นับถอยหลัง 4 เดือนสุดท้ายในมหานครนิวยอร์ก
ณ วันนี้ ผมเดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายของชีวิตนักเรียนนอกเหงาๆ แล้ว นับแต่เดือนกันยายน 2547 ที่บินไกลข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก และแผ่นดินอเมริกาจากเมืองไทยมาถึงมหานครนิวยอร์ก บัดนี้สิริรวมเวลาแล้ว 1 ปี 5 เดือน
เทอมนี้ ผมมีต้องเข้าชั้นเรียนเพียง 1 วิชา นั่นก็คือวิชากฎหมายระหว่างประเทศที่มีเลคเชอร์หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ บวกกับอีกหนึ่งชั้นเรียนที่เป็นการถกประเด็่นดำเนินการสนทนาโดยผู้ช่วยสอน ดังนั้น ในหนึ่งอาทิตย์ ผมมีเรียนสองวัน นั่นก็คือ วันอังคาร และวันพุธ
ส่วนอีกหนึ่งวิชาที่ผมลงนั้นคือ Workshop ซึ่งเป็นวิชาบังคับ ที่นักเรียนรวมกลุ่มกันให้คำปรึกาษากับโครงการต่างๆ ตามความถนัดความสนใจส่วนตัว ในส่วน Workshop ของผมนั้น เป็นการให้คำปรึกษากับเทศบาลเมือง Ruiru ซึ่งอยู่ในเขตปริมณฑณของกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ในการจัดการประปาให้กับชุมชน ในประเทศแอฟริกา ประัเด็นเรื่องการจัดการประปาในรูปแบบของการแปรรูปเป็นเอกชน (privatization) นั้น เป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
เมื่อต้องเรียนเพียงหนึ่งวิชา และทำอีกหนึ่ง Workshop ปัญหาจึงเกิดขึ้นกับผม นั่นก็คือ มีเวลาว่างมากเกินไป
มีเวลาว่างมาก ผมก็เหงาเหงา แถมใจห่อเหี่ยว โรคคิดถึงบ้านกำเริบและลุกลามเรื้อรัง จนไม่มียาตัวไหนจะรักษาให้หายได้ในตอนนี้ ความเงียบ ความเหงา ความที่ต้องอยู่คนเดียวในต่างบ้านต่างเมือง เป็นสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดในชีวิตนักเรียนนอก
ในห้วงเวลานี้ ผมจึงต้องตั้งสติให้ดี ว่าจะทำอะไรบ้างกับเวลาที่ว่างอยู่ หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเป็นการครุ่นคิด และพูดคุยกับตัวเองว่าจะทำอะไร พร้อมกับติดต่อสื่อสารกับผู้เกี่ยวข้องหากกิจกรรมที่อยากทำนั้นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนอื่น
นอกเหนือจากการเรียนในวันอังคารและพุธแล้ว ผมได้จัดกิจกรรมของผมไว้ดังต่อไปนี้
หนึ่ง ฝึกงาน (intern) ที่ American Museum of Natural History ในแผนกมีนวิทยา (Ithyology -การศึกษาเกี่ยวกับปลา) ส่วนรายละเอียดของงานจะเป็นเช่นไรนั้นยังไม่ทราบ เพราะต้องรอไปคุยกับนักมีนวิทยาชั้นครูสองท่านที่ผมอีเมล์ไปของานทำ และนัดหมายให้ผมไปพอเจอในวันอังคารหน้า สถานที่ฝึกงานแห่งนี้อยู่ไม่ห่างไม่ไกลไปจากอพาร์ทเมนต์ที่พัก เพียงเดินไปซักสิบนาที ต่อรถซับเวย์อีกเจ็ดแปดป้าย ก็เดินทางไปถึงไม่ยาก
ผมดีใจมากที่ได้รับเข้าฝึกงานที่นี้ เพราะเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกที่ีทำหน้าที่ศึกษาวิจัยทางธรรมชาติวิทยา ผมหวังว่าจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่ใช่ความถนัดของตัวเอง นั่นคือ วิทยาศาสตร์ ผมเชื่อว่าสำหรับนักเรียนสังคมศาสตร์เช่นผมแล้ว ระบบคิดแบบวิทยาศาสตร์น่าจะช่วยให้ผมมองโลกได้ชัดเจน เจนจัด ถนัด และเป็นจริงมากขึ้น
อีกอย่างก็จะได้ทำงานกับปลา (ดอง) และการอนุรักษ์ปลาและแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสนใจเป็นทุนเดิม นอกจากนี้ คงจะได้ลิ้มรสชีวิตการทำงานในเมืองนอกไม่มากก็น้อย เพราะผมพยายามไปนั่งเรียนในชั้นเรียนอื่นๆ (โดยไม่ลงทะเบียนเรียน) ก็พบว่า ตัวเองไม่มีกระจิตกระใจจะนั่งเรียนอีกต่อไปแล้ว นี่จึงเป็นโอกาสอันดีในการเป็นจุดเปลี่ยนผ่านจากชีวิตนักเรียนสู่ชีวิตคนทำงาน
ผมคงจบชีวิตการเรียนหนังสือไว้ที่อายุ 25 ปีดังที่เป็นอยู่ คงไม่กลับมาเรียนต่อในระดับปริญญาเอก ตามที่หลายๆ คนมักนึกสงสัย เพราะผมนั้นไม่ถูกกับการเรียนหนังสือจริงๆ อีกมันสมองและจิตใจก็คงไม่กล้าแกล่งเพียงพอ
สอง ในเดือนกุมภาพันธ์ ผมจะต้องเดินทางไปกรุงไนโรบี ประเทศเคนยาเป็นเวลาเกือบสามสัปดาห์ เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับ workshop ดังที่ำได้เล่าไปแล้ว ผมหวังว่าเวลาที่เหลือจากการเก็บข้อมูล จะได้ท่องเคนยาซาฟารี และหยุดพักหยุดนึกพักผ่อนนานๆ ในสภาพอากาศดีๆ บ้าง ขากลับจากเคนยา ก็จะหยุดแวะพักท่องเที่ยวที่เมืองดูไบ เป็นเวลาสามวัน เพราะเป็นจุดเปลี่ยนเครื่อง เลยถือโอกาสเที่ยวเสียเลย
สาม ทำงานร้านอาหารไทย ซึ่งไม่เคยนึกฝันว่าจะได้ทำงานจริงๆ ถือว่าโอกาสนี้เป็นการเติมชีวิตนักเรียนนอกในอเมริกาให้เติมเต็ม ผมคงจะพูดกับใครไม่รู้เรื่องแน่ๆ หากไม่เคยทำงานร้านอาหารไทย ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดนิยมสำหรับนักเรียนไทยที่มาร่ำเรียนในอเมริกาว่าชีวิตส่วนหนึ่ง (หรือส่วนใหญ่ สำหรับบางคน) จะมีประสบการณ์เป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารไทย
จะว่าไปแล้ว การได้มาทำงานที่ร้านอาหารไทยนี้เป็นอะไรที่ไม่ได้คาดคิดและไม่ได้ตั้งใจมาก่อนจริงๆ ผมไม่ได้เดินไปสมัครงานที่ร้านอาหารไหนๆ เพียงแต่ว่ามีอยู่วันหนึี่่งก่อนปีใหม่ 49 ผมเดินคุยกับพี่ที่กระทรวงการต่างประเทศที่มาเยี่ยมเยียมผมที่มหาวิทยาลัย ก็มีน้าคนไทยคนหนึ่งเดินปรี่เข้ามาทักทายแล้วเสนองานให้ทำ พร้อมกับชวนไปเลี้ยงข้าวกลางวันที่ร้านของเธอซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแคมปัส คุณน้าไ้ด้ให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกับผมไว้ และย้ำว่าหากมีเวลาว่างในเทอมหน้าหลังจากกลับมาจากเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย ก็ขอให้โทรศัพท์มาหาเขา จะได้มาช่วยงานเสิร์ฟที่ร้านของเธอ ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน
คืนที่ผ่านมา ผมจึงแปรเปลี่ยนสภาพเป็นบริกรชายน่าภาคภูมิใจ งานเสิร์ฟสนุกสนาน และตื่นเต้นดีไม่น้อย อีกยังทำให้ีชีวิตไม่ต้องหงอยเหงา ผมได้รับค่าจ้างในคืนแรก 52 เหรียญ โำดยเริ่มทำงานตั้งแต่หกโมงเย็นถึงห้าทุ่ม อีกได้รับอาหารเย็นฟรี น้าเจ้าของร้านใจดีจริงๆ
สาม ทำไกด์บุ๊คเมืองนิวยอร์ก ดูเหมือนว่ากิจกรรมสองกิจกรรมข้างต้นก็ยังทำให้ผมมีเวลาว่างอยู่อีก อีกหนึ่งแผนการที่จะทำให้ผมมีเวลาว่างเหลืออยู่น้อยที่สุดก็คือการเก็บรวบรวมข้อมูล และเขียนไกด์บุ๊คเที่ยวนิวยอร์กให้สำเร็จก่อนกลับเมืองไทย
สาเหตุที่ทำให้อยากทำไกด์บุ๊ค ก็คือ ผมมักนึกอิจฉาพวกฝรั่ง และญี่ปุ่นที่มักเดินเชิดหน้าลอยตาเปิดไกด์บุ๊คในภาษาของตัวเองเดินเที่ยวเมืองโน้นเมืองนี้ ซึ่งเป็นภาพที่ชินตาเมื่อได้เดินทางท่องเที่ยว ผมนึกฝันว่าคนไทยจะมีไกด์ุบุ๊คที่สมบูรณ์ สามารถใช้อ้างอิงได้อย่างฝรั่งญี่ปุ่นบ้าง โดยไม่ต้องไปพีึ่งของเขา (คนไทยใช้ Lonely Planet กับเกร่อ)
เรื่องไกด์บุ๊คนี้ ได้เริ่มไปบ้างแล้ว แต่จะทำให้มีข้อมูลอัดแน่น และมีข้อมูลแปลกๆ บางอย่างปรับให้เหมาะสมกับนักเที่ยวชาวไทย
สี่ พาเพื่อนระดูไปเที่ยว เพื่อนรักสมัยเรียนวชิราวุธฯ ชื่อระดู จะมาพักอยู่ด้วยตลอดจนถึงผมเรียนจบ ผมคงหายเหงาได้ไปอีกเปลาะหนึ่ง นอกจากมันจะมาำทำงานเสิร์ฟ และเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อสอบเป็นนักบินฝึกหัดที่สถาบันการบินพลเรื่อนในเดือนพฤษภาคมแล้ว ยังมาเตรียมหาที่เรียนต่อปริญญาโท หากสอบไม่ผ่าน นอกจากนี้ เราคงได้เดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันพอหอมปากหอมคอ ระดูจะเป็นอีกเรี่ยวแรงสำคัญของการทำไกด์บุ๊คนิวยอร์กอีกด้วย
วันที 16 และ 17 พฤษภาคม จะเป็นวันรับปริญญาของโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ซึ่งไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว แม่อาจจะมาเยี่ยม หลังจากไม่เคยกลับมาอเมริกาอีกเลยหลังจากที่เคยมาใช้ชีวิตกับพ่อที่เมือง Ithaca (ที่ตั้งของมหาวิทยาลัย Cornell) ถึง 5 ปี การอยู่งานรับปริญญาก็น่าจะเป็นเหตุให้แม่ได้เดินทางมานิวยอร์กได้
ผมจะบินกลับเมืองไทยในทันที วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม 2549 โดยไม่รีรอ และจะรายงานตัวต่อต้นสังกัดภายในเวลา 7 วัน ตามระเบียบ
