What Am I Doing Here?
หรือ กูมาทำอะไรอยู่ที่นี่ (วะ)?
Friday, April 21, 2006
ตัดผมหัวเกรี๋ยน
เสียงเครื่องยนต์ญี่ปุ่นท้ายเรือเหล็กส่งเสียงแผดจ้าดังลั่นติดต่อกันจนหูอื้อ มือซ้ายจับหางเสือที่อยู่ติดกับเครื่องยนต์สั่นระรัวด้วยแรงส่งจากการทำงานเต็มอัตรา สายตามองตรงจ้องเขม็งไปข้างหน้าโดยมิวอกแวก พระอาทิตย์ยามเช้าที่ส่งแสงร้อนแรงที่สุดในรอบวันเพิ่งเผยตัวออกจากกลีบเมฆครึ้มในตอนสายๆ นี้เอง รอบตัวคือผืนน้ำริโอนีโกรกว้างใหญ่ที่แน่นิ่งมีเพียงแต่ระลอกคลื่นเบาๆ พอเห็นเป็นลอนเมื่อกระทบกับแสงแดดที่พุ่งตรงมาจากด้านบนโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้นนอกจากมวลอากาศ เรือแล่นไปข้างหน้ารู้สึกได้ดีถึงแรงลมที่กระทบหน้าจนต้องหยีตา ที่เส้นขอบฟ้ามีแนวป่าและเกาะแก่งกลางแม่น้ำ คนขับเรือสมัครเล่นอย่างผมใช้เส้นแนวเขตสีเขียวต้นไม้นี้เป็นจุดหมายให้การพุ่งเรือไปข้างหน้าให้ถูกทาง คลิวเดอร์นั่งหน้าตรงไม่หันมาทักทายอยู่ที่กลางเรือ นานๆ ทีเขาจึงใช้มือชี้บอกเส้นทางให้รู้ หัวเรือเชิดขึ้นเพราะถูกถ่วงไว้ด้วยเครื่องยนต์และน้ำหนักของเราสองคนที่ท้ายเรือ
เช้าวันสุดท้ายเดินทางกลับจากป่าอเมซอนเข้าเมืองบาเซลอส ผมฉลองแดดจ้าและไออุ่นด้วยการถอดเสื้อเหลือแต่กางเกงขาสั้นให้ทุกอณูของลำตัวรับแสงอาทิตย์ที่เฝ้าคอยหามานาน รวมทั้งอาสาเป็นคนขับเรือครึ่งทางกับคลิวเดอร์ ระหว่างปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับธรรมชาติรอบตัว ใจบอกกับตัวเองว่าคิดถูกจริงๆ ที่ตัดสินใจหนีโลกแห่งความเป็นจริงมาพักผ่อนกายและใจที่บราซิลในครั้งนี้ การได้ลืมตาอยู่กับความฝันนั้นเป็นเรื่องที่แม้ดูเหลือเชื่อและเป็นไปไม่ได้ แต่หากเกิดขึ้นจริงแล้วคือสิ่งที่วิเศษสุดอย่าบอกใคร ค่อนแรกของปีในนิวยอร์กคือช่วงเวลาที่อากาศเลวร้ายที่สุด วันๆ มีแต่ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลมหนาวพัดแรง บ่อยครั้งมีหิมะตกหนักจนเป็นกองโตบนพื้น พอหิมะละลายก็กลายเป็นน้ำเฉอะแฉะสกปรกด้วยฝุ่นผงและรอยตีนคนเหยียบย่ำ นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เกิดความรู้สึกเหลือเชื่อว่าจะได้มาอยู่กลางแม่น้ำในป่าอะแมซอนที่ใฝ่ฝันจริงๆ
ฝันที่เป็นจริงนั้นเป็นเรื่องที่มีความสุขและดูเหมือนว่าจะสมหวังไปเสียทั้งหมด แต่ถ้าจะให้นึกดูดีๆ แล้ว เรื่องรำคาญฝันก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน ไหนจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้เงินออมที่สะสมมาเกือบทั้งหมด ไหนจะเป็นเรื่องที่ต้องเดินทางมาเที่ยวตัวคนเดียวไร้คนรู้ใจข้างกาย ไหนจะเป็นเรื่องเวลาเที่ยวที่มีอยู่เพียงแค่สัปดาห์กว่าน้อยเกินไป แต่นี่ก็ยังไม่หมดเสียสักทีเดียว มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่ารำคาญกายเป็นที่สุด ทรงผมที่ยาวปิดหน้าปิดตารกรุงรังระหว่างเดินทางนั้นไร้ประโยชน์สิ้นดี อยู่นิวยอร์กอากาศหนาวไว้ผมยาวให้อบอุ่น และเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นนักเรียนนอกผมกระเซอะกระเซิงด้วย ตลอดสามสี่วันที่ผ่านในบราซิลโดยเฉพาะกลางป่าอะแมซอนนั้นไอ้ผมปิดหน้าปิดตาที่หลายคนบอกว่าเหมือนบีทเทิลส์สี่เต่าทองนั้นดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องดีเสียแล้ว
ที่หงุดหงิดกวนใจก็ตอนเดินทางไปในประเทศเขตร้อน และตอนดำน้ำดูปลาในป่านี่ล่ะ ผมยาวปรกหน้ามักเข้าไปแทรกอยู่ระหว่างหน้ากากดำน้ำ เป็นร่องให้น้ำซึมเข้ามาในแว่นจนเป็นฝ้าดูปลาไม่ชัด ต้องเงยหน้าขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อเสยผมขึ้นไปเพื่อไม่ให้มีแม้แต่เส้นเดียวเข้าไประหว่างรอยปิดของหน้ากากดำน้ำบ่อยๆ ก้มๆ เงยๆ หัวจมน้ำขึ้นน้ำเช่นนี้เสียเวลาและเสียอารมณ์เป็นที่สุด กลับขึ้นมาบนเรือ ผมก็ยังเปียกแฉะไม่แห้งเอาง่ายๆ และบางทีก็รู้สึกร้อนอึดอัดจากไอแดดและเม็ดเหงื่อด้วย อีกอย่าง เวลาอยู่กลางป่ารู้สึกไม่กล้าใช้ยาสระผมหรือสบู่เลย กลัวว่าจะเอาสารแปลกปลอมเจือปนลงไปในน้ำจนทำให้เหล่าปลาๆ ที่รักต้องแสบตาเสียเปล่า เส้นผมจึงเหนียวเหนอะหน่ะอยู่ตลอดเวลา ว่าไปแล้วชีวิตคนเมืองก็เหมือนเป็นชีวิตที่ครึ่งหนึ่งอยู่กับภาพลักษณ์เปลือกนอกอย่างเช่นเรื่องทรงผม ผิดกับชีวิตในป่าเป็นชีวิตที่อยู่กับความอยู่รอดและคุณค่าทางจิตใจ เวลาเดินทางที่ไม่ได้เจอะเจอกระจกส่องตัวนั้นเป็นโอกาสอันดีให้ใช้ใจส่องดูตัวเอง ชีวิตไร้เปลือกเช่นนี้เป็นชีวิตที่ผมปรารถนายิ่งนัก
เรือเล็กของเราเทียบท่าที่เมืองบาเซลอสเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ตรงหัวบอกเวลาเที่ยงวันพอดีหลังจากแล่นมาไกลบวกกับหยุดแวะดำน้ำดูปลาเที่ยวสุดท้าย ผมกับคลิวเดอร์ช่วยกันขนของจากเรือซึ่งมีทั้งกระเป๋าเดินทาง อุปกรณ์จับปลาสวิงและอวน รวมทั้งกระติกน้ำแข็งเปล่าที่ไม่เหลือเบียร์เย็นๆ อยู่เลยผิดกับที่มีอยู่เต็มถังเมื่อก่อนออกเดินทาง นอกจากนี้ยังมีถาดใส่ปลาสวยงามที่คลิวเดอร์หมายนำกลับมาเลี้ยงที่บ้าน และอุปกรณ์ซ่อมเครื่องยนต์และเอ็นเบ็ดตกปลา เราสองคนช่วยกันแข็งขังไม่นาน ของทุกอย่างก็ไปเรียงรายเรียบร้อยในสำนักงานของโครงการพิอาบ้าที่มีแลบบิชเป็นหัวเรือใหญ่
คลิวเดอร์พาไปกินอาหารกลางวันที่ร้านอาหารที่ดูเหมือนว่าจะมีอยู่เพียงร้านเดียวในเมือง โต๊ะสองสามโต๊ะถูกจับจองอยู่ก่อนแล้ว ทีวีถ่ายทอดสดฟุตบอลกีฬายอดนิยมของชาวบราซิลเปิดเอาใจลูกค้า สักพัก อาหารมื้อกลางวันเมนูคนครัวก็มาวางไว้ตรงหน้า เบียร์เย็นๆ ทำให้อาหารและบรรยากาศหอมหวานขึ้นเป็นกอง กินข้าวเสร็จ ผมส่งภาษามือทำท่าคล้ายแบตเตอเลี่ยนตัดผมไถไปตามหัวให้คลิวเดอร์รู้ว่าอยากเอาเส้นขยุกขยุยบนหัวออกไปโดยด่วน คลิวเดอร์เข้าใจทันทีอาจจะเป็นเพราะผมพยายามส่งภาษาใบ้บอกให้เขารู้ตั้งแต่อยู่กันในป่าแล้ว เขาทำท่าส่งภาษามั่นหมายว่าจะพาไปตอนบ่ายสองโมง เวลาดีที่ร้านเปิดอีกครั้งในรอบบ่าย เมื่อช่างตัดผมตื่นจากการนอนหลับกลางวัน
เวลาบ่ายสองโมงตรงเผง คลิวเดอร์ชี้นาฬิกาบอกว่าเมื่อเขากลับมาจากเอาของไปเก็บที่บ้านและปล่อยผมให้นอนหลับสบายกลางสำนักงานโครงการของแลบบิชที่เป็นห้องแถวเล็กๆ ไม่ห่างไกลจากท่าเรือ คลิวเดอร์พาเดินไปที่ร้านตัดผมใกล้ที่สุดก็ยังไม่เปิด เขาตบมือดังเป็นวิธีการเคาะประตูบ้านของคนที่นี่ แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับหลังบานประตูหน้าต่างที่ปิดสนิทไม่ขยับเขยื้อน คลิวเดอร์เสนอว่าไปดูอีกร้านหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล เราเดินลัดเลาะไปตามถนนหนทางในเมืองบาเซลอส ข้างทางเป็นบ้านพักอาศัยของชาวเมือง ราวหนึ่งกิโลเมตร เราก็มาถึงที่ร้านตัดผมอีกร้านหนึ่ง ที่ยังไม่มีวี่แววว่านายช่างจะตื่นมารับลุกค้าเหมือนร้านก่อน คลิวเดอร์เสนอว่ากลับไปรอที่สำนักงานอีกหนึ่งชั่วโมงแล้วกัน บ่ายสามโมงค่อยมาดูอีกที เขาดูงงๆ เหมือนกันว่าทำไมร้านถึงปิดพร้อมกันอย่างนี้ ใจผมผิดหวังคิดว่าวันนี้จะได้ตัดผมไหมหนอ ความรู้สึกในตอนนั้นอยากตัดไอ้สิ่งรำคาญกายออกไปให้หมดเผื่อจะช่วยให้ใจว้าวุ่นได้เต้นเป็นจังหวะเหมือนเดิมได้บ้าง
ที่หัวมุมถนนใกล้กับร้านตัดผมที่สองคือสนามฟุตบอลประจำเมือง รอบสนามไม่ได้เปิดแขนอ้าต้อนรับให้ใครเข้าไปชมง่ายๆ แต่มีรั้วไม้ทึบสูงกว่าระดับสายตากั้นไว้โดยรอบ ที่ปลายสุดสนามแต่ละด้านมีอัฒจรรย์เตี้ยๆ สำหรับคนนั่ง การมาดูฟุตบอลที่นี่นั้นคงถือเป็นความบันเทิงท้องถิ่น สนามฟุตบอลจึงมีรั้วเพื่อจำหน่ายตั๋วเหมือนไปดูมรสพเก็บสตางค์ ผมเดินทอดน่องกลับไปสำนักงานของแลบบิชเพื่อรอเวลาตัดผม และออกไปเดินเล่นรอบๆ บาเซลอส เมืองนี้เล็กๆ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำนีโกรพอดิบพอดี ตามประวัติศาสตร์แล้วน่าจะเป็นเมืองแวะพักระหว่างทาง และเป็นเมืองที่มิชชันนารีเข้ามาเผยแผ่ศาสนาแก่คนท้องถิ่นในสมัยแรกๆ ส่วนที่เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจนั้นยาวเพียงแค่หนึ่งถนนสั้นๆ มีร้านขายยา ขายของชำ และเสื้อผ้าราวสิบกว่าร้าน แต่ความเงียบสงบของเมืองถือเป็นเสน่ห์ชวนให้หลงใหลได้ทีเดียว
บ่ายสามโมงตรงแล้ว สองหนุ่มคลิวเดอร์และผมลุกลี้ลุกลนอยากตัดผมตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่อยุ่ในป่าให้เสร็จๆ ไปเสียที เราเดินกลับไปตามทางเดิมผ่านร้านตัดผมร้านแรกซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด ตอนนี้ร้านเปิดให้บริการแล้ว ถนนหนทางในเมืองก็ครึกครื้นขึ้นมาทันตา มีผู้คนเดินไปมา บ้างก็ขี่จักรยานซิ่งท้าแดด ชาวเมืองบาเซลอสคงตื่นกันแล้วจากการหลับเอาแรงหลังกินข้าวกลางวันกันแล้ว คลิวเดอร์ชวนเข้าไปนั่งรอ ช่างตัดผมหน้าเฉยกำลังตัดหนวดหนุ่มหน้าเข้มหนวดเฟิ้มด้วยแบตเตอเลี่ยนดูแปลกตา เห็นคนเยอะจึงชวนคลิวเดอร์เดินไปร้านที่สองที่แวะไปมาครั้งที่สองแทน หวังลึกๆ ว่าคนจะไมเยอะเท่า และเผือได้โอกาสเดินชมเมืองด้วย เพราะในชีวิตนี้โอกาสที่จะกลับมาที่นี่อีกครั้งนั้นแทบจะไม่มีอยู่แล้ว
ร้านตัดผมที่เรามุ่งหน้าหวังใช้บริการร้านที่สองยังไม่เปิดอีก จนน่าสงสัยว่าอย่างเด็กที่โตในเมืองว่าพ่อค้าแม่ขายเมืองนี้เค้าไม่สนใจทำมาหากินกันเลยหรือ กลางวันก็ปิดพักซะยาวหลายชั่วโมง นี่ก็บ่ายแล้วยังไม่เปิดเสียที หรือจะเป็นไปได้ว่าชีวิตเรียบง่ายจังหวะเดินช้าของผู้คนในเมืองนี้จะทำให้ทุกอย่างดูเหมือนง่ายๆ ไม่เรื่องมาก ไม่แข่งขันไปเสียทั้งหมด คิดดูแล้วก็ดีเหมือนกัน หาเงินได้พอประทังชีวิต แล้วใช้ชีวิตไปวันๆ โดยไม่ต้องนึกฝันถึงอนาคตสวยหรู คนอเมริกันทำงานกันล่กๆ ด้วยหวังว่าโตขึ้นจะมีบ้านโตรถคันงาม แล้วในที่สุดได้อะไร ชีวิตฟุ้งเฟ้อแม้ดูเป็นชีวิตที่มีความสุข แต่ก็ทำให้พลาดช่วงเวลาอันเรียบง่ายของชีวิตไปได้เหมือนกัน
คลิวเดอร์บอกว่ายังมีร้านตัดผมอีกหนึ่งร้านไม่ไกล น่าแปลกที่ว่าเมืองเล็กๆ ประชากรไม่มากอย่างบาเซลอสมีร้านตัดผมอยู่ใกล้ๆ กันถึงสามร้าน เราเดินลึกห่างเข้าไปจากศูนย์กลางของเมือง ผ่านสนามฟุตบอลและบ้านเรือนตั้งเป็นหลังๆ คล้ายตามหมู่บ้านในต่างจังหวัดบ้านเรา ถนนเส้นเล็กเป็นคอนกรีตอย่างดี บางช่วงร่มรื่นจากต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ริมทาง ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่งมีนกแร้งฝูงใหญ่ยืนอยู่บนถนนอย่างชินชาไม่สนใจใยดีกับผู้คนที่ผ่านไปมา ชาวเมืองบาเซลอสมองคนต่างถิ่นอย่างผมด้วยความสนใจ รูปร่างหน้าตาและการแต่งตัวที่ผิดแปลกออกไปทำให้เป็นจุดสังเกตได้ง่ายเหลือเกิน
การเป็นจุดสังเกตที่ว่าทำให้เหมือนเป็นคนดัง เดินไปที่ไหนก็มีแต่คนสนใจ แม้กระทั่งตอนตัดผมอยู่ในร้านตัดผมเล็กๆ ที่ช่างตัดผมงัวเงียออกจากบ้านมาเปิดร้านให้ ก็มีเด็กๆ ชะโงกหน้าต่างข้ามามุงดู ผมคุยภาษาโปรตุกีสไม่ได้ จึงได้ใช้แต่ภาษาใบ้ชี้โบ้ชี้เบ๊ขอให้ช่างใช้ที่รองแบตเตอเลี่ยนอันสั้นสุดไถไปให้รอบหัว นายช่างทำท่าเข้าใจและค่อยบรรจงหยิบแบตเตอเลี่ยนเสียงดังฉื่อพร้อมสวมที่รองที่ปลายเครื่อง แบตเตอเลี่ยนเริ่มเคลื่อนที่ไถจากด้านข้างไปตามผมที่ยาวปิดหูก่อน ความร้อนจากอุปกรณ์ตัดผมอันคุ้นเคยส่งผ่านเส้นผมจนรู้สึกได้ทันที เสียงอันเป็นเอกลักษ์ดังข้างหูชวนให้รำลึกถึงวันวานเมื่อยังเป็นเด็กนักเรียนหัวเกรียนอยู่ นานมาแล้วเหมือนกันที่ไมได้ใช้แบตเตอเลี่ยนตัดผม เพราะยิ่งโตก็เข้าร้านตัดผมที่ช่างผมปราณีตใช้กรรไกรค่อยซอยเล็มเส้นผมอย่างบรรเจิดบรรจง
เส้นผมกองใหญ่หล่นลงมากระทบผ้ารองผมที่คลุมตัวเอาไว้ทุกๆ ครั้งที่แบตเตอเลี่ยนอันทรงประสิทธิภาพไถผ่าน ความร้อนจากตัวเครื่องหายไปแทนที่ด้วยไอเย็นจากอากาศรอบข้าง เสียงฉื่อดังมีจังหวะจะโคนเปลี่ยนแปลงไปตามระยะใกล้ไกลหู และเปลี่ยนโทนเสียงเมื่องับเล็มผมให้ขาดออกจากกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นกระจกเงาในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าตัวดำคล้าลงมาก คงเพราะตากแดดจ้าทั้งวี่ทั้งวัน อีกทั้งร่างกายก็ซูบผอมลงอย่างคนมีสุขภาพดี ผมจ้องมองหัวและทรงผมที่เปลี่ยนแปลงไปของตัวเองอย่างไม่ให้คลาดสายตา เส้นผมยาวรุงรังค่อยๆ ร่วงหล่นเหลือแต่ผมสั้นเกรี๋ยนติดหนังหัว จากด้านซ้านผ่านมาด้านขวา และด้านหลัง จนมาจบเห็นรูปทรงหัวยาวของตัวเองชัดเจนที่ด้านบน
เวลานี้ผมรู้สึกเหมือนเป็นคนใหม่ ความทุกข์ระทมรำคาญกายและใจเหมือนจะถูกตัดให้ออกไปผมที่ร่วงหล่นไป แต่สงสัยเสียจริงว่าจะออกไปได้อย่างถาวร หรือเพียงชั่วครั้งชั่วคราว เข้าใจแล้วว่าทำไมหลายคนจึงโยงการตัดผมเข้ากับความเปลี่ยนแปลงอารมณ์และความรู้สึก มีคนเคยบอกว่าหนุ่มผมยาวที่อกหักมันจะตัดผมสั้นเป็นทำนองตัดพ้อกับตัวเอง แต่สำหรับผมแล้วไม่รู้จะเข้าข่ายไหน รู้แต่เพียงว่าการตัดผมสั้นในครั้งนี้ทำให้ตัวเองตื่นเต้นและสบายตัวเห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน และคล้ายว่าทรงผมใหม่จะเป็นประกาศนียบัตรประกาศว่าผมได้มาเยือนป่าอะแมซอน และเมืองบาเซลอสสำเร็จสมตามความมุ่งมั่น
การตัดผมของคนทั้งโลกดูเหมือนว่าจะเป็นไปในแบบฉบับเดียวกันเสียทั้งหมด โดยเฉพาะการตัดผมของผู้ชาย แบตเตอเลี่ยนเครื่องตัดผมเหมาะมือดูจะเป็นอุปกรณ์หลักทีสำคัญกว่ากรรไกร ช่างตัดผมบาเซลอสยังต้องพึ่งที่รองคล้ายหวีติดไว้ที่หัวแบตเตอเลี่ยนกันไม่ให้งับกินผมแหว่ง ผิดกับช่างรุ่นเก๋าที่เมืองไทยที่ใช้แบตเตอเลี่ยนตัดผมได้คล่องมือ ใช้เพียงแค่หวีไถเกลี่ยไปมาได้เท่ากัน ไม่ว่าจะผมทรงไหนช่างไทยขอเพียงมีแบตเตอเลี่ยนคู่มือหนึ่งชิ้น พร้อมหวีหนึ่งด้าม รวมทั้งน้ำมันจักรไว้หยอดไม่ให้เส้นผมไปติดระหว่างคมมีดก็เพียงพอ ผมนั่งคิดถึงเมืองไทยระหว่างนั่งรอคลิวเดอร์ตัดผมรองทรงสูง ในมือถือกระป๋องเบียร์ยอดนิยมของคนท้องถิ่นเย็นเฉียบราคาย่อมเยาที่เพิ่งไปซื้อมาจากร้านขายของชำร้านข้างๆ
บรรยากาศยามบ่ายแก่ๆ เป็นอีกเวลาหนึ่งที่สบายที่สุดของวัน แสงอาทิตย์ไม่แรงจัด แถมมีลมเย็นพัดผ่านเป็นระยะๆ ผมกับคลิวเดอร์เดินถือเบียร์เดินกลับสำนักงานอีกทางหนึ่งคนละทางกับที่ผ่านมา บ้านเรือนของผู้คนดูเงียบเชียบแต่ก็กำลังจะมีชีวิตชีวาในไม่ช้า เพราะเด็กๆ เริ่มกลับจากโรงเรียนและผู้ใหญ่เริ่มกลับจากที่ทำงานแล้ว คลิวเดอร์ชี้ให้ดูสุสานแบบคริสต์กว้างใหญ่เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นคริสตศาสนิกชนที่เคร่งครัดของชาวเมืองได้ดี อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าผมจะต้องนั่งเรือกลับมาเนาส์แล้ว ใจตื้นตันเหมือนตัวเองได้มายืนอยู่ในความฝัน แต่รู้สึกเสียใจที่ความฝันกำลังจะเลือนลางหายจากไป แต่ไม่ว่าอะไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าความสุขหรือทุกข์เมื่อมีจุดเริ่มแล้วย่อมมีจุดจบเสมอไป จะมาอาลัยอาวรณ์ไปเสียอะไรเล่า ผมเตือนตัวเองว่าควรปล่อยให้เป็นอดีตอันหอมหวานที่นึกถึงเมื่อไรก็เป็นสุขดีกว่า
Wednesday, April 19, 2006
ดำน้ำดูปลา
ในความความเงียบกริบได้ยินแต่เพียงเสียงหายใจตัวเอง และความเย็นสดชื่อจากมวลน้ำสีดำใสที่โอบล้อมรอบกาย ปลาตัวน้อยที่แหวกว่ายไปมาอยู่ด้านหน้าทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นอยู่มานับแรมเดือนเป็นสุขไม่น้อย เวลาแห่งความเศร้าถูกหยุดพักไว้ชั่วขณะ จิตที่เคยตกต่ำถูกยกให้เข้าสู่สมาธิอันสงบและแน่วแน่ ชีวิตคนเมืองอันรีบร้อนถูกทิ้งไว้เป็นอดีตชั่วคราว เสียงรถราแตรบีบดังโหวกโหวก รวมทั้งเสียงแสบหูของรถไฟใต้ดินวิ่งผ่านรางที่ได้ยินค้างหูมาตลอดเกือบสองปีในมหานครนิวยอร์กหายไปจนผิดสังเกต ตอนนี้ผมแหวกว่ายอยู่กับฝูงปลาน้อยใต้ผืนน้ำกลางป่าอะแมซอนอันกว้างใหญ่
กิจกรรมหลักระหว่างอยู่ในป่าอะแมซอนตลอดสามวันสองคืนนั้นหมดไปกับการดำน้ำดูปลาเสียเป็นส่วนใหญ่ ด้วยจะต้องเดินทางไกลและความสนใจที่จะจับปลามาเลี้ยงมีน้อยลง ความต้องการที่จะช้อนจับปลาและเอากลับมาบ้านเหมือนนักเลี้ยงปลาหลายๆ คนที่เคยมาเยี่ยมเยือนปลาป่าอะแมซอนนั้นจึงแทบไม่มีเหลืออยู่เลย ทุกวันที่คลิวเดอร์ขับเรือเล็กทวนขึ้นไปตามอิกรัปเป้ ผมเหมือนคนกระหายอยากสัมผัสสายน้ำอันเย็นฉ่ำคล้ายคนเหือดแห้งจากความชุ่มชื้นมานาน เมื่อเรือจอด ผมคาดแว่นตากันน้ำที่หัว งับท่อหายใจเข้าปาก ก้าวลงจากเรือ และค่อยน้อมตัวลงจนหัวมิดน้ำให้บางเบาที่สุด เพราะกลัวว่าจะทำให้ปลาน้อยตื่นตระหนกตกใจ
แว่นตากันน้ำและท่อหายใจเปิดโอกาสให้ได้เข้าไปเยี่ยมชมสัมผัสอีกโลกหนึ่งที่แม้ไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็เป็นโลกที่มหัศจรรย์พอที่จะลุ่มหลงเข้าไปได้ง่ายๆ ผมค่อยเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ เรี่ยไปกับท้องน้ำที่มีระดับสูงเพียงครึ่งแข้ง โดยส่งแรงจากแขนสองข้างลงไปที่ปลายนิ้วมิอที่วางแนบอยู่กับพื้น การขยับตัวเพียงนิดก็ทำให้น้ำที่ใสแน๋วขุ่นมัวไปด้วยเศษดินตะกอนที่ลอยฟุ้งขึ้นมาได้แล้ว ขณะดำน้ำดูปลาเล็กใต้ท้องน้ำนีโกรจึงเป็นเวลาที่เดินไปข้างหน้าอย่างระแวดระวังเกือบที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต คล้ายกลัวว่าเศษละอองฝุ่นผงจะทำให้เราต้องจากกัน จากกันไปด้วยเหตุที่ไม่น่าจะเกิด
สภาพป่าน้ำท่วมที่ปลาน้อยเหล่านี้อาศัยอยู่นั้นรกครึ้มจากเงาไม้ใหญ่ ที่พื้นน้ำมีใบไม้รกร่วงหล่นมาจากด้านบน เหตุนี้เองน้ำในริโอนีโกรจึงมีสีดำคล้ายชาเข้มจัด สายฝนที่ตกลงมาจากฟากฟ้าไหลผ่านผืนดินที่เต็มไปด้วยใบไม้แห้ง สารสีเข้มอย่างแทนนินเปลี่ยนน้ำใสให้เป็นน้ำชา และลดค่าความเป็นกรดด่างให้อยู่ที่ฟากฝั่งของความเป็นกรด คนไทยเรียกน้ำที่มีความเป็นกรดสูงอย่างนี้ว่าน้ำเปรี้ยว แต่ถ้าคุยกับคนท้องถิ่นแล้วคงบอกว่าน้ำสีชาดำในแม่น้ำนีโกรนั้นมีความหวานปะแล่มๆ เสียมากกว่าเปรี้ยว แลบบิชเพือนรุ่นใหญ่นักมีนวิทยาที่มาเนาส์บอกว่าน้ำในรีโอนีโกรคงเป็นน้ำที่สะอาดที่สุดสามารถใช้ดิ่มกินได้ทันทีที่เดียวในโลก ค่าความเป็นกรดอ่อนๆ ทำให้เชื้อโรคบางชนิดไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ อีกน้ำในบริเวณนี้นั้นยังไม่มีแร่ธาตุใดๆ เพราะผืนดินในบริเวณนี้มีแต่เม็ดละเอียดของทรายขาว จึงไม่เป็นอันตรายต่อระบบปัสสาวะ
นับได้สามครั้งที่ภาพติดตาของการดำน้ำดูเหล่าปลาน้อยยังฝังจิตประทับใจ ครั้งแรกเป็นการว่ายตามฝูงปลาคาร์ดินัลที่ออกมาต้อนรับตั้งแต่บ่ายแรกที่หย่อนตัวลงสายน้ำดำของรีโอนีโกร ครั้งที่สองเป็นการเฝ้าดูฝูงปลาหมอแคระลายตารางที่อยู่กันเป็นฝูงใหญ่ ส่วนครั้งที่สามนั้นเป็นการลอยตัวเบาบนผิวน้ำ ให้ความแรงของกระแสน้ำพัดล่องลอยไปตามลำคลองอย่างไม่มีจุดหมาย ความเงียบสงบเย็นสบายจากที่กายและใจได้สัมผัสกับสายน้ำเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจไม่ไม่วันลืม อย่างน้อยในช่วงเวลาสองสามวันของชีวิตนี้ ผมได้มีโอกาสลงไปเยี่ยมเยียนปลาเล็กปลาน้อยรูปร่างสีสันสวยงามจัดจ้านในลุ่มน้ำอะแมซอน หลายชนิดเป็นปลาเลี้ยงที่เคยมีไว้ในครอบครอง แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเห็นตัวจริงๆ ในธรรมชาติ จิตใจในเวลานั้นจึงพองโตไปด้วยอิ่มเอิบเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ เข้าใจแล้วว่าความตื่นเต้นจนหายใจไม่เป็นจังหวะนั้นเป็นเช่นไร
ความประทับใจครั้งแรกออกมาเยี่ยมเยื้อเมื่อแรกถึง ใต้เงาครึ้มกลางป่า ปลาคาร์ดินัลสีสันสดใสว่ายเป็นฝูงสามารถมองเห็นได้ชัดจากด้านบน แม้การเขยื้อนตัวไปข้างหน้าแม้เพียงขยับปลายนิ้วจะทำให้น้ำขุ่นมัวจนมาเบียดบังภาพที่เห็นอยู่ด้านหน้า แต่ก็ไม่เกินเลยที่จะบอกว่านี่คือหนึ่งในภาพที่สวยที่สุดที่เคยเห็นมาด้วยตาตัวเอง ฝูงปลาคาร์ดินัลแถบแดงจัดคาดยาวตลอดท้องตามลำตัวตัดกับแถบสีน้ำเงินจ้าน้ำสีชาเข้มยิ่งสร้างบรรยากาศขับสีสันสวยงามของตัวปลาให้ออกมาชัดเจน ส่วนกอหญ้าปริ่มน้ำก็ช่างเป็นพื้นหลังที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ฝูงปลาคาร์ดินัลไม่ว่ายไปไหนไกล เพืยงแต่เคลื่อนตัวไปทางนู้นแล้วกลับมาทางนี้ดูสง่างาม ผิดจากปลาซิวอะแมซอนชนิดอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกันมักจะว่ายไปมาด้วยความลุกลี้ลุกลน
ผมสงสัยว่าสีสันอันจัดจ้านของปลาคาร์ดินัลที่สามารถมองเห็นได้จากด้านบนนั้นน่าจะนำภัยมาให้กับตัวมันเอง เป็นเป้าหมายของปลากินเนื้อชนิดอื่นๆ หรือเหล่านกกาที่หาจิกกินปลาน้อยอยู่ตามริมตลิ่ง กลับไปมาเนาส์ก็ได้คตำตอบจากแลบบิชว่า สีสันที่ผิดสังเกตของมันอาจจะเป็นสัญญาณเตือนอันตรายว่าตัวมันนั้นมีพิษก็เป็นได้ จริงอย่างที่แลบบิชว่า ในธรรมชาติสีสันสดใสคือภัยร้ายที่อาจคร่าชีวิตได้ ดูอย่างกบตัวจิ๋วสีสันสวยสดจากป่าอเมริกาใต้ที่คนป่านำเอาพิษมาอาบปลายลูกดอก กบที่ว่านี้มีสีสันสวยงามจนน่าผิดสังเกต หากสัตว์ตัวไหนเผลอกินเข้าไป มันก็จะคายพิษร้ายที่อยู่ตามลำผิวหนังรอบลำตัวออกมาจนสัตว์ตัวนั้นต้องเจ็บปวดทุรนทุราย เป็นบทเรียนสอนให้จำว่ากินไม่ได้สำหรับครั้งต่อไป
ครั้งต่อมาที่สุดทางของอิกรัปเป้หนึ่งในวันเดียวกัน ผมก้มหน้าน้ำจนมิดหัวลงไปเยี่ยมเยียนฝูงปลาหมอแคระลายตารางนับสิบตัวที่ว่ายไปมาไม่คลาดจากกันอยู่รอบๆ กองไม้แห้งจมอยู่ใต้น้ำ ปลาหมอแคระลายตารางนี้จะอยู่กับเป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีตัวเมียหลายตัว นำโดยตัวผู้ใหญ่สุดหนึ่งหรือสองสามตัว ปลาหมอแคระลายตารางตัวผู้มักมีสีสันสดใส ลำตัวเป็นสีดำขาวลายตารางสมชื่อ ที่เหงือกมีสีแดงตัดกับสีเงินสะท้อนเงาวับกับแสงจ้าจากด้านบน ครีบที่ปลายหางยื่นยาวพลิ้วไหวออกไป ส่วนตัวเมียนั้นมีลายลำตัวและสีของเหงือกคล้ายกัน แต่ลักษณะลำตัวป้อมและสั้นกว่า สวยแบบสาวงามที่ไม่ชอบแต่งตัว น่าอิจฉาเหล่าปลาตัวผู้ในฝูงคงไม่เคยรู้สึกเหงา เพราะมีเหล่าปลาตัวเมียขี้เอาใจเฝ้าปลอบโยนตลอดเวลา ว่ายไปทางนี้ทีก็ขนาบข้างด้วยปลาสาวอวบอัด ว่ายไปทางโน้นทีก็มีปลาสาวอีกสามสี่ตัวให้คุยด้วยเป็นเพื่อนระหว่างเดินทาง แต่ในขณะเดียวกันก็คงเป็นปลาที่มีความรับผิดชอบมากไม่ใช่น้อย เพราะต้องระวังภัยให้กับปลาสาวและลูกน้อยอีกนับสิบตัว ความเป็นผู้นำมักแม้มากับสุข แต่ก็พ่วงเอาความรับผิดชอบไว้ด้วยเสมอ
ส่วนความประทับใจครั้งสุดท้ายนั้นเกิดขึ้นในเช้าวันสุดท้ายระหว่างเดินทางกลับเมืองบาเซลอส คลิวเดอร์พาแวะที่อิกรัปเป้เดอลากัว ซึ่งเป็นชื่อใช้เรียกอีกกลุ่มลำธารหนึ่งที่อยู่ใกล้บาเซลอสไปทางตะวันตกที่สุด ทีแรกใจนึกอยากถึงบาเซลอสเต็มทน เพราะเหน็ดเหนื่อยกับการลุยป่ามาตลอดสองวันที่ผ่านมา แต่ก็ไม่อยากขัดความหวังดีของคลิวเดอร์ และไม่รู้ว่ากลับไปบาเซลอสแล้วจะไปทำอะไรอยู่ทั้งวัน เพราะตอนนั้นยังเป็นเวลาเช้าอยู่ จึงไม่ได้เอ่ยปากบ่นอะไร ใครจะพาไปไหนก็ไปด้วยแล้วกัน ต้นน้ำของอิกริปเป้นี้อยู่ห่างออกไป ต้องหันหัวเรือมุ่งหน้าทวนน้ำขึ้นไปตามลำคลองเล็กๆ ไกลพอสมควร รอแล้วรออีก ก็ไม่ถึงพื้นที่ต้นน้ำที่มักมีความลึกไม่มาก เหมาะสำหรับจุ่มหัวดำดูปลาเล็ก
แสงแดดยามเช้าแม้สดใสแต่ร้อนแรง ส่วนจิตใจก็ร้อนลนรอคอยอยากถึงที่หมายดูปลาทำให้อยากกระโดดลงน้ำโดยเร็วไว สักพักคลิวเดอร์เริ่มเบาเครื่องเป็นระยะ มองออกไปจากเรือเล็ก เห็นสาหร่ายสีเขียวหม่นคล้ายสาหร่ายหางกระรอกที่เห็นได้ที่เมืองไทยลอยพริ้วไสวไปกับกระแสน้ำสู้กับแสงอาทิตย์ที่เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญในการสังเคราะห์แสงของพืช น้ำสีเข้มคงไม่ปล่อยให้แสงแดดผ่านทะลุลงไปง่ายๆ ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ค่อยเห็นต้นไม้ใต้น้ำในลุ่มน้ำรีโอนีโกรเสียเท่าไร ที่ใต้น้ำมักเป็นแต่ซากตอไม้ และต้นไม้ที่จมอยู่ใต้น้ำ มากไปกว่าเหล่าสาหร่ายและต้นไม้น้ำนานาชนิด สาหร่ายพลิ้วที่อิกรัปเป้ที่เห็นอยู่รอบตัวจึงทำให้เช้าที่เหน็ดเหนื่อยสดใสขึ้นมาอย่างกระทันหัน
เวลาผ่านไปนานแล้วก็ยังไม่ถึงจุดหมายที่คลิวเดอร์ตั้งใจไว้สักที แต่ตอนนี้เรือเล็กคู่ใจของเราลอยลำมาถึงคุ้งน้ำกว้างใหญ่ เห็นแล้วคล้ายทะเลสาบขนาดย่อมๆ มีสาหร่ายขึ้นอยู่แน่นเต็มบริเวณจนไม่เหลือให้เห็นพื้นน้ำ ผมบอกคลิวเดอร์ว่าอยากจะลงน้ำเต็มแก่และขอดำน้ำดูหน่อยเถิดว่าจะมีอะไรในกอสาหร่ายเหล่านี้บ้าง สภาพแวดล้อมอันดูน่าปลอดภัยสำหรับปลาน้อยเช่นนี้ คงมีเหล่าฝูงปลาแหวกว่ายไปมาระหว่างกอสาหร่ายอยู่บ้าง ผมเปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้น ถอดเสื้อ สวมหน้ากากและท่อใจ และไม่รีรอกระโดนลงไประหว่างกอสาหร่ายที่ดูลึกลับ ทันที่ที่ตัวกระทบน้ำ เหล่ากอสาหร่ายก็ลอยเข้ามากระทบตัวรู้สึกคล้ายมีมือหลายพันหมื่นมาจั๊กจี้ทุกส่วนของลำตัวที่ไม่ได้มีเสื้อผ้าห่อคลุม ใต้น้ำมีฝูงปลาซิวอะแมซอนหลายชนิดไว้ไปเป็นฝูง ถัดออกไปใกล้ตลิ่งตามตอไม้แห้ง มีฝูงปลาหมอแคระ ปลาซิวตัวใหญ่ และปลารูปร่างยาวแปลกตาว่ายผ่านไปเป็นระยะ บางครั้งก็มีปลาใหญ่ขนาดเท่าปลาช่อนตัวเขื่องว่ายผ่านไปให้ตกใจเล่นบ้าง
บรรยากาศสงบเงียบใต้น้ำกับหมู่ปลาและสาหร่ายเขียวในวันสุดท้ายนี้ช่างเป็นยาบำบัดจิตใจอันเศร้าสร้อยได้ดี ผมปล่อยตัวและปล่อยใจให้ไหลไปตามกระแสน้ำ คลิวเดอร์นั่งอยู่บนเรือปล่อยให้เรือไหลแล่นไปตามกระแสน้ำเช่นเดียวกับผม บางที การปล่อยให้การเกิดดับของเหตุการณ์ต่างๆ อยู่นอกความควบคุมของตัวเองนั้นทำให้คลายทุกข์ คนเรานั้นไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้ ผมได้เรียนรู้ว่าการปล่อยให้สถานการณ์พาไปนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป สิ่งที่ผมเห็นอยู่ตลอดเวลาใต้น้ำข้างหน้านั้น ช่างเป็นภาพที่สวยงามและสดใสอย่างไม่น่าเชื่อ
Friday, April 14, 2006
ตกปลาพิรันย่า
บ่ายแก่ๆ พระอาทิตย์คล้อยใกล้ลับขอบฟ้า แสงสุดท้ายของวันกำลังจะหมดไปในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เย็นวันแรกกลางป่าอะแมซอน ผมถามหาอยากกินปลา คลิวเดอร์สนองความอยากด้วยการพาไปตกปลาพิรันย่า ปลาที่มีเสียงเล่าอ้างว่าโหดร้าย มีฟันคมแหลมกรีบ ปลาทั้งฝูงรุมกินเหยื่อให้หมดเหลือแต่กระดูกได้ในเวลาชั่วพริบตา
ห่างออกไปราวสิบห้านาทีโดยเรือเหล็กเครื่องยนต์หลังลำเดิม คลิวเดอร์พุ่งหัวเรือเข้าจอดที่ยอดต้นไม้ที่จมน้ำอยุ่เกือบมิดริมคุ้งน้ำ กระแสน้ำไม่แรง พอที่จะหยุดเรือไว้เฉยๆ โดยไม่ไหลไปไหนได้ แฟรงกิมาร์พร้อมน้องชายคนเล็กทั้งสองคนมาด้วยเป็นเพื่อน พี่ชายคนโตจัดการแล่เนื้อปลาพิรันย่าที่เพิ่งตกได้แถวบ้าน พร้อมแจกจ่ายให้ทุกคนเกี่ยวที่ปลายตะขอ แล่เนื้อปลาที่ลำตัวทั้งสองข้างเสร็จ ก็เอาเศษเนื้อที่เหลืออยู่ติดก้างกระดูกผูกมัดที่ปลายหาง แล้วแขวนลงไปในน้ำ หมายเหมาะว่าจะส่งกลิ่นเย้ายวนฝูงพิรันย่าให้วนเวียนมาใกล้ๆ เรือ
อุปกรณ์ตกปลานั้นง่ายๆ ไม่มีคันเบ็ดให้รกรุงรังและเกินความจำเป็น ที่ปลายด้านหนึ่งเส้นเอ็นใสในม้วนกลมถูกนำมามัดเกี่ยวกับตะขอขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ถัดขึ้นมามีตะกั่วถ่วงให้เหยื่อจม เมื่อพร้อมก็เกี่ยวเนื้อปลาสดให้ดี แล้วเขวี้ยงออกไปที่กลางแม่น้ำ ปล่อยให้เหยื่อที่ปลายตะขอค่อยจมดิ่งลงไปในน้ำ สักพักค่อยใช้มือสาวให้สายเอ็นกลับมาที่เรือ เมื่อรู้สึกที่ปลายมีปลามาตอดกัด จึงกระตุกมั่นหมายให้ตะขอเกี่ยวปากปลาตัวนั้น หากโชคดี ก็จะได้ปลาตัวเขื่องมากินเป็นอาหารเย็นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตัว
ผมไม่ถนัดกับการตกปลา เพราะรู้สึกไม่ชอบตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่าเคยไปตกปลากับลูกพี่ลูกน้องที่บ้านคุณย่าที่บางปะกง เห็นพี่ตกปลาได้มากหลายตัวจนรู้สึกว่าไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ตัวเองวิ่งแจ้นร้องไห้กลับมาฟ้องพ่อ คราวนี้ผมจึงขอเป็นผู้สังเกตการณ์ในทีแรก ปล่อยให้แฟรงกิมาร์และน้องๆ รวมทั้งคลิวเดอร์ตกไปก่อน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียหน้าที่มากลัวไม่ใช่เรื่องกับการตกปลา และเสียน้ำใจที่เจ้าบ้านอุตส่าห์เอาใจพามาตกพิรันย่า ผมจึงโยนเบ็ดออกไปอย่างชุ่ยๆ และปล่อยให้จมดิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ได้รอเวลากระตุกให้ปลาติดเบ็ดอย่างคนอื่น
ไม่ถึงสิบนาทีดี ปลาสำหรับอาหารเย็นตัวแรกก็มาติดเบ็ดของแฟรงกิมาร์ คลิวเดอร์ใช้คีมเหล็กคีบตะขอออกจากปากปลา เขาคงกลัวว่าฟันอันแหลมคมของมันอาจจะพลาดมาโดนมือ ปลาพิรันย่ายิงฟันให้เห็นชัดเป็นซี่ๆ คล้ายปลาฉลามชัดเจน ไม่แปลกเลยกับคำเล่าลือที่ว่าพิรันย่าสามารถจิกกัดเนื้อสดให้หมดได้ในเวลาอันรวดเร็วชั่วพริบตา ฟันอันคมกริบคล้ายมีดนี่เองที่ใช้เฉือนให้เนื้อขาดออกเป็นชิ้นๆ แล้วกลืนเข้าท้องเป็นอาหาร
สักพักที่ปลายเบ็ดของคลิวเดอร์ก็มีปลาพิรันย่าอีกตัวมาติดเบ็ด คราวนี้ใหญ่กว่าตัวที่แฟรงกิมาร์ตกได้เมื่อตะกี้นี้ กลิ่นโชยเนื้อสดจากซากปลา และปลายเบ็ดคงชักชวนพิรันย่าฝุงใหญ่ให้มาใกล้ๆ หมายจะมากินอาหารอันโอชะ ไม่ทันได้ลากเบ็ดกลับเข้าเรือ เสียงตะโกนจากน้องชายคนกลางของแฟรงกิมาร์ก็เป็นสัญญาณให้รู้ว่าปลาก็มาติดเบ็ดของเขาเหมือนกัน คราวนี้มีปลาพิรันย่ามาติดเบ็ดของแต่ละคนเต็มไปหมด น้องชายคนเล็กร้องด้วยความเสียดายว่าเบ็ดของเขาถูกปลาตอดเหยื่อเอาไปหมดเหลือไว้เพียงตะขอเปล่าๆ
ผมลากเบ็ดของผมกลับเขาเรือหวังว่าจะได้ปลากับเขาบ้าง เวลานี้ความรู้สึกกลัวการตกปลาที่ฝังมาตั้งแต่เด็กเริ่มหายไป หลังจากให้เหตุผลตัวเองว่าไม่ได้ตกปลามาเล่นๆ เราตกมากินและตกเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต เบ็ดเข้ามาที่เรือใกล้ขึ้นทุกทีทุกที ที่ปลายมือรู้สึกว่ามีอะไรมาติดเบ็ดแล้วคราวนี้ แรงสบายๆ ที่ใช้ลากเส้นเอ็นกลายเป็นแรงรั้งไม่ให้เบ็ดเล็กๆ เบาๆ กลับเข้ามาหาตัว ในใจผมคิดว่าจะได้พิรันย่าตัวใหญ่กว่าที่ทุกคนตกได้หรือไม่ คิดเพลินจนรู้สึกได้ว่าคงต้องใช้ความตั้งใจและมีสมาธิกับการลากเบ็ดให้กลับเข้ามาแล้ว เพราะดูเหมือนว่าผมจะได้ปลาตัวใหญ่ที่ใช้เพียงแรงจากหนึ่งแขนไม่พอ
สองแขนแล้วผมก็ยังดึงเบ็ดไม่ขึ้น จนชัดสงสัยว่าปลาอะไรตัวใหญ่ชะมัดยาดลากเท่าไรก็ไม่ขยับสักที ลองยื้อเย่ออยู่สักพัก ใจที่ล่องลอยนึกถึงปลาตัวใหญ่ที่ปลายเบ็ดก็ถูกเย่อยื้อให้กลับมานึกดีๆ บัดโธ่ ปลากิ่งไม้นี่เองที่เกี่ยวตะขอเบ็ดไว้ไม่ให้ไปไหน
กู้เบ็ดที่ติดอยู่ที่กิ่งไม้ใต้น้ำได้ ผมลองใหม่ คราวนี้เกี่ยวเบ็ดด้วยเนื้อปลาที่แฟรงกิมาร์ส่งมาให้ ขว้างออกไปได้ไกลถึงกลางแม่น้ำ ปล่อยให้เหยื่อจมสักพัก แล้วค่อยๆ สาวสายเอ็นเข้ามา ที่มือเริ่มรู้สึกได้ถึงแรงสั่นที่ปลายอีกข้างหนึ่ง ใช่แน่ปลากำลังมาตอดเหยื่อที่ผมเกี่ยวไว้ ลากต่อมาสักพัก พอรู้สึกได้ว่าปลาเข้ามาตอดเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้สัมผัสได้ว่าแรงกว่าครั้งก่อนมาก ผมจึงกระตุกเส้นเอ็นเข้าให้แรง กระตุกเสร็จ รุ้สึกได้ว่ามีปลาติดอยู่ที่ปลายอีกข้างหนึ่งแล้ว ในที่สุดผมก็ตกพิรันย่าได้กับเขาได้ ไม่ต้องขายหน้าใคร
ตอนนี้มีน้องชายคนเล็กของแฟรงกิมาร์คนเดียวที่ยังตกปลาไม่ได้สักตัว ผมค่อยๆ สานเบ็ดกลับมาที่เรือ เมื่อมาใกล้ก็รู้ว่าปลาที่มาติดเบ็ดนั้นเป็นพิรันย่าตัวเล็กไปหน่อย คลิวเดอร์เห็นส่งภาษามือเป็นนัยว่าคงไม่เหมาะที่จะเอาไปแกงกิน ให้แฟรงกิมาร์ไปแล่เป็นเหยื่อยดีกว่า ตอนนี้ เนื้อปลาที่เตรียมมาจากบ้านเริ่มร่อยหรอจนเกือบหมดแล้ว
ผมเริ่มสังเกตได้ว่า การเกี่ยวเนื้อปลาที่ปลายตะขอนั้นสำคัญที่สุดว่าจะได้ปลามากินเป็นอาหาร หรือให้เหยื่อเป็นอาหารปลา เวลาเกี่ยวต้องเกี่ยวให้มิดชิดมองไม่เห็นตะขอเงิน และพยายามให้มีเศษเนื้อห้อยออกมาจากปลายตะขอน้อยที่สุด มิเช่นนั้นแล้ว พิรันย่าก็จะเข้ามาเพียงตอดจนเหลือแต่ตะขอเปล่าๆ
ตกได้ตัวหนึ่ง เกี่ยวเหยือที่ตะขอแล้วโยนออกไปใหม่ คราวนี้ไม่ถึงชั่วอึดใจก็ได้ปลามาติดเบ็ดแล้ว อะไรมันจะง่ายถึงเพียงนี้
ตกไปตกมา ผมตกได้ทั้งหมดสามตัว พอได้มาแล้วก็เริ่มหมดสนุก เหมือนได้ทำอะไรสำเร็จไปแล้วอีกหนึ่งอย่าง ฝรั่งมีคำพูดบอกว่าคนเรานั้นชอบเอาชนะ พอได้ไปที่ไหน ได้ทำอะไรแล้ว ก็เหมือนได้เติมเต็มความต้องการของตัวเอง จะมาให้ทำอีกครั้งก็ไม่สนุกน่าสนใจเหมือนเดิม เวลานี้ ดูเหมือนว่าความรู้สึกจะเข้าข่ายนี้จริงๆ ผมได้ตกพิรันย่า และตกได้สมใจ
ท้องฟ้าเริ่มหมองครึ้มบอกเวลาโพล้เพล้ พระอาทิตย์จวนลับขอบฟ้าเป็นสีแดงจัด ฝูงนกแก้วมาคอว์บินกลับรังร้องแก๊กๆ เป็นคู่ สายน้ำสีดำจัดของแม่น้ำนีโกรสะท้อนแสงสุดท้ายของวันเป็นประกายยิบยับ เราตกปลาพิรันย่าได้พอสำหรับมื้อเย็น คลิวเดอร์ติดเครื่องและมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านกลางป่า ผมเหน็ดเหนื่อยกับการดูปลามาทั้งวัน ส่วนท้องไส้ก็หิวโซ พร้อมแล้วสำหรับพิรันย่าสำหรับอาหารมื้อเย็นของวันนี้
Thursday, April 13, 2006
นั่งเรือไปดูปลา

เรือเหล็กลำเล็กติดเครื่องยนต์ทรงพลังที่นั่งมาจากบาเซลอสพาเราเคลื่อนตัวไปช้าๆ ทวนเข้าไปในลำน้ำสาขาของแม่น้ำนีโกรที่ไหลจากต้นน้ำกลางป่า สองข้างฝั่งทางเต็มไปด้วยต้นไม้รกทึบที่จมน้ำอยู่เหลือเพียงแต่เรือนยอด มองจากเรือเห็นเป็นเพียงต้นเตี้ยๆ แคระแกร็น หารู้ไม่ว่าในเวลาแล้งเมื่อน้ำลดซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ของปี ต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ก็จะโผล่พ้นน้ำเห็นเป็นต้นไม้สูงใหญ่ชลูดขึ้นไปบนอากาศ สภาพหนทางข้างหน้าเลี้ยวลดคดเคี้ยว บางช่วงมีกิ่งไม้โน้มตัวลงมาขวางกั้นมิให้เรือผ่านเข้าไปง่ายๆ
ตลอดสามวันสองคืนกลางป่าอเมซอนริมฝั่งแม่น้ำนีโกร คลิวเดอร์มีแผนพาผมไปดูปลาสวยงามชนิดต่างๆ ที่พบได้ในพื้นที่แถบนี้ ฟารินญ่าเมล็ดธัญญาหารผสมอาหารท้องถิ่นที่กินแทบทุกมื้อก่อนออกเดินทางบานในท้อง แต่น่าแปลกที่ไม่รู้สึกง่วงนอนเลยสักครั้ง คงเป็นเพราะความตื่นเต้นที่จะได้เห็นหนึ่งในปลาที่เคยอยู่ในตู้ปลาที่เมืองไทยในสภาพธรรมชาติในลำธารเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปอีกฟากฝั่งของโลกพอดิบพอดี
เวลาออกไปดูปลา ผมไม่ใช่สมาชิกในเรือคนเดียวกับคนขับเรืออย่างคลิวเดอร์เหมือนที่ออกมาจากเมืองบาเซลอสอีกต่อไป บ่ายวันแรกมีฟรานซิสโกและลูกชายของเขาไปด้วย ฟรานซิสโกเป็นคนนำทาง ส่วนแฟรงกิมาร์ลูกชายนั่งอยู่หัวเรือคอยดูหนทางข้างหน้า สายตาระแวดระวังคอยปัดกิ่งไม้ไม่ให้มาชนหัวคนในเรือ เช้าวันต่อมามีแฟรงกิมาร์ไปดูปลาด้วยกันคนเดียว เขาโตพอที่จะรู้จักเส้นทางตามแม่น้ำสายเล็กต่างๆ แถบนี้ดี แม่น้ำนีโกรนั้นเหมือนเขาวงกตสำหรับคนต่างถิ่น มีลำน้ำสาขาและเกาะแก่งแยกออกไปหลายหมื่นแสนเส้นทาง หาใช่ลำน้ำกว้างโล่งยาวเป็นเส้นเดียวกันตลอดไม่ ถ้าเปรียบแม่น้ำนีโกรเป็นถนนหลวง ลำน้ำสาขาคงเป็นตรอกซอยที่มีอยู่มากมาย และซอกซอยเหล่านั้นก็ฉวัดเฉวียนเลี้ยวลดพันกันไปมาให้เป็นพันวันเสียด้วย
การจะดูปลาสวยงามตัวเล็กๆ นั้นจะต้องนั่งเรือทวนน้ำขึ้นไปดูที่บริเวณต้นน้ำ โดยใช้เรือเล็กเข้าไปในลำน้ำสาขาหรือที่เรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า "อิกรัปเป้" ซึ่งเป็นสายน้ำขนาดไม่กว้างมากและน้ำไม่ลึกนัก ตลอดสองฝั่งทาง มีต้นไม้ใหญ่ริมฝั่งแผ่กิ่งก้านสาขาบังแสงแดดแรงจ้าให้ร่มรื่นจนรู้สึกถึงความแตกต่างได้ทันที ในไอแดดแผดเผาตัวกับไอเย็นลมเอื่อยที่เคลื่นผ่านกิ่งไม้เขียวขจีนั้นคือขั้วตรงข้ามที่ทำให้รู้สึกว่าบางทีความแตกต่างก็ไม่ทำให้อะไรเสียหาย แดดร้อนจ้าคือบรรยากาศของความแจ่มใสร่าเริง ไอเย็นใต้ร่มไม้ทำให้สบายกายและใจ
บางช่วงเรือพาเราเข้าไปพื้นที่ป่าน้ำท่วม ซึ่งในเวลานี้ระดับน้ำสูงขึ้นมาเกินครึ่งหนึ่งของต้นไม้ สภาพโดยรอบจึงเหมือนอยู่ในป่ารกทึบแต่เตี้ย มองไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้ขึ้นเต็มหมด ซ้ำกิ่งก้านสาขาที่เคยอยู่สูงลิบตอนนี้ดูเหมือนลดลงมาอยู่ใกล้เหนือหัว คลิวเดอร์ต้องใช้ฝีมือบังคับหางเสือลอดไปตามระยะห่างระหว่างต้นไม้แต่ละต้นมากเป็นพิเศษ
ระหว่างทางมีเสียงนกโผบินไปมา และเสียงปลาขึ้นฮุปอากาศดังแผ่วแทรกขึ้นมาแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ที่ถูกเปิดให้ช้าที่สุดเป็นระยะๆ ครั้งหนึ่งแฟรงกิมาร์ตื่นเต้นที่เห็นปลาตัวใหญ่และได้ยินเสียงปลาว่ายหนีออกไปกลางลำธาร เข้าหันควับมาบอกฟรานซิสโกให้เตรียมเบ็ดให้เรียบร้อย เพราะนั่นหมายถึงเย็นนี้เขาอาจจะมีปลาตัวใหญ่กลับไปฝากน้องๆ อีก 5 คนและแม่ที่รออยู่ที่บ้านก็ได้ ผู้เป็นพ่อบอกให้ลูกชายอย่าเพิ่งตื่นตระหนกพร้อมเตรียมมัดเหยื่อปลอมเข้ากับสายเอ็นที่เตรียมมา คลิวเดอร์ดับเครื่องยนต์ และใช้ไม้พายพาให้เรือเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ และแผ่วเบา
ฟราซิสโกควงเบ็ดเป็นวงกลมหลายๆ รอบไปตามวงแขนด้วยข้อมือด้วยความเร็ว เพื่อให้มีแรงเหวียงไปข้างหน้า การเขวี้ยงเบ็ดแบบนี้คงทำให้สามารถโยนเบ็ดออกไปไกลๆ ได้ในสภาพอันคับแคบบนเรือเล็กๆ โคลงๆ แต่ก็ทำให้คนที่นั่งอยู่ข้างหน้าอย่างผมในตุ้มๆ ต่อมๆ กลัวปลายเบ็ดจะพลาดเกี่ยวหน้าเกี่ยวตาเอาเหมือนกัน ฟราสซิสโกขว้างเบ็ดแต่ละครั้งเป็นอันให้ต้องกลัว พอได้ยินเสียงเบ็ดจุ่มต๋อมลงน้ำก็ใจสบาย แฟรงค์กิมาร์ลูกชายรอดูด้วยความตื่นเต้น ชี้จุดให้พ่อเขวี้ยงเบ็ดไปตรงนั้นตรงนี้ เมื่อเบ็ดตกน้ำ ฟราซิสโกค่อยลากเบ็ดเข้าหาเรือ ทุกคนลุ้นรอคอยว่าเหยื่อปลอมที่เลียนแบบการว่ายน้ำของปลาตัวเล็กนั้นจตะทำให้ปลาตัวนั้นที่เพิ่งหนีหายไปเข้าใจผิดฮุบกินเป็นอาหารและติดเบ็ดเข้าได้หรือไม่
เหวียงเบ็ดออกไปครั้งแรก ฟรานซิสโกลากเบ็ดเข้ามาเปล่าๆ ครั้งที่สองเขาเปลี่ยนจุดหมาย แต่พอลากกลับมาก็ยังเป็นปลาปลอมตัวน้อยที่ปลายมีตะขอแหลมน่ากลัวหมายจะเกี่ยวปากปลาที่หิวโซดวงหมดเคราะห์ร้ายเข้าใจผิด ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ และครั้งๆ ต่อไปก็เป็นเช่นเดิม สมาชิกในเรือลุ้นด้วยใจระทึก ผมอยากรู้ว่าปลาที่ฮุบอาการเสียงดังและว่ายหนีไปด้วยความตื่นตระหนกเมื่อกี้นี้จะเป็นปลาชนิดไหน และใหญ่เพียงไร แต่ดูเหมือนว่าความพยายามจะไร้ผล เห็นสีหน้าของแฟรงกิมาร์ที่เปลี่ยนจากความหวังเป็นความหมดหวังได้ชัดเจน น่าแปลกใจความหมดหวังที่เขาแสดงออกมาทางสีหน้านั้นเต็มไปด้วยความเข้าใจ การกินอยู่กับธรรมชาตินั้นคือการยอมรับในความไม่แน่นอน พลาดปลาวันนี้ตัวนี้ แต่ข้างหน้าก็ยังมีปลาอีกหลายตัว
ระหว่างการเดินทางโดยเรือเล็กตลอดสามวัน ดูเหมือนว่าผมจะสนุกกับการสังเกตพฤติกรรมของคนที่เติบโตขึ้นมากลางป่าอย่างแฟรงกิมาร์ไปเสียแล้ว ฟรานซิสโกผู้เป็นเป็นคนมาจากบาเซลอส และย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่หมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำรีโกร โดยมีอาชีพหาปลาเพื่อประทังชีวิต เขาหาทั้งปลากินตัวใหญ่และปลาสวยงามเล็กๆ ส่งพ่อค้าในเมือง แฟรงกิมาร์คงเติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีพี่น้องไม่กี่คนและลูกหลานจากเพื่อนบ้านที่มีอยู่ไม่กี่หลังคาเรือนเป็นเพื่อนเล่น เขามีสัญชาติญาณของการอยู่กับป่ามากอย่างไม่น่าเชื่อ ตลอดเวลาที่เรานั่งเรือออกไปตามแม่น้ำ เขาจะนั่งอยู่ที่หัวเรือ สายตาสอดส่องไปไกลเหมือนกำลังสอดส่ายหาอะไรอยู่
ครั้งหนึ่ง เรือกำลังแล่นเลาะริมฝั่งเลี้ยวอ้อมโค้งน้ำเพื่อกลับเข้าสู่แม่น้ำสายหลัก แฟรงกิมาร์ตะโกนบอกคลิวเดอร์ให้หยุดเรือเก็บผลไม้ป่าบนกิ่งที่โน้มลงมาไม่ไกลก่อน เขายืนขึ้นบนเรือหยิบผลไม้สีเหลืองลูกรีๆ พื้นผิวขรุขระ เขาหยิบวางผลไม้ที่เก็บได้อย่างคล่องแคล่ว ใช้มือดึงกิ่งไม้พร้อมส่งแรงลงไปที่เรือให้เคลื่อนไปยังกิ่งโน้นกิ่งนี้ตามที่เขาต้องการ สักพักผลไม้ป่าสีเหลืองสดก็ลงมาอยู่ในเรือกองใหญ่ ลองชิมดูก็เป็นผลไม้ที่ไม่มีเนื้อเอาเสียเลย มีเม็ดใหญ่โตเกือบทั้งลูกคลุมด้วยเมือกใสๆ เวลากินก็แกะออกแล้วดูดน้ำหวานหอมคล้ายมะปรางไทยจากเมือกใสๆ นี่ล่ะ ผลไม้นี้เป็นของว่างกินเล่นได้ระหว่างวัน แต่จะให้อิ่มท้องนั้นคงไม่ใช่
เช้าอีกวันหนึ่ง เรานั่งเรือไปตามอิกรัปเป้ทวนขึ้นไปที่ต้นน้ำ เมื่อถึงสุดของทางน้ำก็เจอผืนดินโล่งเป็นพื้นทรายขาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสภาพป่าอะแมซอนที่พบเห็นได้บ่อย น้ำในบริเวณนี้ตื้นขืนและร้อนจัดจึงไม่มีปลาให้ดูมาก ผมเดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อย และดูปลาที่ลอยขึ้นมาพะงาบๆ บนผิวน้ำอันเนื่องมาจากการที่น้ำร้อนจัดจนทำให้ออกซิเจนเหลืออยู่น้อย แฟรงกิมาร์หายเข้าไปในป่าละเมาะนานแสนนาน ผมขึ้นมานั่งเล่นซึมซับบรรยากาศกลางป่าโล่งบนเรือ แฟรงกิมาร์ยังไม่กลับมาจนคลิวเดอร์ต้องตะโกนเรียกหา สักพักเขากับมาพร้อมไข่เต่าในอุ้งมือสองแขนกองใหญ่กะดูได้คงราวสักยี่สิบฟอง เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยเศษทรายละเอียด ที่แท้หายไปก็เพราะมัวแต่ไปขุดไข่เต่าอยู่นี่เอง
แฟรงกิมาร์สอนให้ผมเข้าใจโลกอีกโลกหนึ่ง คนที่โตขึ้นมากลางป่าอย่างเขาดูเหมือนจะเจนจัดในความจริงที่ว่าไม่มีอะไรแน่นอน ทุกวันเขาไม่สามารถคาดเดาและคาดหวังกับชีวิตข้างหน้าได้ เขาปล่อยให้เรื่องเล็กๆ อย่างที่ตกปลาไม่ได้ผ่านพ้นไปโดยไม่คิดเสียดาย และเตรียมพร้อมกับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าดีกว่า เพราะดูเหมือนว่าจะมีความหวังและสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ในชีวิตหนึ่งของคนเรา
Wednesday, April 05, 2006
สู้กับปลามังกร
ปลามังกรเงินอุ่นเตาไมโครเวฟจิ้มพริกน้ำมันแบบจีนฝีมือแลบบิชแกล้มกับผักสลัดในตู้เย็นเมื่อคืนปลุกให้ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เมื่อท้องไส้ปั่นป่วน ชาวฝรั่งมังค่ามีสำนวนว่าฝูงผีเสื้อบินว่อนอยู่ในท้อง แต่เช้านี้ ปลามังกรเงินอะแมซอนตัวเขื่องว่ายขลุกขลัก เอาหนวดจิ้มพุงเร่งรัดให้เด็กไทยรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ ดูเหมือนว่าตลอดคืนที่ผ่านมาปลามังกรเงินจะทำพิษ โมโหโกรธาที่ผมไปกินมันเข้า กินเฉยๆ ไม่ว่า ดันไปแอบสบถกับตัวเองว่าปลาอะไรก้างใหญ่ชะมัดยาดเสียด้วย
ตีสามกว่าๆ ผมกึ่งหลับกึ่งตื่นนั่งชักโครกปลุกปล้ำอยู่กับเจ้ามังกรเงินในห้องน้ำ ใจหนึ่งก็กล้าๆ กลัวๆ เพราะรู้ว่าที่รอยร้าวของปูนริมที่อาบน้ำนั้นมีครอบครัวแมลงสาบอยู่ครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเมื่อคืนก่อนนอนมีอันต้องขนลุกซ่าต้องจังหน้ากับแมงกระจั้วหัว
หน้าฝูงที่มาทักทายถึงที่ฝักบัว ไอ้ตัวผมเองไม่เคยกลัวสัตว์อะไรเลยก็ต้องมายอมสยบและจำนนให้กับเจ้าแมงสาบสัตว์ดึกดำบรรพ์ตัวกระจ้อยร่อยมาตั้งแต่เป็นเด็ก ชาตินี้คงไม่ถูกโฉลกกับมันจริงๆ กลัวที่สุดก็ตอนมันขยับปีกบินร่อนบินว่อนจะมาลงที่หัวและตัว การเดินทางครั้งนี้คงต้องบันทึกไว้ว่า แมงสาบที่ห้องน้ำบ้านแลบบิชเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่ไม่ใช่คนซึ่งมาต้อนรับคนต่างถิ่นแดนไกลเป็นอย่างดี แต่ดูเหมือนจะมากเกินไปเสียหน่อย ไม่ต้องมาทำให้ขนลุกซ่าแบบนี้ก็ได้
วันนี้แลบบิชก็ตื่นเช้าเช่นกัน พอเจอหน้ากันที่หน้าห้องนอน เขาบอกว่าเราควรออกจากบ้านสักตีห้าครึ่งเพื่อไปที่ท่าเรือ หาเรือนั่งไปดูแม่น้ำสองสีกัน พอได้เวลาดี เราออกเดินทาง ท้องถนนในเมืองมาเนาส์ในเวลานี้เงียบเชียบ รถราบางตา ขับไปได้สักพักแลบบิชอุทานว่าลืมโทรศัพท์มือถือของจำเป็นที่ขาดไม่ได้ เขาวกรถกลับบ้านซึ่งเป็นโชคดีให้โอกาสเข้าห้องน้ำปลุกปล้ำกับเจ้าปลามังกรเงินอีกสักรอบใหญ่ ออกจากห้องน้ำมา แลบบิชเตรียมยาแก้ท้องเสียขนานใหญ่ไว้ให้เสร็จสรรพ ผมไม่ปฏิเสธให้เสียน้ำใจโดยกลินลงคอโดยไม่รีรอ
ปลามังกรเงินในท้องถูกปราบจนราบคาบด้วยยาสลบขนานดี ประมาณเจ็ดโมงตรง เราก็มาถึงท่าเรือท้องถิ่นซึ่งเป็นที่จอดเรือโดยสารคนและเรือขนรถยนต์ข้ามฟาก ที่ท่าเรือมีตลาดปลาที่เพิ่งเริ่มเปิดขาย ปลาสดๆ หลายชนิดทั้งใหญ่และเล็กถูกนำออกจากกล่องโฟมใหญ่ที่เพิ่งเปลี่ยนมือมาจากชาวบ้านอาชีพจับปลามากองไว้บนแท่นขายของ ก่อนที่พ่อค้าจะแยกชนิดและจับเรียงให้ดูเป็นระเบียบง่ายต่อการเลือกซื้อ
ที่ตลาดปลาริมท่าเรือเช้านี้มีปลาหลายชนิดให้เห็นกว่าตลาดปลาใกล้วายเมื่อเย็นวานมาก ปลาอโรวาน่าหรือมังกรเงินที่ทำพิษเมื่อเช้ามีวางให้เห็นกันสลอน ปลาดุกอะแมซอนตัวเขื่องหลายตัววางอยู่ที่ริมด้านหนึ่งของแท่นขายของ ที่กองตรงกลางมีปลาตะเพียนอะแมซอนผสมรวมอยู่กับพีคอกบาส ปาคู และพิรันย่า แลบบิชชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของปลาพิรันย่าชนิดต่างๆ บางชนิดมีตัวเป็นสีดำ บางชนิดท้องเป็นสีแดง บางชนิดตัวเป็นจุดประเลื่อมสะท้อนแสงมันวาว ในลังโฟมมีหัวปลาช่อนยักษ์อะแมซอนหรืออะราไพม่าตัวใหญ่แน่นคับกล่องใส่ไว้กับน้ำแข็งที่ค่อยละลายเป็นน้ำหยดติ๋งๆ ลงสู่พิ้น เนื้อปลาคนขายแล่ไว้ให้เสร็จสรรพนำมากองไว้เป็นชิ้นโตๆ บนแท่นขายของ อวดความสดใหม่และเนื้อแน่นดียั่วยวนให้ผู้ที่มาเลือกซื้อจ่ายเงินนำกลับไปทำอาหารมื้อกลางวันกินที่บ้าน
พ่อค้าขายปลายังคงไว้ซึ่งรูปร่างและเครื่องแบบมาตรฐานไม่เปลี่ยนแปลงจากที่เห็นเมื่อวันก่อนที่ตลาดสดในเมือง ชุดหนึ่งคือสวมเสื้อคลุมขาวคล้ายนักวิทยาศาสตร์ในห้องทดลองแต่ไม่ติดกระดุมและไม่มีเสื้อยืดข้างใน อีกชุดหนึ่งคือไม่ใส่เสื้ออวดเนื้อเด้งและพุงป่องกลมให้เห็นกันชัดๆ พ่อค้าปลาบราซิลใจดีกับนักท่องเที่ยวช่างสงสัยอย่างผม จะขอถ่ายรูป หรือถามชื่อท้องถิ่นของปลาแต่ละชนิดด้วยภาษาโปรตุกีสกระท่อนกระแท่นก็ยินดีอนุญาตและตอบโดยไม่ถือสา
ใกล้ๆ กับตลาดขายปลามีร้านกาแฟอยู่ใกล้ๆ เมนูมีอะไรขายก็มิอาจจะแปลออกและรู้ได้ แต่ที่พอจะเดาก็คงมีลักษณะเหมือนกับที่บ้านเรา วัฒนธรรมร้านกาแฟเป็นส่วนสำคัญของชุมชนท้องถิ่น เป็นที่พบปะคุยเฟื่องเรื่องข่าวสารบ้านเมืองและความเป็นไปของกันและกัน เวลาเช้าๆ เห็นผู้คนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่เพิ่งออกจากแท่นพิมพ์สดๆ ร้อนๆ รายงานข่าวติดขอบสนามที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน
แลบบิชพาผมไปที่ท่าเรือโดยสารเพื่อสอบถามเวลาออกเดินทางข้ามฝั่ง ได้ความว่าเรือเต็มเมื่อไรก็ออกเมื่อนั้น แต่ดูเหมือนว่าเราสองคนคงต้องรอเวลาอีกยาวไกล เพราะในขณะนั้นมีคนรอขึ้นเรืออยู่ไม่ถึงสิบคน และไม่มีทีท่าว่าจะเพิ่มขึ้นและได้ออกจากฝั่งโดยเร็ว ที่ริมท่าเรือโดยสาร มีเพิงยกขึ้นเหนือน้ำมีทางเข้าบนฝั่งที่สูงชันขึ้นไป บนเพิงมีโต๊ะพูลสามสี่โต๊ะให้ผู้คนได้ผ่อนคลายจิตใจก่อนออกไปทำงานทั้งวัน ผู้คนในเพิงโต๊ะพูลนี้ดูบางตา คนเรือไม่มีอะไรทำก็ต้องเล่นพูล
ผมขอไปเดินเล่นแถวๆ ตลาดเพื่อจะได้ดื่มด่ำกับชีวิตคนแถวๆ นี้อีกสักครั้งหนึ่ง เรือขนรถยนต์ข้ามฟากบีบแตรดังหวูดๆ พร้อมที่ออกเดินทาง แลบบิชเข้าไปเจรจาขอติดไปด้วยเพราะเรือลำใหญ่ มองจากเรือใหญ่อาจจะเห็นจุดที่แม่น้ำสองสีไหลมาบรรจบกันน่าเสียดายที่เขาไม่ให้คนที่ไม่ได้เอารถขึ้นมาด้วยขึ้น เราจึงต้องเวลาคนเต็มจริงๆ ที่ท่าเรือโดยสารซึ่งอยู่ติดกัน
ถึงเวลาที่คนไทยเคารพธงชาติรอบเช้า ผู้คนที่ท่าเรือเริ่มหนาตา ความเย็นจากไอน้ำค้างเริ่มระเหยหายด้วยไอร้อนจากแสงแดดสักพักเราขึ้นเรือ และถึงเวลาออกเดินทาง ผมแอบหลับระหว่างเรือวิ่งราวครึ่งชั่วโมงคงเพราะฤทธิ์ยาและความเหน็ดเหนื่อยกับการปลุกปล้ำกับเจ้ามังกรเงินเมื่อเช้าที่เพิ่งผ่านมานี้
เรือแล่นช้าๆ จากแม่น้ำนีโกรซึ่งเป็นสีดำสนิทสู่จุดบรรจบกันของแม่น้ำโซลิมอสซึ่งเป็นสีขาวขุ่น สายน้ำจากแม่น้ำทั้งสองสายมีสีและอุณหภูมิแตกต่างกันมากจึงไม่มารวมกันในทันที ไหลยาวคู่เคียงกันเป็นกิโลเมตรจนในที่สุดก็หลอมรวมกันเป็นเนื้อเดียวกันที่แม่น้ำอะแมซอนอันเลื่องชื่อ
สายน้ำอะแมซอนไหลลดคดเคี้ยวไปมาเป็นระยะทางกว่า 2,400 ไมล์ให้ความชุ่มชื้นกับผืนป่าก่อนที่ละไหลลงทะเลแอตแลนติกในน้ำมีเหล่าฝูงปลามากมาย หลายชนิดมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับที่เห็นวางเรียงรายขายอยู่ที่ตลาดเมื่อแต่กี้นี้ ผมกำลังอยู่บนเรือที่ลอยอยู่เหนือน้ำ เหนือฝูงปลาแห่งลุ่มน้ำอะแมซอนอันยิ่งใหญ่ ถึงเวลานี้ใจสั่งให้หยิกตัวเองเบาๆ แล้วถามตัวเองว่านี่เป็นความฝันหรือความจริงกันแน่
Tuesday, April 04, 2006
สาวอิปปานีมา
("The Girl from Ipanema", music by Antonio Carlos Jobim/ lyrics by Norman Gimbel)
เธอสูง ผิวสีแทน สาว และน่ารัก
สาวอิปปานีมาเดินบนถนน
และเมื่อเธอเดินผ่าน
เธอเดินผ่านใคร คนนั้นเป็นอันตะลึง
เมื่อเดิน เธอก้าวด้วยจังหวะแซมบ้า
ที่โยกย้ายเป็นจังหวะเหมาะเจาะ และนุ่มนวล
ซึ่งเมื่อเธอเดินผ่าน
เธอเดินผ่านใคร คนนั้นเป็นอันตะลึง
โอ้ แต่ผมก็มองเธอด้วยความเศร้า
จะบอกเธอยังไงดีว่าผมตกหลุมรักเธอเข้าแล้ว
ใช่ ผมจะรวบรวมความตั้งใจไปบอกเธอ
แต่ละวันที่เธอเดินไปทะเล
เธอมองไปข้างหน้า ไม่ได้เหลียวตามองมาที่ผมเลย
เธอสูง ผิวสีแทน สาว และน่ารัก
สาวอิปปานีมาเดินบนถนน
และเมื่อเธอเดินผ่าน ผมยิ้มให้
แต่เธอไม่เห็น
Tall and tan and young and lovely
The girl from Ipanema goes walking
And when she passes
Each one she passes goes "aah"
When she walks she's like a samba
That swings so cool and sways so gently
That when she passes
Each one she passes goes "aah"
Oh, but I watch her so sadly
How can I tell her I love her?
Yes, I would give my heart gladly
But each day when she walks to the sea
She looks straight ahead not at me
Tall and tan and young and lovely
The girl from Ipanema goes walking
And when she passes I smile
But she doesn't see
ถึงมาเนาส์
สองพันสี่ร้อยไมล์จากทะเล เมืองกลางป่าอะแมซอนชื่อมาเนาส์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำนีโกร ประชากรกว่า 80 เปอเซ็นต์ของรัฐอะแมซอนนาสทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศบราซิลมากระจุกตัวกันที่นี่ เพราะเป็นทั้งศูนย์กลางทางการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจของรัฐ มาเนาส์ยังเป็นศูนย์กลางทางการท่องเที่ยว นักเดินทางที่ตั้งใจท่องเที่ยวป่าอะแมซอนมักต้องแวะผ่านที่นี่ก่อนเสมอ ทั้งสนามบิน ท่าเรือ บริษัททัวร์ และแหล่งท่องเที่ยว ล้วนอยู่ในมาเนาส์ทั้งนั้น
เมื่อเครื่องบินแตะพิ้นที่เซาเปาโล ผมวิ่งกระหืดกระหอบเพื่อต่อสายการบินในประเทศบินย้อนขึ้นมาทางเหนือเพื่อมายังมาเนาส์ให้ทันเวลา เวลาบินสามชั่วโมงกว่าจะว่านานก็ใช่ แต่ความเหน็ดเหนื่อยจนผลอยหลับก็ช่วยเร่งเวลาให้ดูเหมือนเร็วขึ้นได้ เมื่อเครื่องบินลดระดับ เห็นสภาพป่าดิบชื้นจากด้านบน ทั่วพื้นที่สุดลูกหูลูกตาเป็นสีเขียวขจี มีสายน้ำสีน้ำตาลเลื้อยลดคดเคี้ยวตัดกันเป็นบางช่วง สักพักเริ่มเห็นบ้านเรือนกระจัดกระจายกันตามริมแม่น้ำ ที่นี่แม่น้ำคือเส้นทางการคมนาคมที่สำคัญกว่าถนน ใครมีบ้านริมน้ำเหมือนมีที่ดินเป็นเงินเป็นทอง เมืองกลางป่าเริ่มปรากฎให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ
ใครจะไปเชื่อว่ากลางป่าอะแมซอนอันกว้างใหญ่ที่เพิ่งเห็นเมื่อตะกี้ จะมีเมืองใหญ่เต็มไปด้วยบ้านเรือนกระจุกตัวกันเช่นนี้ มองจากเครื่องบิน เห็นที่ตั้งหลักฐานของผู้คนตัดกับภาพต้นปาล์มและต้นไม้ใหญ่อยู่ด้านหลัง ท้องฟ้าตอนนี้เริ่มมืดครึ้มด้วยเมฆฝน ทั้งๆ ที่ยังแดดออกอยู่ดีๆ ในป่าอะแมซอน ปริมาณน้ำฝนนั้นวัดได้สูงถึง 30 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูงมาก พื้นที่บางส่วนของป่าอะแมซอน จึงมีสภาพเป็นป่าน้ำท่วม ที่ต้นไม้ต้องจมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลาส่วนใหญ่ของปี นี่เป็นสภาพป่าที่พบเจอรอบๆ เมืองมาเนาส์
การเจริญเติบโตของเมืองมาเนาส์นั้นเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับสภาพป่าอะแมซอนที่กำลังถูกรุกรานอย่างหนักจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการบุกรุกพื้นที่และตัดไม้ทำลายป่า ว่ากันว่า พื้นที่ป่าอเมซอนที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนั้นเหลืออยู่เพียงหนึ่งในสามของพื้นที่ที่เคยมีมาแต่อดีต มองจากหน้าต่างเครื่องบินลงมาด้านล่าง เห็นได้ชัดถึงความแตกต่างระหว่างพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่และสภาพป่าที่ไม่ถูกรบกวนจากผู้คน ที่ใดมีบ้านเรือน สภาพโดยรอบจะถูกถางราบเรียบ ความเขียวขจีดูหม่นหมองเหมือนมีใครนำสีน้ำตาลของความแห้งแล้งมาระบายทับไว้อย่างไม่สนใจใยดี และดูเหมือนว่าที่ตั้งหลักฐานของมนุษย์รอบๆ เมืองมาเนาส์จะขยายกว้างออกไปเรื่อยๆ นั่นก็หมายถึงพื้นที่ป่าที่ลดลงไปด้วยเช่นกัน
เมื่อเครื่องบินแตะรันเวย์ที่ตัดราบกลางป่า ฝนก็ตกซู่ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่ขลุ่ย ในป่าฝนเขตร้อนเช่นนี้ ฝนตกคงเป็นเรื่องปกติ และเป็นเรื่องที่ไม่น่าตื่นเต้น แต่ก็ทำให้คนที่เพิ่งจากนิวยอร์กมาตื่นใจได้บ้าง ฝนซู่ตกโครมแล้วหยุดชวนให้พึงรำพันกับตัวเองถึงเมืองไทยและคนที่รักไม่ได้ เวลานี้จิตใจผมอ่อนไหวแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และบรรยากาศอึมครึมช่วงฝนตกช่วงฝนตกช่างเป็นอกเป็นใจให้รำพึงรำพันถึงเรื่องต่างๆ นานาจริงๆ
สนามบินที่นี่ไม่ใหญ่โตแต่ทันสมัย มีสายพานขนกระเป๋า มีเครื่องปรับอากาศ และมีเสียงประกาศออกลำโพงด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ผมรับกระเป๋า และเดินผ่านออกมาทีทางออก เห็นป้ายมีชื่อตัวเองอยู่ชัดเจน โปรเพสเซอร์แลบบิชที่ผมติดต่อมาให้ลูกศิษย์ของเขามารับ เที่ยวบินที่ล่าช้ากว่ากำหนดจากเซาเปาโลคงทำให้เขาต้องรอนาน อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง สักพักแลบบิชโทรศัพท์เข้ามาที่เครื่องของลูกศิษย์ บอกว่าจะขับรถมารับเองไม่ต้องนั่งรถแทกซี่เข้าไปในเมือง
สนามบินเป็นที่ของการพบกันและจากลา เพื่อนรักคนหนึ่งชอบไปสนามบิน ใครต้องเดินทางไปต่างประเทศเมื่อไรเขาไม่เคยพลาดไปส่ง สำหรับเขาแล้ว สนามบินคือสถานที่โรมแมนติกที่สุด เพราะเห็นภาพของคนรักกัน เห็นมิตรภาพระหว่างกัน มาให้กำลังใจเพื่อน คนรัก และคนครอบครัวเพื่อออกเดินทาง หรือกลับมาจากแดนไกล
ผมมาถึงสนามบินที่มาเนาส์ แม้ไม่มีเพื่อน คนรัก หรือครอบครัวมารอคอย แต่การเดินทางมาต่างบ้านต่างเมืองเช่นนี้ การได้เห็นภาพของความรักความผูกพันของคนรอบๆ ตัว ก็ทำให้ยิ้มได้ และมีความสุข เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนเดินทางไกลคนเดียว

