Monday, January 31, 2005

---การเดินทางท่องเที่ยวคือการเรียนรู้โลก

แ ม้จะไม่ได้ไปไหนต่อไหนบ่อย แต่หากมีโอกาส ก็จะกลับมาเขียนบันทึกไว้ บางชิ้นก็อยากจะส่งให้กับนิตยสารต่างๆ โดยหวังว่าอาจจะได้เงินค่าตอบแทนกับค่าตั๋วเครื่องบินบ้าง ส่วนใหญ่ส่งไปก็ไม่ค่อยมีใครรับ ด้วยเหตุว่าฝีมือการถ่ายรูปยังไม่ถึงขั้น

Sunday, January 30, 2005

Kuching : A city with character!







เพื่อนคนหนึ่งเคยถามว่า ถ้าเลือกได้ ผมอยากมี "บ้าน" แบบไหนกัน

ผ มตอบอย่างจริงใจ และไม่อ้อมค้อมว่า นอกจากต้องการ "บ้าน" ที่เป็นครอบครัวอันอบอุ่นแล้ว ผมยังอยากมี "บ้าน" ที่อยู่ในชนบท ล้อมรอบด้วยธรรมชาติ ตื่นนอนได้ยินเสียงนกร้อง ตกกลางคืนก็มีเสียงหรีดหริ่งเรไรคอยขับกล่อมก่อนนอน อากาศเย็นสบายตลอดทั้งวัน ตอนเช้ามีไออุ่นของแสงแดด ตอนบ่ายนั่งจิบชาเคล้าสายลมที่พัดเอื่อย ตอนเย็นนั่งปิ้งบาบีคิวกินกับเพื่อนๆ และมีอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย

เ พื่อนคนนั้นตบไหล่ผมดังๆ คล้ายเตือนว่า "หยุดก่อนเถิดเพื่อน อย่าฝันเฟื่องไปเลย" เขาพูดต่อไปในทำนอง "ถ้าผมไปอยู่อย่างนั้นๆ จริงๆ ผมน่ะอยู่ไม่ได้หรอก"

จริงหรือ ผมคงกำลังคิดในแบบที่สาวๆ เรียกว่า "กระแดะ" หรือ "ดัดจริต" เกินไปกระมังพี่ขา

ห ลังจากนั้น ผมมักคิด และถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า แล้ว "บ้าน" แบบไหนล่ะที่ผมอยากมีอยากอยู่กันแน่ อยู่ในเมืองใหญ่อย่างเช่นในปัจจุบันก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ชีวิตผมก็นับว่ามีความสุขตามอัตภาพทีเดียว จะให้ย้ายไปอยู่ชายป่าชายเขาก็คงขอบาย

คิดหาสถานที่ในฝันที่ผมจะไปอย ู่ได้จริงๆ เท่าไรก็คิดไม่ออกสักที จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีโอกาสมาเที่ยวเมืองคูชิง (Kuching) เมืองหลวงแห่งรัฐซาราวัค (Sarawak) ประเทศมาเลเซีย

ระหว่างการเดินทางได้พบเจอผู้คนหลากหลายที ่เคยไปเมืองคูชิงมาแล้ว พวกเขาล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คูชิงไม่เหมือนที่ใดในโลก บรรยากาศโรแมนติก เรียบง่าย มีวัฒนธรรม และเป็นธรรมชาติ ได้ปลิวฟุ้งรอต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยียนด้วยไมตรีมิตรอยู่ ณ เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของเกาะบอร์เนียวแห่งนี้

ในภาษามาเลย์ คูชิง แปลว่า แมว แต่ประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเจ้าเหมียวเลย ที่มาของชื่ออันแรกคาดเดาว่าน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า "ท่าเรือ" ในภาษาจีนที่ว่า "โคชิน" (kochin) เพราะเมืองคูชิงเคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญที่ชาวจีนมาติดต่อค้าขายด้วยเมื่อหล ายร้อยปีก่อน ส่วนอีกที่มาหนึ่งคาดว่ามาจากชื่อของผลไม้ "มาตา คูชิง" (Mata Kuching) เป็นผลไม้คล้ายลิ้นจี่ ซึ่งนิยมปลูกกันมากในพื้นที่แถบนี้

ค ูชิงเป็นเมืองที่ถือว่าไม่เล็ก แต่ก็ไม่ใหญ่ สามารถเดินได้ทั่วภายในหนึ่งวัน เอกลักษณ์เด่นของเมืองแห่งนี้ คือ ความผสมปนเปกันอย่างลงตัวระหว่างคู่ต่างขั้ว ภาพของศิลปะของชนเผ่าบอร์เนียว ปรากฎอยู่ในตึกแถวที่มีสถาปัตยกรรมแบบจีน ภายในวงล้อมของอาคารแบบยุโรปช่างเป็นภาพที่ชินตาอยู่ทั่วทุกหนแห่งในเมือง นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่เป็นสมัยเก่า ก็ยังมีอยู่ให้เห็นพร้อมๆ ไปกับสิ่งที่เป็นสมัยใหม่ นี่ยังไม่พูดถึงผู้คนซึ่งมีทั้งมาเลย์ จีน อินเดีย และคนดั้งเดิมบนเกาะบอร์เนียวชนเผ่าต่างๆ

"ถนนสายหลัก" (Main Bazaar) คือ จุดศูนย์กลางของเมืองคูชิง ฝั่งหนึ่ง มีลานกว้าง และทางเดินยาวริมแม่น้ำซาราวัคที่คดเคี้ยว แลดูแล้วช่างมีบรรยากาศคล้ายคลึงกับยุโรปเสียจริง บริเวณนี้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกคน มีม้านั่งยาวรูปทรงคลาสสิกวางเรียงรายใต้ต้นไม้ใหญ่ให้ผู้คนได้หยุดพักผ่อนต ลอดทาง อีกทั้งยังมีร้านเล็กๆ (kiosk) ขายอาหาร และเครื่องดื่มตั้งอยู่เป็นจุดๆ ชาวคูชิงมักมาพบปะกันที่นี่ หนุ่มสาวมาบอกรักกัน คนหนุ่มเดินเอื่อยให้คลายเครียดหลังจากทำงานหนัก คนแก่มาเดินออกกำลังกาย หลังจากได้รำมวยจีนเป็นกลุ่มในตอนเช้าตรู่แล้ว ส่วนนักท่องเที่ยวอย่างผมก็ได้แต่ดูวิถีชีวิตของชาวคูชิงดำเนินผ่านวันและเว ลาไปข้างหน้า

อีกฝั่งหนึ่งของถนนสายหลัก คือ ตึกแถวแบบจีนตั้งเป็นแถวเป็นแนวตลอดทาง ตึกแถวเทือกนี้เป็นร้านขายของที่ระลึก ซึ่งโดยมากจะเป็นผลิตภัณฑ์ของชนเผ่าต่างๆ มีทั้งสร้อยคอร้อยหินและลูกปัด ไม้แกะสลัก เครื่องโลหะของชนเผ่าต่างๆ ภาพศิลปะ เสื่อสาน รวมทั้งเสื้อยืด และเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้แล้ว ยังมีร้านดีไซน์เนอร์อีก 1-2 ร้าน นำผ้าทอพื้นเมืองมาตัดเย็บให้ดูดีและทันสมัย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่น

ไม่ว่าจะเด ินบนริมถนนสายหลักที่มีรถราวิ่งผ่านไปมา หรือขยับเข้ามาเดินบนทางเดินริมน้ำ อาคารแบบตะวันตกสามสี่หลังจะต้องปรากฏให้เห็นเด่นชัดอยู่เบื้องหน้า ป้อมมาการิตต้า (Fort Margherita) ตั้งตระง่านอยู่บนเชิงเขาลูกเตี้ยที่อีกฝากฝั่งของแม่น้ำซาราวัค ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์ตำรวจ (Police Museum) แสดงอาวุธยุทธภัณฑ์ที่เคยใช้ในการก่อน รวมทั้งมีหัวกะโหลกมนุษย์ที่กำลังอ้าปากดูคล้ายกำลังหัวเราะอยู่

ห ากเดินมาเรื่อย จะถึงท่าเทียบเรือข้ามฝากและเรื่อท่องเที่ยวชมแม่น้ำซาราวัค ถัดมาเป็นลานกว้างซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงละครกลางแจ้ง และ "ป้อมเหลี่ยม" (Square Tower) ที่ถูกสร้างขึ้นให้อยู่เคียงคู่กับป้อมมาการิตต้า ป้อมเหลี่ยมนี้เคยเป็นทั้งป้อมปราการป้องกันข้าศึกทางน้ำ ที่ทำการราชการ หรือแม้กระทั่งคุกไว้คุมขังนักโทษ ปัจจุบันเป็นสถานที่ที่ฉายวิดีโอแนะนำรัฐซาราวัค

มองจากป้อมเหลี่ย มข้ามฝั่งแม่น้ำไป จะเห็นพระราชวังแอสตานา (Astana) ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา และอีกฝั่งถนน ก็คือ ที่ว่าการรัฐ (Court House) เป็นอาคารแบบยุโรปขนาดใหญ่ ด้านหน้ามีอนุสาวรีย์ของชาลส์ บรู๊ค (Chales Brooke) หนึ่งในราชาขาวแห่งซาราวัค

ที่กล่าวมานี้ คือ สถาปัตยกรรมยุโรปที่พบได้ในเมืองคูชิงเพียงสามสี่แห่งเท่านั้น เราสามารถพบอาคารที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกได้รอบเมือง เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะประวัติศาสตร์ของรัฐซาราวัคนั้นผูกพันกับการปกครองข องชาวตะวันตกอย่างแนบแน่น เชื่อหรือไม่ว่า ปรากฏการณ์ที่เรียกว่าโลกานุวัตรได้พัดผ่านเข้ามาในดินแดนแถบนี้เป็นระลอกแร กๆ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน นครรัฐแห่งนี้เคยถูกปกครองจากคนขาวชาวตะวันตก ประวัติศาสตร์ได้เล่นตลกกับชาวซาราวัคเสียแล้วนี่

ย้อนหลังกลับไปในร าวศตวรรษที่ 19 ซาราวัคในขณะนั้นอยู่ในการปกครองอันสงบสุขภายใต้สุลต่านแห่งบรูไน จนกระทั่งเกิดเหตุกบฏแข็งข้อต่อการปกครองขึ้น เมื่อสุลต่านได้แต่งตั้งเจ้าผู้ครองเมืองที่ไม่เป็นที่ชื่นชอบของชาวเมือง และในช่วงนี้เองที่เซอร์เจมส์ บรู๊ก (Sir James Brooke) ราชาขาวคนแรกของรัฐ ผู้ที่เคยทำงานอยู่ในบริษัทอีสต์ อินเดียของอังกฤษ ได้เข้ามามีบทบาทอย่างใหญ่หลวงในประวัติศาสตร์ซาราวัค เขาได้รับการขอร้องจากคุณลุงของสุลต่านให้ช่วยจัดการกับการปฏิวัติครั้งนี้ ด้วยเหตุที่เขามีกองทัพเรืออันพร้อมไปอาวุธยุทธภัณฑ์อันทรงประสิทธิภาพ เขาจึงสามารถปราบกบฏได้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว สุลต่านแห่งบรูไนได้ให้ตำแหน่งผู้ปกครองซาราวัคเป็นของขวัญตอบแทน แต่บรู๊กไม่พอใจดินแดนเล็กๆ ริมแม่น้ำซาราวัคแห่งนี้ เขาจึงได้ขยายดินแดนให้กว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ โดยความช่วยเหลือของราชนาวีอังกฤษ จนได้อาณาดินแดนในการปกครองกว้างไกลไปถึงชายแดนอินโดนีเซียปัจจุบัน

ซ าราวัคอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงส์บรู๊คเป็นเกือบ 100 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1841 จนถึง ค.ศ. 1945 โดยมีราชาถึง 3 พระองค์ ราชาขาวคนที่สามได้ตัดสินใจโอนอำนาจรัฐซาราวัคให้อยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษใ นเดือนกันยายน ค.ศ. 1945 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กองทัพญี่ปุ่นได้กรีฑาทัพมาในดินแดนแถบนี้ และซาราวัคได้รับการดูแลจากกองทัพออสเตรเลีย จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1963 ซาราวัคได้รับเอกราชจากอังกฤษ ให้รวมอยู่ในสหพันธรัฐมาลายู จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้เอง อิทธิพลของตะวันตกจึงได้ตกทอดมาถึงปัจจุบัน

เดินตามถนนสายหลักขึ้นไป ทางตะวันออก ก็จะเข้าสู่ถนนแกมเบียร์ (Jalan Gambier) ซึ่งมีบรรยากาศคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นไอของท้องถิ่น ที่ตลาดมีผักหญ้าผลไม้นานาชนิด และยังมีปลาทะเลสดๆ จากทะเลจีนใต้ ผมเห็นยอดผักกูดกอใหญ่แล้วก็อดน้ำลายสดไม่ได้ อยากจะรู้เสียจริงว่าชาวซาราวัคจะเอาไปทำอะไร จะเอาไปทำเป็นยำผักกูดแบบบ้านเรากินหรือเปล่าหนอ ตลาดสดนี้ตั้งอยู่บนฝั่งถนนติดแม่น้ำ อีกฝั่งถนนมีตึกแถวเรียงราวไม่แตกต่างไปจากที่พบบนถนนสายหลักสักเท่าไร หากสินค้าที่ขายในตึกแถวแถบนี้ คือ เครื่องเทศนานาชนิด โดยพ่อค้าชาวจีนซึ่งได้เข้ามาตั้งรกรากในซาราวัคมาตั้งแต่เริ่มสร้างเมือง

เ ลี้ยวซ้ายที่สุดถนนจะเข้าสู่บรรยากาศที่ขวักไขว่ไปด้วยวิถีชีวิตของชาวเมือง อย่างแท้จริง แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวคนใดเดินทางมาในแถบนี้ ที่มุมถนนมีร้านน้ำชา อันเป็นที่สังสรรค์สนทนาของชาวเมือง มองไปไกลๆ ก็จะเห็นมัสยิดประจำเมือง ตั้งเด่นอยู่ในฉากหลังของตึกแถวแบบจีน และอีกไม่ไกลก็จะถึงชุมชนชาวอินเดีย ผมกำลังอยู่ที่ไหนกันนี่ มีทั้งความเป็นจีน แขก ฝรั่ง มึนงงไปหมดแล้ว

ชุมชนอินเดียที่ว่า กระจุกอยู่หนาแน่นบนถนนอินเดีย (Jalan India) ซึ่งเป็นถนนที่ผมประทับใจชื่นชอบมากที่สุด ตึกรามบ้านช่องที่เรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่งทางของถนนสายเล็กแห่งนี้เต็มไปด้ว ยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างแขกและจีน สีสันสดใสทั้งเขียวสด ชมพูจ้า ม่วงแจ่ม ฯลฯ ที่ถูกบรรจงแต่งแต้มบนอาคารแต่ละหลังทำให้เสมือนเดินอยู่ในบรรกากาศที่ครึกค รื้นและมีชีวิตชีวา ถนนอินเดียเต็มไปด้วยร้านขายผ้า และที่กลางถนนมีตรอกเล็กๆ นำไปสู่มัสยิดกลางเมืองของชาวอินเดียมุสลิมที่เข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่กลางศต วรรษที่ 19 อีกทั้งยังเป็นทางลัดตัดไปสู่ตลาดสด และร้านเครื่องเทศบนถนนแกมเบียร์ ได้อีกด้วย

ผมเดินย้อนกลับโรงแรม ที่ตั้งอยู่ต้นถนนสายหลักที่เดินผ่านไปเมื่อตะกี้ ว่าจะอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่น แล้วจะออกไปเดินเล่นหาของกินในอีกฝั่งหนึ่งของเมือง เพราะท้องเริ่มร้องกวนใจเสียแล้ว

คราวนี้ เดินไปทางตะวันออกของถนนสายหลักดูบ้าง บริเวณแถบตะวันออกของเมืองเป็นที่ตั้งของอาคารสมัยใหม่มากมาย โรงแรมชั้นหนึ่งอย่างฮิลตัน หรือฮอลิเดย์ อินน์ ก็ตั้งอยู่แถบนี้ ห้างร้านสรรพสินค้าทันสมัยทั้ง 3 แห่งก็ตั้งอยู่ไม่ไกล นี่ยังไม่กล่าวถึงร้านแมคโดนัลด์สาขาเดียวในเมืองซึ่งได้มาร่วมวงไพบูลย์ของ ความเป็นสมัยใหม่กับเขาด้วย

ในช่วงที่สองของการเดินชมเมืองคูชิงนี้ ผมเริ่มจากช่วงต่อระหว่างถนนสายหลัก กับถนนตุนกู อับดุล รามัน (Jalan Tunku Abdul Rahman) ซึ่งตั้งเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย ที่บริเวณนั้น มีพิพิทธภัณฑ์จีน (Chinese Museum) ตั้งอยู่ปลายสุดถนนสายหลัก และมีวัดจีนตัว เป๊ก กง (Tua Pek Kong) ที่สร้างขึ้นพร้อมๆ กับการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีน

สักพักก็จะถ ึงสามแยก ที่ล้อมรอบไปด้วยโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และร้านแมคโดนัลด์ แต่ตอนนี้ ผมยังโหยหาความเป็นอดีตอยู่ จึงเดินเลยสิ่งยั่วยุของความเป็นสมัยใหม่ไปอย่างไม่สนใจใยดี ตรงกลางสามแยกเป็นที่ตั้งของรูปปั้นแมวเหมียวหน้าโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้สมกับว่ากำลังอยู่ในเมืองแมว (ก็คำว่า "คูชิง" แปลว่า "แมว" ในภาษามาเลย์ไงครับ) ผมเดินข้ามถนนโดยเร็วเพื่อเดินต่อไปยัง "ถนนพาดุนกัน" (Jalan Padungan) ซึ่งเป็นอีกถนนหนึ่งที่เขาว่ากันว่าน่าสนใจไม่น้อย

เหตุที่น่าสนใจนั ้น เพราะเป็นอีกบริเวณหนึ่งที่ชาวจีนได้เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในสมัยที่การค้ายาง พารากำลังเฟื่องฟูในราวทศวรรษที่ 1920-1930 สองข้างทาง คือ สิ่งก่อสร้างไปรุ่มรวยไปด้วยรายละเอียดของสถาปัตยกรรม มองดูประตูหน้าต่าง ปูนปั้นเล็กๆ น้อย ช่างสร้างบรรยากาศย้อนยุคได้ดีเสียจริงๆ ร้านรวงบนถนนนี้มีทั้งร้านขายอาหาร (ที่มีทั้งข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกงคล้ายแบบไทย) ร้านขายของที่ระลึก ร้านหนังสือ ฯลฯ อาคารเหล่านี้ทอดยาวไปตามแนวถนนสุดลูกหูลูกตา ที่วงเวียนระหว่างถนนพาดุนกัน และถนนเซ็นทรัล (Jalan Central) มีอนุสาวรีย์แมวอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งสร้างขึ้นก่อนรูปปั้นแมวแห่งแรกนานนัก อนุสาวรีย์แห่งนี้มีเสาสูงแบบศิลปะซาราวัค และมีหนูเหมียวสีขาวนั่งตาใสนั่งอยู่ทั้งสี่ด้าน

ระหว่างเดินทางท่อง เที่ยว ผมมักกินข้าวไม่เป็นเวลา หิวเมื่อไรก็กินเมื่อนั้น เห็นอะไรน่ากินก็กินเพิ่มอีกมื้อ ดังนั้น บางวันก็จะกินอาหารเพียงมื้อเดียว หรือบางวันก็มากถึง 4-5 มื้อ สำหรับในวันนั้น ตั้งแต่เช้าไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากช็อกโกแลตแท่ง และน้ำเปล่า เมื่อเห็นร้านขายอาหาร พร้อมผู้คนที่นั่งกินกันอย่างมีความสุขจึงทำให้น้ำลายสอจนท้องร้องดังขึ้นมา ทันที ผมไม่ทรมานตัวเอง จึงเดินเข้าไปยังร้านขายข้าวมันไก่ ซึ่งนอกจากจะมีเมนูข้าวมันไก่นึ่งอย่างที่ขายทั่วไปในเมืองไทยแล้ว ที่นี่เขายังมีไก่พะโล้ ไก่ปิ้งราดซีอิ้ว และไก่แกงกระหรี่อีกด้วย ผมกินข้าวมันไก่ปิ้งย่างซีอิ้วซึ่งดูน่ากินที่สุด น่าแปลกที่ข้าวมันไก่ที่นี่จะเสิร์ฟเป็นไก่รวมทั้งกระดูก ไม่ได้ลอกเอาเฉพาะเนื้ออย่างเมืองไทย และดูเหมือนว่า ไก่ในวันนั้นจะผอมแห้งผิดปกติ มีแต่กระดูกและหนัง จึงไม่ได้ทำให้หายหิวเท่าไรนัก

ในเมื่อพุงยังแฟบอยู่ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาอะไรมาเติมให้เต็ม นี่เป็นห้องเครื่องของการเดินทาง จะเดินทางได้สนุกไม่เหน็ดเหนื่อยก็ขึ้นอยู่กับพุงของเรานี่เอง เดินต่อไปเรื่อยๆ มีร้านหนึ่งคล้ายร้านข้าวแกงเมืองไทย มีคนกินอยู่เต็ม และดูท่าทางครึกครื้นที่สุด ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวท้องถิ่นที่มาชุมนุมกันในเวลาเย็นหลังจากเลิกงาน เบียร์เย็นๆ ในมือของพวกเขา และบรรยากาศที่ดูสบายๆ ชวนให้ผมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาด้วย เมนูข้าวแกงที่อยู่ในตู้อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ปรุงแต่งอย่างจีน มีเต้าหู้ เนื้อสัตว์ และผักเป็นหลัก ผมสั่งมะระผัดไข่ กับผัดถั่วงอก ราดบนข้าวพูนจาน นี่สิ ถึงเรียกว่าอิ่มจนพุงกาง

คืนวันนั้น ผมนอนหลับแต่หัวค่ำ เตรียมตัวเดินทางจากเมืองสู่ป่า ที่อยู่เพียงปลายจมูกของคูชิง

เ ช้าวันรุ่งขึ้น ฝนตกปรอย ทำให้เมืองคูชิงที่เคยดูมีชีวิตชีวาเมื่อคืนหงอยเหงาลงไปบ้าง ผมเดินจากโรงแรมมุ่งหน้าไปยังท่ารถประจำทาง ที่นั่นผู้คนขวักไขว่ ร้านขายอาหารในบริเวณนั้นเต็มไปด้วยผู้คนแน่นขนัด รถสาย 6A ซึ่งจะแล่นไปยังท่าเรือไปอุทยานแห่งชาติบาโก (Bako National Park) กำลังจะออก ผมเดินฝ่าฝูงชนไปที่รถ และรีบกระโดดขึ้นรถด้วยความกลัวว่าจะพลาดรถที่ออกเที่ยวนี้ มิฉะนั้นแล้ว จะต้องรออีกหนึ่งชั่วโมงเต็มสำหรับรถเที่ยวต่อไป

ด้วยค่าโดยสาร 1.50 ริงกิต (ประมาณ 15 บาท) และเวลาเพียง 40 กว่านาที รถประจำทางกลางเก่ากลางใหม่ก็พาผมมาสู่ท่าเรือสำหรับต่อเรือไปยังที่ทำการอุ ทยานฯ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เมื่อจัดการเกี่ยวกับการทำเรื่องเข้าอุทยานฯ และติดต่อเรือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มเดินทางต่อทันที ทุกอย่างรีบร้อนไปหมด ไม่นึกว่าตัวเองจะอยากเข้าป่าถึงเพียงนี้ นี่แหละครับคนเมืองที่มักโหยหาสิ่งที่อยู่ไกลตัวอยู่เสมอๆ

ที่อุทยาน ฯ แห่งนี้ มีไฮไลท์อยู่สองอย่าง ไฮไลท์แรก คือ ลิงจมูกยาว (Proboscis Monkey) ซึ่งเป็นลิงเฉพาะถิ่น พบได้บนเกาะบอร์เนียวเท่านั้น เจ้าลิงจมูกยาวนี้ จมูกยาวสมชื่อ (และท้องป่องด้วย) ชาวมาเลย์เปรียบเปรยว่ามีลักษณะคล้ายฝรั่งชาวดัชช์ จึงเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า "อูรัง เบลันดา" (Urang Belunda = คนดัชช์) นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ สามารถพบลิงจมูกยาวได้ง่ายที่บาโก มันจะออกมาหากินตามป่าชายเลนไม่ไกลจากที่ทำการอุทยานฯ มีสะพานทำไว้ให้เดินอย่างดี จะว่าโชคดีก็ว่าได้ ไปถึงไม่ทันไร เจ้าลิงจมูกยาวชาวดัชช์หนึ่งตัวก็มาต้อนรับให้สมกับที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาดูม ันถึงที่แล้ว

ส่วนไฮไลท์ที่สอง ก็คือ ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthes) ซึ่งเป็นต้นไม้กินแมลงที่ขึ้นได้ดีบนดินที่ขาดธาตุอาหาร ต้นไม้ชนิดนี้ปรับตัวโดยพัฒนาปลายใบให้เป็นกระบอกกลวง ที่ริมปากหม้อมีต่อมน้ำหวานที่ส่งกลิ่นเย้ายวนให้แมลงนานาชนิดเข้ามาไต่ดม ภายในหม้อเป็นผนังลื่น เมื่อเหยื่อเคราะห์ร้ายพลัดตกลงไป ก็ไม่สามารถปีนป่ายขึ้นมาได้ จนสำลักน้ำตายอยู่ในน้ำย่อยที่มีอยู่ก้นหม้อ และกลายเป็นอาหารของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงอย่างช้าๆ

ที่อุทยานฯ บาโกแห่งนี้ นักท่องเที่ยวผู้มีเวลาน้อยสามารถจะเดินชมต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายชนิดพัน ธุ์ได้บนเส้นทางลินตัง (Jalan Lintang) ซึ่งเป็นวงกลมจากที่ทำการอุทยานฯ ภายในเวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ อย่างสะดวกสบาย ขณะเดิน นอกจากไอเย็นที่ได้รับจากต้นไม้โดยรอบแล้ว ยังมีลมทะเลที่พัดโบกเข้ามาสู่ฝั่งช่วยให้คลายเหนื่อยเป็นระยะๆ อีกด้วย

เ รือหางยาวที่นัดกันไว้มารับผมกลับสู่ฝั่งในเวลาบ่าย 4 โมง เพื่อให้ทันกับรถเที่ยวสุดท้ายที่จะกลับสู่เมืองคูชิง มานั่งคิดดูก็ชวนให้ตลกว่า เมื่อเช้ายังเพิ่งเดินออกจากโรงแรมในเมืองที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวนค วามสะดวกสมัยใหม่มากมาย สักพักหนึ่งไม่นานก็มาถึงป่าเขาลำเนาไพรที่มีธรรมชาติอยู่สมบูรณ์ ได้เห็นสัตว์ป่า ได้เห็นต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย กลิ่นดินแตะจมูก ไอป่าปะทะตัว แล้วนี่ ก็กำลังจะกลับไปสู่สภาพของความเป็นเมืองอีกแล้ว

ทำให้คิดถึงคำถามที่เพื่อนเคยถามว่า อยากมี "บ้าน" แบบไหน ตอนนี้ผมตอบได้แล้วว่า ผมอยากมีบ้านอยู่ใน "เมือง" ที่มี "ป่า" อยู่ไม่ไกล

ว ิถีชีวิตอย่างคนเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันคงจะทำให้ผมเดินจากโบกมือลาไปได้ยาก แต่ในขณะเดียวกันบรรยากาศในป่าที่นิ่งสงบ เย็นสบาย และใกล้ชิดธรรมชาติก็เป็นเสน่ห์เย้ายวนใจให้ใฝ่หาเสมอ

“คูชิง” มีทุกอย่างพร้อม เป็นเมืองในฝันของผม


---
Plan & See
" คูชิง" เป็นเมืองขนาดเล็กที่สามารถเดินชมรอบเมืองดูตึกรามบ้านช่อง และช็อปปิ้งได้ในเวลาเพียงครึ่งวัน แต่เมืองคูชิงเป็นเมืองที่มีพิพิธภัณฑ์มากมาย ตั้งแต่ พิพิธภัณฑ์ซาราวัค (Sarawak Museum) พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาวจีน (Chinese History Museum) พิพิธภัณฑ์แมว (Cat Museum) เรื่อยไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ของตำรวจ (Police Musem) และพิพิธภัณฑ์ไม้ (Timber Museum) ดังนั้น จึงควรให้เวลากับการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ด้วย อย่างน้อยสัก 2-3 สามแห่ง ในเวลาหนึ่งวัน หรือครึ่งวัน ก็จะทำให้ได้บรรยากาศของการมาเมืองคูชิงได้เป็นอย่างดี แถมยังได้ความรู้ใหม่ๆ ที่น่าสนใจด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่า พิพิธภัณฑ์เหล่านี้คือสิ่งที่บอกเล่าความเป็นเมืองคูชิง และรัฐซาราวัคได้ดี เมื่อดูเผินๆ จากชื่อแล้ว ก็คงจะคาดเดาได้ว่าเมืองคูชิงเป็นเมืองที่มีลักษณะเช่นไร ประชากรมีลักษณะเป็นเช่นไร มีอุตสาหกรรมหลักอะไร เป็นต้น นอกจากนี้ สิ่งที่พลาดไม่ได้ ก็คือ บริเวณทางเดินริมน้ำ (Waterfront) ที่สุดแสนจะคลาสสิก และโรแมนติก มีร้านขายอาหารกินเล่น และเครื่องดื่มเล็กๆ
ตั้งอยู่เป็นจุดๆ พร้อมทั้งบริการที่นั่งให้ดื่มด่ำกับบรรยากาศและชมสายน้ำซาราวัคไหลเอื่อยตั้งแต่สายยันดึก

ส ำหรับผู้นิยมธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติที่ใกล้เมืองคูชิงมากที่สุด คือ อุทยานฯ บาโก ซึ่งห่างออกไปเพียง 45 นาที โดยรถเมล์ และจะต้องเหมาเรือเข้าไปยังที่ทำการอุทยานฯ อีกครึ่งชั่วโมง เราสามารถไปเช้าเย็นกลับในเวลาหนึ่งวันได้สะดวก รถเที่ยวแรกออกจากเมืองในเวลา 6 โมงเช้า และจะออกทุกชั่วโมง เรื่อยไปจนถึง 5 โมงเย็นซึ่งเป็นเที่ยวรถเที่ยวสุดท้ายจากท่าเรือกลับมายังตัวเมือง เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติในอุทยานฯ ทำไว้อย่างดี สะดวก ไม่ลำบาก บางเส้นทางอย่างเส้นทางเดินดูต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง(Jalan Lintang) หรือเส้นทางเดินเงยหน้าหาลิงจมูกยาว (Jalan Paku) ไม่ต้องการความฟิตใดๆ เลย ไม่ว่าสาวเล็ก หรือสาวใหญ่ก็ไปได้สบายๆ

ที่เมืองคูชิงนี้ มีศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว (Tourist Information Centre) ที่ยอดเยี่ยม ดังนั้น จึงเป็นการดีอย่างยิ่งที่จะแวะสืบเสาะหาข้อมูลและแหล่งท่องเที่ยวในทันทีที่ เท้าเหยียบคูชิง ศูนย์ฯ แห่งนี้ ตั้งอยู่ที่อาคารที่ว่าการรัฐ (Court House) บนถนนสายหลัก (Main Bazaar)

Get There
ก ารเดินทางไปคูชิงจ ากกรุงเทพฯ ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ ในมาเลเซียก่อน แล้วจึงบินข้ามทะเลจีนใต้ไปยังคูชิง ซึ่งอยู่ทางใต้ของเกาะบอร์เนียว จากกรุงเทพฯ ไปกัวลาลัมเปอร์ใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมง และต่อไปยังคูชิงอีก 2 ชั่วโมง

ท ั้งมาเลย์เซียนแอร์ไลน์ (www.maly โทร. 02 263 0525-6) และแอร์เอเซีย (www.airasia.com โทร. 02 515 9999) มีเที่ยวบินกรุงเทพฯ - กัวลาลัมเปอร์ - คูชิง - กัวลาลัมเปอร์ - กรุงเทพฯ

Sleep & Stay

ท ี่พักในเมืองคูชิงนั้นสะดวกสะบาย โรงแรมส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใกล้กับถนนสายหลัก (Main Bazaar) และทางเดินริมน้ำ (Waterfront) รวมทั้งที่ชอปปิ้งทั้งร้านขายของที่ระลึก และห้างสรรพสินค้า จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางในเมือง

1. Harbour View Hotel (Lorong Temple, โทร. +60 ? 274666, www.harbourview.com.my)
2. Crowne Plaza Riverside Kuching (Jalan Tunku Abdul Rahman, โทร. +60 ? 247777)
3. Hilton Kuching (Jalan Tunku Abdul Rahman, โทร. +60 ? 248200, www.hilton.com)
4. Holiday Inn Kuching (Jalan Tunku Abdul Rahman, โทร. +60 ? 423111)
5. Hotel Grand Continental Kuching (Jalan Ban Hock, โทร. +60 ? 230399, www.grandcontinental.com.my)

Shop

ส ำหรับของที่ระลึกจากซาราวัค สามารถเดินดูเลือกซื้อได้บนถนนสายหลัก (Main Bazaar) และถนนพาดุนกัน (Jalan Padungan) ซึ่งมีทั้งสร้อยคอ เครื่องโลหะเล็กๆ ของเก่า เสื่อทอ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีห้างสรรพสินค้าทันสมัยอย่างเช่น Riverside Shopping Centre, Sarawak Plaza และ Tun Jugah ตั้งอยู่ใกล้ๆ กันบนถนน Jalan Tungu Abdul Rahman

Thursday, January 20, 2005

ลิ้นชัก

หากเชื่อว่าโลกเสมือนจริงแห่งนี้มีตัวตน นี่ก็คือ "ลิ้ันชัก" ของผม

เ หตุที่นำเรื่องที่เคยเขียนม าใส่ไว้ในลิ้นชักบนโลกไซเบอร์สเปซ ก็ด้วยความเชื่อมั่นว่าโลกแห่งนี้จะปลอดภัยไม่ให้เอกสารส่วนตัวปลิวหายไปไหน

ขอเชิญคุ้ยลิ้นชักทั้ง 4 ช่องของผมได้ตามสบายครับ