
งานเขียนต่อไปนี้เป็นผลงานของ
เอโปรเพื่อนรัก ที่เขาส่งผ่านทางอีเมล์มาให้อ่านจากเชียงราย
เ ราพบกันในกลางเดือนสิงหาคม ผมรบเร้าให้เขาเขียนเรื่องราวชีวิตมาให้เพื่อนๆ อ่านบ้าง เพื่อจะได้ไม่ให้เราต้องห่างเหินกันเกินไป สองสัปดาห์ต่อมา ผมได้อ่านเรื่องราวของเขาทันใจ
ฝีไม้ลายมือในการเขียนของเอโปรยังมีเ หลือให้เห็นอยู่ แม้เขาจะห่างหายไปจากการจับปากกาเขียนหนังสือมาจับจอบขุดดินสักพักใหญ่ สมัยเป็นนักเรียน เขาเคยเป็นประธานสมาคมหนังสือพิมพ์ของโรงเรียน นั่นหมายความว่าเขาควบตำแหน่งบรรณาธิการ "วชิราวุธานุสาสน์" วารสารรายภาค และ "พระมนูแถลงสาร" จดหมายข่าวรายเดือนไปโดยปริยาย
ราวแปดปีก่อน เราสองคนเปิดคอลัมน์ "จดหมายจากต่างแดน" ไว้ด้วยกันใน "พระมนูแถลงสาร" ซึ่งเป็นจดหมายจากนักเรียนที่อยู่เมืองนอกเขียนมาเล่าประสบการณ์และความเป็น ไปให้ฟัง ผมเป็นนักเขียนคนแรกของเขา ขณะเวลาล่วงเลยจะจวบจน 10 ปีแล้ว คอลัมน์จดหมายจากต่างแดน ก็ยังเป็นคอลัมน์ประจำที่ไม่เคยหายไปไหน ใครจะรู้บ้างไหมว่า เอโปรคือพลังสำคัญที่ก่อให้เกิดคอลัมน์ติดใจผู้อ่านในจดหมายข่าวเล็กๆ ของโรงเรียนได้ยาวนานถึงปานนี้
ยิ่่งอ่านเรื่องที่เขาเล่าให้ฟัง ก็ยิ่งคิดถึงเขา ไม่น่าเืชื่อเลยว่า ชีวิตของคนเราจะต้องระหกระเหินไปตามทางของแต่ละคนได้ึไกลถึงเพียงนี้
---------------------
"ฝึกพิมพ์ดีดส่งให้ท่อก" (เอโปรขึ้นชื่อเรื่องว่าอย่างนี้ ด้วยเหตุว่าเขาเห็นด้วยกับผมว่า เขียนใส่คอมพิวเตอร์เลยจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก)อ ่านเรื่องทรัพย์ศาสตร์ของ พระยาสุริยานุวัตร แล้วทึ่งในความเป็นผู้ รอบรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์มาก ในตำราของท่านแต่งไว้โดยละเอียดพร้อมยกตัวอย่างประกอบ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นหนังสือที่เขียนไว้เกือบ 100 ปีแล้ว และเป็นความจริงที่ปรากฏทุกยุกทุกสมัย น่าเสียดายที่ความคิดของท่านก้าวล้ำยุคเกินไปในสมัย รัชกาลที่ 6 ไม่ค่อยมีผู้ใดให้ความสนใจในศาสตร์มากนัก ทั้งยังไม่เหมาะกับนโยบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เป็นช่ วงปลุกระดมให้รักชาติ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
อย่างตัวอย่างเรื ่องเงินชั่วไล่เงินดีออกไป ผมสงสัยตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือที่โรงเรียนแล้ว เพิ่งมาเข้าใจเอาตอนอ่านเรื่องทรัพย์ศาสตร์นี่เอง ว่าเหตุใดเงินชั่วจึงไล่เงินดีออกจากระบบ
เมื่ออ่านแล้วชวนให้คิดถึง สภาพบ้านเมืองในขณะนั้นทีเดียว แม้ยุคปัจจุบันสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไปมากแต่ช่องว่างระหว่างคนรวย(ขุนนาง-นา ยทุน) กับคนจนยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่น ซ้ำยังพัฒนาการให้เข้มแข็งกว่าเดิมด้วยระบบการจัดการแบบใหม่
ท่านกล่ าวไว้ว่าคนรวยเมื่อได้ครอบครองทรัพย์อย่างไรซะก็เป็นคนรวยอยู่วันยังค่ำ ส่วนคนจนต่อให้ทำงานขยันอย่างไรก็ยังคงจนอยู่ดี เพราะฝ่ายหนึ่งมีทุนเป็นทรัพย์สมบัติอยู่มากจึงได้รับผลประโยชน์อันเกิดจากท ุนนั้นเป็นธรรมดา ส่วนคนจนแม้จะเหนื่อยยากเพียงใด ก็ได้ค่าแรงไม่พอเลี้ยงชีพอยู่เสมอไป แม้ว่าทั้ง 2ฝ่ายจะร่วมมือประกอบกิจการงานร่วมกันก็ตาม ฝ่ายเจ้าของทุนมากก็จะได้รับผลตอบแทนมากกว่าเสมอ ทั้งฝ่ายลูกจ้างก็เป็นฝ่ายของคนจำนวนมากต่างก็แย่งงานกันทำอยู่เสมอ ถ้าไม่ขยันเขาก็ไล่เสีย มีคนมาทดแทนอยู่เสมอ
ทรัพย์ประกอบด้วย ที่ดิน แรงทำการ และทุน อันเป็นของสงวนสำหรับเจ้านาย
ท ำให้นึกตลกที่ในสมัยก่อนระบบศักดินาขุนนางกดขี่คนจนไม่มีที่ทำกินมานานแล้ว จนปัจจุบันแม้ว่าคนจนจะมีที่ทำกินแต่ก็ไม่อยากทำ เพราะนายทุนเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมที่ เก็บส่วย อากร เอาจากผลผลิตของชาวนา ในสมัยรัชการที่ 5 ชาวนาต้องจ่ายส่วยให้กับรัฐและนายอากรถึง 3 ใน 5 ส่วนเลยทีเดียว แต่ในปัจจุบันอาชีพชาวนาก็ประกอบกันโดยเสรีไม่ต้องจ่ายส่วยให้ใคร แต่มานั่งนึกดูดีๆ เดี๋ยวเราก็ยังเห็นชาวนาจ่ายส่วยแต่จ่ายเป็น ปุ๋ยเคมี ค่าเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นผลผลิตที่นายทุนเป็นเจ้าของอยู่ดี เพราะนายทุนเดี๋ยวนี้ครอบครองมีปัญญาเป็นทรัพย์ก็เลยหาผลประโยชน์จากทรัพย์น ั้นเป็นธรรมดา ซึ่งหากนายทุนมีทรัพย์เป็นที่นาก็อาจไม่คุ้มค่าแล้วก็เป็นได้ มาในปัจจุบันชาวนาก็เลยพากันขายที่ขายทางให้กับนายทุนอีก เมื่อนายทุนเห็นช่องทางที่จะแสวงหาผลกำไรได้ก็ซื้อเอาไว้ จนตอนนี้ไปในชนบท แทบทุกที่จะมีแต่ที่ดินรกร้างว่างเปล่าของนายทุนต่างๆเป็นจำนวนมาก หากอนาคตการทำนาทำได้ง่ายขึ้นกว่าสมัยนี้ สามารถควบคุมได้ดังใจให้ผลตอบแทนคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้วสงสัยนายทุนคงเป็นเจ ้าของข้าวเกือบทั้งประเทศเป็นแน่ แล้วชาวนาก็รับบทเป็นลูกจ้างในนาของนายทุนเป็นแน่
ธรรมดาของโลกมนุษย ์ที่ต้องมีการแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก วิธีคิดก็คือ ทำอย่างไรให้ปลาเล็กมีความสามัคคีรวมตัวกันเพื่อสู้กับปลาใหญ่ได้ เหมือนกันในทุกสังคม หากเราไปขัดขืนวิถีธรรมชาติเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์แล้วสังคมก็จะย่ำอยู่ก ับที่
มีข้อคิดอยู่อย่างหลังการอ่านหนังสือเล่มนี้ คือ กลุ่มคนจนจะเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากอยู่เสมอ จะแย่งงานกันทำอยู่เสมอ เป็นกลุ่มคนที่ตกอยู่ในอำนาจของคนอีกกลุ่มเล็กๆซึ่งมีจำนวนไม่มากเท่าไรนัก
อ ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึงเรื่องจริงในปัจจุบัน แม้กาลสมัยจะผ่านมานานแล้วก็ตามแต่หลักการแบ่งแยกคนรวย-คนจนยังคงอยู่เสมอ อาจมีพื้นฐานมาจากการศึกษาหรือเปล่าไม่ทราบที่ออกแบบไว้โดยผู้มีอำนาจในสมัย ก่อนต้องการรักษาอำนาจและข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจก็เลยออกแบบระบบการศึกษาไว ้เพื่อตอบสนองการรักษาฐานอำนาจนี้ไว้
ย้อนกลับมาสู่ชีวิตผม ผมไม่ชอบที่จะเรียนอยู่ในห้องเรียน แม้ว่าผมจะเคยทำคะแนนดีๆได้ในระยะหนึ่งของการเรียนตอนมัธยมต้นผมจะทำคะแนนใน ระดับสูงของห้อง ก. อยู่เสมอ แต่ก็เพราะเป็นการท่องจำตามตำราเท่านั้นมิได้มีความเชิงวิเคราะห์ มีเหตุมีผล ต่อมาเมื่อผมเริ่มเบื่อการท่องจำคะแนนของผมก็เริ่มตกลงตกลง ตอนมัธยมปลายผมมีครูดีๆอยู่หลายคน ที่ให้กำลังใจผมแม้ว่าผมจะมีเกรทในวิชาเรียนไม่ค่อยดีนัก เมื่อต้องเลือกสายเรียนตอนขึ้น มัธยมปลาย ผมจึงเลือกตามที่คนส่วนใหญ่ที่มีเกรทดีๆเลือกกันนั่น คือการเรียนสายวิทย์ แต่ทำให้ผมทุกข์ทรมานใจอยู่ตลอด 3 ปี ที่เรียนมา ทุกๆครั้งที่เข้าห้องเรียนผมจะคอยแต่ระฆังตีเปลี่ยนชั่วโมง จนในที่สุดความอดทนที่จะเรียนอย่างท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทองของผมก็จบลง พร้อมๆกับเกรทที่ตกลงมาเป็นรูประฆังคว่ำ ในขณะที่ผมไม่รู้จะปรึกษาใครดีเพราะในเวลานั้นเพื่อนๆส่วนใหญ่ของผมก็ยังไม่ มีใครให้ความสนใจกับเรื่องการเรียนในห้องเรียนมากนัก
ผมไม่มีความสุข กับการเรียน หากนำเกรทมาเป็นตัววัดผมคงเป็นคนที่ล้มเหลวในระบบ และก็ต้องถูกคัดออกแน่นอน และก็เป็นจริงผมสอบเอนทรานซ์ไม่ติด ในวันที่ผมได้รับการประกาศผลทางไปรษณีย์ผมไม่รู้เลยว่าต่อไปนี้เราจะเดินไปท างไหนกันแน่ เพราะผมไม่เคยตอบคำถามแก่ตนเองเลยว่า ผมต้องการอะไร และจะตัดสินใจกับชีวิตอย่างไร เมื่อผมไม่สามารถตัดสินได้ ผมก็ทำตามใจของคนอื่น เพราะอำนาจที่เราไม่อยากจะต่อต้าน เหมือนที่ผมเคยต่อต้านแล้วรู้สึกผิดมาก ในตอนที่ผมจะเลือกเปลี่ยนสายการเรียนไปเรียนสายศิลป์ตอนปีสุดท้ายของชั้นมัธ ยมปลาย เพียงเพราะผมเบื่อบรรยากาศในห้องเรียนและต้องทนเรียนสิ่งที่ผมสัมผัสไม่ได้ ผมเบื่อที่จะเข้าใจเรื่องคลื่นในวิชาฟิสิกส์ ผมทนต้องท่องตารางธาตุเสียเวลาอย่างมากเพื่อจะได้สอบผ่านและผมก็ลืมมันในอีก 2 วันต่อมา เรื่องการเปลี่ยนสายการเรียนนี้ พ่อผมต่อต้านหนัก มีเหตุผลให้ผมฟังมากมายถึงผลเสียของการเปลี่ยนสายการเรียน ผมดื้ออยู่ได้ไม่นานก็ต้องกลับไปเรียนสายเดิม ผมรู้สึกว่าผมช่างมีอำนาจน้อยเหลือเกินสำหรับชีวิตของผม บางทีจะน้อยกว่าเด็กมัธยมต้นรุ่นน้องๆเสียอีก
หากไม่ได้เพื่อนหลายๆค นชวนผมทำกิจกรรมอย่างอื่น ผมคงเป็นบ้าไปแล้วแน่นอน ผมชอบกิจกรรมยามค่ำคืนที่โรงเรียน อย่างการแอบเที่ยว ไปจตุจักร ไปดูหนัง ……….. แน่นอนจะขาดคนอย่าง แฟร้งค์ ระดู แมงซิ่ง ท่อก เมน ข่อย สีเทา ไปเสียไม่ได้
แม้ว่าที่โรงเรียนจะมีกิจกรรมมากมายให้เราเลือกที่จะทำ ก็ไม่ช่วยให้ผมค้นหาชีวิตอันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของผมได้เลย ในขณะที่บรรยากาศรอบตัวเน้นให้เราต้องเป็นยอดคน คือ ทั้งเรียน ทั้งเล่นดนตรีและกีฬา ผมก็ยังไม่เอาไหนสักอย่าง ผมรู้สึกท้อแท้ในชีวิตเหลือเกิน
การเป็นคนเก่งและคนดีในโรงเรียนช่ างยากเย็นเหลือเกิน เพราะมีอะไรที่เราต้องทำมากมาย ทั้งที่ชอบและไม่ชอบ มาตราฐานต่างๆที่กำหนดขึ้นอาจเป็นตัวแบ่งแยกเด็กๆออกจากกัน ผมรู้สึกว่าเป็นผู้แพ้เสมอๆ เพราะดูเหมือนไม่มีอะไรที่เราทำได้ดีในโรงเรียนเลยสักอย่าง ผมคงเป็นกลุ่มที่ตกเกณฑ์เฉลี่ย ผมจำได้ว่ามีความดีอยู่ไม่กี่อย่างที่ผมทำที่โรงเรียน
ผมใฝ่ฝันเหล ือเกินที่อยากจะเป็นเศรษฐี ผมจำได้ว่าผมเก็บ ออมเงินที่ได้จากค่าขนมของผม และเงินที่ได้จากประเพณีในกลุ่มญาติ เช่น เงินแต้ะเอียของญาติคนจีน และเงินที่ผมได้มาในโอกาศต่างๆ ทำให้ผมสามารถช่วยเหลือเพื่อนของผมได้บ้างยามเดือดร้อน แต่ไม่ทุกคนหรอกที่ผมจะช่วยเหลือ เพราะผมตระหนักดีว่า ผมมีอยู่จำกัด หากในโรงเรียนมีการสอนวิชาการลงทุนให้กับเด็กผมว่าผมคงจะได้คะแนนดีอย่างแน่ นอน เพราะเป็นความปรารถนาอยากรวยที่ผมมีมาตลอด เป็นความรู้สึกที่รุนแรงกว่าการสอบได้ที่ดีๆเป็นไหนๆ
ผมสนใจเรื่อง การลงทุนมาตั้งแต่ชั้นมัธยมแล้ว ผมเคยเป็นส่วนหนึ่งที่รับรู้สภาพการขึ้นลงของตลาดหุ้นในภาวะที่เป็นกระทิงดุ ขึ้นไปถึง 1400 จุดในสมัยนั้น และตกลงมาเหลือ600 จุดในสภาพหมีหลับก่อนที่ผมจะเลิกคิดจะได้ผลตอบแทนดีๆ เพราะดูว่ามันยากเหลือเกินที่จะมีโอกาศดีๆในยามตลาดซบเซาเวลานั้น ขณะที่เพื่อนๆผมสนใจเรื่องการเล่นกีฬา ดนตรี และกิจกรรมอื่นๆ
ผมลงทุนในก องทุนรวมตั้งแต่เด็ก ซึ่งส่วนมากจะถูกกินอยู่เสมอ แม้ว่าจะขาดทุน แต่ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง อย่างน้อยการที่เรามีความปรารถนาอะไรบางสิ่งบางอย่าง เราก็ต้องยอมที่จะแลกเปลี่ยนด้วยของที่มีค่าบางสิ่งบางอย่างด้วยเหมือนกัน ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ผมอยากเรียนรู้เรื่องของการลงทุนผมก็ต้องเรียนรู้การขาดทุนเป็นธรรมดา แน่นอนมันทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด แต่มันก็ยังเป็นความเจ็บปวดที่มีค่า เพราะถ้าได้มาโดยไม่ต้องลงทุนแล้ว ชีวิตก็จะไม่มีค่าอะไร หากไม่คาดหวังอะไรบางอย่าง ชีวิตเราอาจจะไม่ได้อะไรเลยก็เป็นได้ เหมือนกับตอนเรียนชั้นมัธยมผมไม่มีความคาดหวังกับอะไรเลย ผมก็เลยไม่ได้สิ่งใดตอบแทนนอกจากการที่มีอายุมากขึ้นเท่านั้นเอง และเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างที่สำคัญกับชีวิตอย่างเช่นการเล ือกเรียน ในระดับอุดมศึกษาผมก็ทำไปเพียงเพราะ ต้องการให้ผ่านๆไปเหมือนเช่นตอนมัธยมเท่านั้นเอง
หากชีวิตเราต้องก ารที่จะเรียนรู้อะไรโดยที่เราเจ็บปวดน้อยที่สุดเราจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาที่ ดี และการเลือกที่ปรึกษาในชีวิตก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การตัดสินใจเรียนรู้ เพราะในชีวิตเรามีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ เราจึงควรเรียนรู้จากคนเหล่านี้ ไม่ใช่จากคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ
ผ มเป็นคนที่สับสนในชีวิตมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่รู้จะเลือกอะไรให้ชีวิตดี รวมทั้งผมยังไม่ได้เลือกที่ปรึกษาที่ดีแก่ชีวิตด้วย ผมรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจแก่ตนน้อยมาก ไม่สามารถจะทำอะไรให้สำเร็จได้ ในห้องเรียนทั้งที่โรงเรียนและที่มหาวิทยาลัย บรรยากาศไม่แตกต่างกันเลยไม่มีเรื่องที่ผมอยากจะเรียนรู้เลย มีแต่ความทรมานใจน่าเบื่อหน่าย มีแต่สิ่งที่จับต้องไม่ได้ แล้วความฝันของผมที่อยากจะเป็นเศรษฐีของผมคงจะไม่มีวันเป็นจริงได้เลย ถ้าต้องผ่านระบบการเรียนในสถาบันการศึกษา
ผมเรียนสาขาวิทยาศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยรามคำแหง(ซึ่งผมเลือกเรียนตามใจพ่อ) ด้วยความเหนื่อยหน่ายจากการต้องเรียน แม้ว่าการทำกิจกรรมทางด้านกีฬาก็ไม่ช่วยให้ผมมีความรู้สึกที่ดีขึ้นกลับทำให ้ผมเหนื่อยกายหนักกว่าเดิมเพราะต้องอยู่ซ้อมรักบี้ที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยจน มืด
ผมเบื่อสภาพในกรุงเทพเหลือเกิน ดูเหมือนผมไม่มีวันทำอะไรได้ดีที่นี่เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ที่ดูจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่ ผมต้องทนรถติดนั่งรถเมย์ไปเรียนวิชาที่ไม่ชอบ ต้องเหนื่อยกายเล่นกีฬาเพื่อที่ทำให้ผมยังรู้สึกว่าเรามีค่าอยู่บ้าง แย่ยิ่งกว่าตอนอยู่มัธยมมาก อย่างน้อยตอนนั้นก็ไม่ต้องเดินทางไปทำสิ่งที่เราไม่ชอบ
วันหนึ่งขณ ะนั่งรถเมย์ไปเรียนผมก็มีความคิดแว๊บขึ้นมาในหัว หลังจากอ่านป้ายโฆษณาเกมส์คอมพิวเตอร์ ที่รถเมย์วิ่งผ่านห้างแห่งหนึ่ง ผมก็คิดถึงแม่ที่อยู่จังหวัดเชียงราย ผมไม่รู้ฐานะและสภาพการทำมาหากินของแม่เลยรู้แต่คร่าวๆว่า ทำสวนและงานเจ้าของโครงการก่อสร้างตึกเล็กๆในอำเภอเชียงแสน ตอนนั้นผมมีเงินเก็บเล็กๆ ผมก็ตัดสินใจอย่างหุนหันผลันแล่นขึ้นมาในทันทีว่าเราอยากไปอยู่กับแม่มากกว่ า อาจจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเลี้ยงตัวก็ได้ อย่างเช่นการทำร้านเกมส์ เมื่อตัดสินใจปุ๊บ ผมก็หยุดเรียนทั้ง 2 มหาวิทยาลัยในทันที โดยไม่ปรึกษาใครเลยแม้แต่คนในครอบครัว รีบขึ้นเหนือไปหาแม่ เรียกว่าการตัดสินใจโดยใช้อารมย์เป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมมาสำนึกได้ทีหลังว่า มันเสี่ยงเกินไปที่จะทำเช่นนั้นอีก ผมไม่แคร์กับชีวิตในมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น แม้ว่าในปีหลังผมจะเอนทรานซ์ติดด้วยการเลี่ยงไปเรียนสายศิลป์ก็ตามที แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าผมมีอิสระที่จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรด้วยตนเอ งอย่างแท้จริง
การเดินทางของจริงได้เริ่มต้นขึ้น ผมเดินทางมาเชียงแสนพร้อมกับอุปกรณ์เกมส์ต่างๆ ประมาณ 4 ชุด ผมถามสถานการณ์จาก พี่สัก ซึ่งเป็นลูกน้องเก่าของแม่ มาภายหลังพี่สักก็ออกมาเปิดร้านเกมส์ในหมู่บ้านห่างไกล ผมปรึกษาจากคนเพียงคนเดียวจริงๆ แม้แต่แม่ผมตอนแรกก็คัดค้าน แต่ด้วยความที่อยากจะเห็นผมลองผิดลองถูกด้วยตนเองบ้างกระมัง ก็เลยคัดค้านน้อยลงมาเป็นลำดับ ผมมาเปิดร้านเกมส์ที่บ้านของแม่ที่เชียงแสนนี้เอง ผมออกแบบมาให้ร้านเป็นตัวทำเงินค่าขนมของผมแทนอาชีพการรับจ้างเรียนของผมที่ กรุงเทพ และก็ได้ผล ผมมีเงินเป็นค่าใช้จ่ายของผมโดยไม่ต้องพึ่งพาใครมากนัก และผมยังมีเวลาไปช่วยแม่ดูเรื่องอื่นๆซึ่งเวลานั้นแม่ทำธุรกิจค้าผลไม้ แต่ผมก็เป็นตัวป่วนซะมากกว่า อย่างที่บอกว่าเราควรมีที่ปรึกษาที่ดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ตอนนั้นผมก็ยังคงสับสนในชีวิตอยู่จะดีก็เพียงแต่ว่าไม่ต้องพึ่งพารายรับค่าข นมจากพ่อเพื่อแลกกับการไปเรียนสิ่งที่ไม่อยากเรียน และไม่ต้องเดินทางเท่านั้น แต่ผมก็ยังไม่รู้ทิศทางชีวิตของผมเลย เพราะเมื่อออกจากมหาวิทยาลัยแล้วผมไม่รู้ว่าผมจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อ ย่างไร
ร้านเกมส์น่าจะเรียกว่าบ้านที่มีเกมส์มากกว่า เพราะมันเล็กเหลือเกินกว่าที่จะเห็นว่าเป็นร้านจริงๆ ใช้พื้นที่ด้านหน้าที่ดัดแปลงจากส่วนรับแขกประมาณ 4*4 = 16 ตารางเมตรสำหรับตั้งเกมส์ 4 ชุด ภายหลังเพิ่มเป็น 6 ชุด มีเกมส์ให้เด็กๆเล่นมากมายซึ่งผมเหมาเกมส์มือสองมาถูกๆพร้อมกับเครื่อง เมื่อเปิดร้านได้สักเดือนมีเกมส์ประมาณ 400 เกมส์ ระบบการเงินก็ง่ายๆใช้คนงานที่บ้านแม่จ้างไว้เป็นคนใช้ทั่วไป ผมก็เลยให้เฝ้าเครื่องเกมส์ด้วย โดยใช้เครื่องหยอดเหรียญแบบตั้งเวลาตัดอัตโนมัติ หน้าที่ของผมคือการไขเปิดตู้เพื่อเอาสตางค์ออกมาในตอนเย็น และฝากเหรียญ 5 บาทไว้สำรองการแลกเหรียญในวันทัดไป เห็นไหมง่ายนิดเดียว ใช้เวลาประมาณวันละ 5 นาทีสำหรับคิดเงิน หากจะเดินทางไปไหนไกลหลายวันก็ฝากเหรียญไว้มากหน่อย
ผมมีความสุขขึ้นมามากทีเดียว แต่ชีวิตก็ยังคงเต็มไปด้วยความทุกข์อันเนื่องมาจากความไม่รู้จุดหมายปลายทางของตนเอง ผม
ค งไม่คิดอะไรยั่งยืนกับการทำร้านเกมส์ เพียงแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยู่ได้กับตรงนี้เท่านั้นเอง ผมรู้ว่าผมคงต้องทำอะไรเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับตนเองบ้าง
ในช่วงเวลาท ี่ผมมาอยู่ที่เชียงแสนปีแรกเป็นปีที่ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นในครอบครัวเป็นคร ั้งแรกที่พ่อและแม่วางแผนร่วมกันที่จะประกอบกิจการบางอย่างขึ้นมา ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยเห็นท่านทั้งสองอยู่ร่วมกันได้นานขนาดนี้
ก่อนห น้านี้ผมไม่เคยทราบว่าพ่อและแม่ผมหาเงินเข้ามาที่บ้านได้อย่างไร เพราะพ่อและแม่ผมไม่ได้มีอาชีพเหมือนอย่างพ่อแม่ใครๆ ผมไม่รู้ว่าการที่แม่มาอยู่ที่เชียงแสนซื้อๆขายๆที่ดินมันมีผลตอบแทนอย่างไร และแม่มีภาระหนี้สินอย่างไร เมื่อถามเพื่อนๆว่าพ่อแม่มีอาชีพอะไร เพื่อนๆผมก็มักมีคำตอบที่เป็นตัวอาชีพต่างๆ เช่น หมอ ทนาย รับราชการ…….. แต่ผมไม่รู้จะตอบว่าพ่อแม่ผมมีอาชีพอะไร ส่วนใหญ่ก็จะตอบว่า ค้าขาย เพราะ ง่ายแก่การเลี่ยงประเด็น
ก่อนหน้านั้นพ่อผมเสียหายจากการลงทุนบางอย่ างที่กรุงเทพ ในสภาพที่หมดตัวและมีภาระหนี้สินมากมายในช่วงวัย 70 ปี รวมทั้งที่ดินต่างๆที่เป็นของทั้งพ่อและแม่ต่างก็ติดจำนองธนาคารกันเป็นหางว ่าว รวมหนี้สินรวมแล้วมิใช่น้อยๆเลย ผมมองแทบไม่เห็นวิธีการชำระหนี้คืนเจ้าหนี้ทั้งหมด
พ่อผมฝืนดวงชะตาท ี่กำลังตก ด้วยการหาลู่ทาง ต่างๆนานา ที่จะพลิกสภาพที่เลวร้ายนี้ สำหรับผมนี่เป็นโอกาศที่จะได้เรียนรู้ชีวิตในอีกแง่หนึ่งอาจเป็นชีวิตที่ผมก ำลังค้นหาอยู่ก็เป็นได้
มีกิจกรรมในชีวิตอีก สองอย่างในช่วงนั้น คือ การเรียนในระบบต่อ และการช่วยที่บ้านทำบางสิ่งบางอย่างที่จะกู้วิกฤตได้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเองที่พ่อผมได้มีส่วนผลักดันให้ผมเรียนรู้ที่จะริเริ่มบา งสิ่งจากของที่มีอยู่ นั่น คือ ที่ดินผืนงามริมทะเลสาบเชียงแสน แต่นั่นเป็นเพียงผืนดินที่ยังไม่มีการพัฒนา เราหารือกันอยู่นานว่าจะทำอะไร จนในที่สุดพ่อผมก็เป็นผู้นำที่จะคิดทำการต่างๆนานา นั่น หมายถึงภาระกิจอีกอย่างหนึ่งของผม
ผมกำลังเริ่มชีวิตสองด้าน ด้านที่หนึ่งเป็นชีวิตในระบบการศึกษา ผมก็ยังคงต้องเป็นนักเรียนระดับปริญญาตรีอยู่วันยังค่ำ ส่วนชีวิตอีกด้านหนึ่งเป็นชีวิตที่ต้องผจญภัยไปพร้อมกับครอบครัวผมที่จะหาทา งทำอะไรสักอย่างเพื่อกู้วิกฤตทางการเงิน
ผมเลือกที่จะเรียนภาคพิเศษ วันเสาร์-อาทิตย์ เพราะนั่นหมายถึงเวลาเรียนที่ต้องทุกร์ทรมานน้อยลง แล้วราชภัฏเชียงรายก็เป็นคำตอบของผม ผมชอบเพียงแนวคิดเรื่องการเรียนในเวลาให้น้อยที่สุด ซึ่งในตอนแรกคิดแต่เพียงว่าต้องการใบปริญญาเหมือนเพื่อนทั้งหลายของผมเท่านั ้น ความคิดเลือกคณะที่เรียนยังไม่มี ขอเพียงจบมาคณะใดก้อได้ ในตอนแรกจะลงเรียนคณะเกษตรเพราะน่าจะลงตัวกับหนทางพัฒนาที่ดินที่บ้าน แต่แล้วในปี 2544 ที่ราชภัฏกลับไม่เปิดคณะเกษตรภาคพิเศษเพราะไม่มีคนมาสมัครมากเพียงพอ ผมจึงต้องเลี่ยงไปเรียนคณะอื่น ซึ่งยอดนิยม คือ คณะบริหาร ซึ่งที่นี่ เรียกว่า วิทยาการจัดการ ผมเรียนเอกบัญชี เหตุผลเป็นเพียงเพราะ เป็นคณะเดียวที่ยังมีที่ว่างอยู่ เนื่องจากผมไปสมัครค่อนข้างช้า ในปีนี้เพื่อนๆของผมที่โรงเรียนเก่ากำลังจะจบการศึกษากันหมดแล้ว ผมเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น
อีกด้านหนึ่งของผมค่อนข้างสับสนมากเพราะ การตัดสินใจเรื่องที่บ้านผมมีตัวแปรมากมาย ทำให้พ่อผมตัดสินใจลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลทำให้ผมพลอยสับสนอยู่เป็นนิจ
ห ากจะนับกิจการที่พ่อแม่ผมทำ เมื่อโอกาสต่างๆเข้ามา ก็นับได้หลายอย่าง เช่น การตั้งร้านค้าผลไม้จากจีน เน้นขายแอ๊ปเปิ้ล สาลี่ การลงทุนด้านการเกษตรปลูกไม้ผลโตไวอย่างมะละกอ การร่วมหุ้นกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ ท้ายสุดที่ผมมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ การปลูกมันฝรั่งกับบริษัทข้ามชาติอย่าง ฟริโตเลย์
ผมผ่านช่วงเวลาที่ ทุกข์ใจต่างๆนานา ทั้งเรื่องที่บ้าน และเรื่องเรียนของตัวเองที่มันไม่ค่อยจะสมบูรณ์นัก แต่ยังมีอยู่อย่างเดียวเวลานั้นที่ผมยังมีความภูมิใจเหลืออยู่ คือ การมีกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเองซึ่งสามารถ เลี้ยงชีวิตผม และ ชำระค่าเทอมให้ผมได้เป็นเวลานานถึง 3 ปี ก่อนที่จะปิดตัวไปเพราะเหตุผลทางธุรกิจที่สมควรนั่นคือเรื่องของลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นบทเรียนบทใหม่ในชีวิตผม สอนให้รู้ว่าสิทธิทางปัญญาเป็นสิทธิพึงสงวนของเจ้าของทรัพย์ จะไปละเมิดง่ายๆมิได้ หากในอนาคตผมสามารถทำสิ่งใดที่แปลกใหม่แก่โลกใบนี้ได้ผมก็คงจะรักษาสิทธิอัน นี้ไว้เช่นกัน
----จบ-----