่าการทำกิจกรรมทางด้านกีฬาก็ไม่ช่วยให้ผมมีความรู้สึกที่ดีขึ้นกลับทำให ้ผมเหนื่อยกายหนักกว่าเดิมเพราะต้องอยู่ซ้อมรักบี้ที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยจน มืด

ผมเบื่อสภาพในกรุงเทพเหลือเกิน ดูเหมือนผมไม่มีวันทำอะไรได้ดีที่นี่เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ที่ดูจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่ ผมต้องทนรถติดนั่งรถเมย์ไปเรียนวิชาที่ไม่ชอบ ต้องเหนื่อยกายเล่นกีฬาเพื่อที่ทำให้ผมยังรู้สึกว่าเรามีค่าอยู่บ้าง แย่ยิ่งกว่าตอนอยู่มัธยมมาก อย่างน้อยตอนนั้นก็ไม่ต้องเดินทางไปทำสิ่งที่เราไม่ชอบ

วันหนึ่งขณ ะนั่งรถเมย์ไปเรียนผมก็มีความคิดแว๊บขึ้นมาในหัว หลังจากอ่านป้ายโฆษณาเกมส์คอมพิวเตอร์ ที่รถเมย์วิ่งผ่านห้างแห่งหนึ่ง ผมก็คิดถึงแม่ที่อยู่จังหวัดเชียงราย ผมไม่รู้ฐานะและสภาพการทำมาหากินของแม่เลยรู้แต่คร่าวๆว่า ทำสวนและงานเจ้าของโครงการก่อสร้างตึกเล็กๆในอำเภอเชียงแสน ตอนนั้นผมมีเงินเก็บเล็กๆ ผมก็ตัดสินใจอย่างหุนหันผลันแล่นขึ้นมาในทันทีว่าเราอยากไปอยู่กับแม่มากกว่ า อาจจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเลี้ยงตัวก็ได้ อย่างเช่นการทำร้านเกมส์ เมื่อตัดสินใจปุ๊บ ผมก็หยุดเรียนทั้ง 2 มหาวิทยาลัยในทันที โดยไม่ปรึกษาใครเลยแม้แต่คนในครอบครัว รีบขึ้นเหนือไปหาแม่ เรียกว่าการตัดสินใจโดยใช้อารมย์เป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมมาสำนึกได้ทีหลังว่า มันเสี่ยงเกินไปที่จะทำเช่นนั้นอีก ผมไม่แคร์กับชีวิตในมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น แม้ว่าในปีหลังผมจะเอนทรานซ์ติดด้วยการเลี่ยงไปเรียนสายศิลป์ก็ตามที แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าผมมีอิสระที่จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรด้วยตนเอ งอย่างแท้จริง

การเดินทางของจริงได้เริ่มต้นขึ้น ผมเดินทางมาเชียงแสนพร้อมกับอุปกรณ์เกมส์ต่างๆ ประมาณ 4 ชุด ผมถามสถานการณ์จาก พี่สัก ซึ่งเป็นลูกน้องเก่าของแม่ มาภายหลังพี่สักก็ออกมาเปิดร้านเกมส์ในหมู่บ้านห่างไกล ผมปรึกษาจากคนเพียงคนเดียวจริงๆ แม้แต่แม่ผมตอนแรกก็คัดค้าน แต่ด้วยความที่อยากจะเห็นผมลองผิดลองถูกด้วยตนเองบ้างกระมัง ก็เลยคัดค้านน้อยลงมาเป็นลำดับ ผมมาเปิดร้านเกมส์ที่บ้านของแม่ที่เชียงแสนนี้เอง ผมออกแบบมาให้ร้านเป็นตัวทำเงินค่าขนมของผมแทนอาชีพการรับจ้างเรียนของผมที่ กรุงเทพ และก็ได้ผล ผมมีเงินเป็นค่าใช้จ่ายของผมโดยไม่ต้องพึ่งพาใครมากนัก และผมยังมีเวลาไปช่วยแม่ดูเรื่องอื่นๆซึ่งเวลานั้นแม่ทำธุรกิจค้าผลไม้ แต่ผมก็เป็นตัวป่วนซะมากกว่า อย่างที่บอกว่าเราควรมีที่ปรึกษาที่ดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ตอนนั้นผมก็ยังคงสับสนในชีวิตอยู่จะดีก็เพียงแต่ว่าไม่ต้องพึ่งพารายรับค่าข นมจากพ่อเพื่อแลกกับการไปเรียนสิ่งที่ไม่อยากเรียน และไม่ต้องเดินทางเท่านั้น แต่ผมก็ยังไม่รู้ทิศทางชีวิตของผมเลย เพราะเมื่อออกจากมหาวิทยาลัยแล้วผมไม่รู้ว่าผมจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อ ย่างไร

ร้านเกมส์น่าจะเรียกว่าบ้านที่มีเกมส์มากกว่า เพราะมันเล็กเหลือเกินกว่าที่จะเห็นว่าเป็นร้านจริงๆ ใช้พื้นที่ด้านหน้าที่ดัดแปลงจากส่วนรับแขกประมาณ 4*4 = 16 ตารางเมตรสำหรับตั้งเกมส์ 4 ชุด ภายหลังเพิ่มเป็น 6 ชุด มีเกมส์ให้เด็กๆเล่นมากมายซึ่งผมเหมาเกมส์มือสองมาถูกๆพร้อมกับเครื่อง เมื่อเปิดร้านได้สักเดือนมีเกมส์ประมาณ 400 เกมส์ ระบบการเงินก็ง่ายๆใช้คนงานที่บ้านแม่จ้างไว้เป็นคนใช้ทั่วไป ผมก็เลยให้เฝ้าเครื่องเกมส์ด้วย โดยใช้เครื่องหยอดเหรียญแบบตั้งเวลาตัดอัตโนมัติ หน้าที่ของผมคือการไขเปิดตู้เพื่อเอาสตางค์ออกมาในตอนเย็น และฝากเหรียญ 5 บาทไว้สำรองการแลกเหรียญในวันทัดไป เห็นไหมง่ายนิดเดียว ใช้เวลาประมาณวันละ 5 นาทีสำหรับคิดเงิน หากจะเดินทางไปไหนไกลหลายวันก็ฝากเหรียญไว้มากหน่อย

ผมมีความสุขขึ้นมามากทีเดียว แต่ชีวิตก็ยังคงเต็มไปด้วยความทุกข์อันเนื่องมาจากความไม่รู้จุดหมายปลายทางของตนเอง ผม
ค งไม่คิดอะไรยั่งยืนกับการทำร้านเกมส์ เพียงแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยู่ได้กับตรงนี้เท่านั้นเอง ผมรู้ว่าผมคงต้องทำอะไรเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับตนเองบ้าง

ในช่วงเวลาท ี่ผมมาอยู่ที่เชียงแสนปีแรกเป็นปีที่ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นในครอบครัวเป็นคร ั้งแรกที่พ่อและแม่วางแผนร่วมกันที่จะประกอบกิจการบางอย่างขึ้นมา ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยเห็นท่านทั้งสองอยู่ร่วมกันได้นานขนาดนี้

ก่อนห น้านี้ผมไม่เคยทราบว่าพ่อและแม่ผมหาเงินเข้ามาที่บ้านได้อย่างไร เพราะพ่อและแม่ผมไม่ได้มีอาชีพเหมือนอย่างพ่อแม่ใครๆ ผมไม่รู้ว่าการที่แม่มาอยู่ที่เชียงแสนซื้อๆขายๆที่ดินมันมีผลตอบแทนอย่างไร และแม่มีภาระหนี้สินอย่างไร เมื่อถามเพื่อนๆว่าพ่อแม่มีอาชีพอะไร เพื่อนๆผมก็มักมีคำตอบที่เป็นตัวอาชีพต่างๆ เช่น หมอ ทนาย รับราชการ…….. แต่ผมไม่รู้จะตอบว่าพ่อแม่ผมมีอาชีพอะไร ส่วนใหญ่ก็จะตอบว่า ค้าขาย เพราะ ง่ายแก่การเลี่ยงประเด็น

ก่อนหน้านั้นพ่อผมเสียหายจากการลงทุนบางอย่ างที่กรุงเทพ ในสภาพที่หมดตัวและมีภาระหนี้สินมากมายในช่วงวัย 70 ปี รวมทั้งที่ดินต่างๆที่เป็นของทั้งพ่อและแม่ต่างก็ติดจำนองธนาคารกันเป็นหางว ่าว รวมหนี้สินรวมแล้วมิใช่น้อยๆเลย ผมมองแทบไม่เห็นวิธีการชำระหนี้คืนเจ้าหนี้ทั้งหมด

พ่อผมฝืนดวงชะตาท ี่กำลังตก ด้วยการหาลู่ทาง ต่างๆนานา ที่จะพลิกสภาพที่เลวร้ายนี้ สำหรับผมนี่เป็นโอกาศที่จะได้เรียนรู้ชีวิตในอีกแง่หนึ่งอาจเป็นชีวิตที่ผมก ำลังค้นหาอยู่ก็เป็นได้

มีกิจกรรมในชีวิตอีก สองอย่างในช่วงนั้น คือ การเรียนในระบบต่อ และการช่วยที่บ้านทำบางสิ่งบางอย่างที่จะกู้วิกฤตได้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเองที่พ่อผมได้มีส่วนผลักดันให้ผมเรียนรู้ที่จะริเริ่มบา งสิ่งจากของที่มีอยู่ นั่น คือ ที่ดินผืนงามริมทะเลสาบเชียงแสน แต่นั่นเป็นเพียงผืนดินที่ยังไม่มีการพัฒนา เราหารือกันอยู่นานว่าจะทำอะไร จนในที่สุดพ่อผมก็เป็นผู้นำที่จะคิดทำการต่างๆนานา นั่น หมายถึงภาระกิจอีกอย่างหนึ่งของผม

ผมกำลังเริ่มชีวิตสองด้าน ด้านที่หนึ่งเป็นชีวิตในระบบการศึกษา ผมก็ยังคงต้องเป็นนักเรียนระดับปริญญาตรีอยู่วันยังค่ำ ส่วนชีวิตอีกด้านหนึ่งเป็นชีวิตที่ต้องผจญภัยไปพร้อมกับครอบครัวผมที่จะหาทา งทำอะไรสักอย่างเพื่อกู้วิกฤตทางการเงิน
ผมเลือกที่จะเรียนภาคพิเศษ วันเสาร์-อาทิตย์ เพราะนั่นหมายถึงเวลาเรียนที่ต้องทุกร์ทรมานน้อยลง แล้วราชภัฏเชียงรายก็เป็นคำตอบของผม ผมชอบเพียงแนวคิดเรื่องการเรียนในเวลาให้น้อยที่สุด ซึ่งในตอนแรกคิดแต่เพียงว่าต้องการใบปริญญาเหมือนเพื่อนทั้งหลายของผมเท่านั ้น ความคิดเลือกคณะที่เรียนยังไม่มี ขอเพียงจบมาคณะใดก้อได้ ในตอนแรกจะลงเรียนคณะเกษตรเพราะน่าจะลงตัวกับหนทางพัฒนาที่ดินที่บ้าน แต่แล้วในปี 2544 ที่ราชภัฏกลับไม่เปิดคณะเกษตรภาคพิเศษเพราะไม่มีคนมาสมัครมากเพียงพอ ผมจึงต้องเลี่ยงไปเรียนคณะอื่น ซึ่งยอดนิยม คือ คณะบริหาร ซึ่งที่นี่ เรียกว่า วิทยาการจัดการ ผมเรียนเอกบัญชี เหตุผลเป็นเพียงเพราะ เป็นคณะเดียวที่ยังมีที่ว่างอยู่ เนื่องจากผมไปสมัครค่อนข้างช้า ในปีนี้เพื่อนๆของผมที่โรงเรียนเก่ากำลังจะจบการศึกษากันหมดแล้ว ผมเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น

อีกด้านหนึ่งของผมค่อนข้างสับสนมากเพราะ การตัดสินใจเรื่องที่บ้านผมมีตัวแปรมากมาย ทำให้พ่อผมตัดสินใจลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลทำให้ผมพลอยสับสนอยู่เป็นนิจ

ห ากจะนับกิจการที่พ่อแม่ผมทำ เมื่อโอกาสต่างๆเข้ามา ก็นับได้หลายอย่าง เช่น การตั้งร้านค้าผลไม้จากจีน เน้นขายแอ๊ปเปิ้ล สาลี่ การลงทุนด้านการเกษตรปลูกไม้ผลโตไวอย่างมะละกอ การร่วมหุ้นกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ ท้ายสุดที่ผมมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ การปลูกมันฝรั่งกับบริษัทข้ามชาติอย่าง ฟริโตเลย์

ผมผ่านช่วงเวลาที่ ทุกข์ใจต่างๆนานา ทั้งเรื่องที่บ้าน และเรื่องเรียนของตัวเองที่มันไม่ค่อยจะสมบูรณ์นัก แต่ยังมีอยู่อย่างเดียวเวลานั้นที่ผมยังมีความภูมิใจเหลืออยู่ คือ การมีกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเองซึ่งสามารถ เลี้ยงชีวิตผม และ ชำระค่าเทอมให้ผมได้เป็นเวลานานถึง 3 ปี ก่อนที่จะปิดตัวไปเพราะเหตุผลทางธุรกิจที่สมควรนั่นคือเรื่องของลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นบทเรียนบทใหม่ในชีวิตผม สอนให้รู้ว่าสิทธิทางปัญญาเป็นสิทธิพึงสงวนของเจ้าของทรัพย์ จะไปละเมิดง่ายๆมิได้ หากในอนาคตผมสามารถทำสิ่งใดที่แปลกใหม่แก่โลกใบนี้ได้ผมก็คงจะรักษาสิทธิอัน นี้ไว้เช่นกัน

----จบ-----