Monday, October 31, 2005

จดหมายถึง "สารคดี"

นอกจากโรงเรียนประจำที่มีความหมายมากกว่าสถาบันทางการศึกษาแล้ว ผมมักไม่ค่อยจะ "อิน" กับสถาบันอื่นๆ อะไรมากนัก ยิ่งหากพูดถึงสถาบันที่มีความเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจ (ที่มีเป้าหมายหนึ่งในการแสวงหากำไร) แล้ว ผมไม่เคยจะนิยมชมชอบ หรือหลงมัวเมาบ้าไปกับกระแสส่วนตัวหรือสังคมเลย

พูดง่ายๆ ก็คือ ผมไม่มีสบู่แชมพูยี่ห้อประจำ (สถาบันของการอุปโภคบริโภค)ไม่มีการ์ตูนในดวงใจ (สถาบันของความบันเทิง) ไม่มีนักเขียนในอุดมคติ (สถาบันของความเป็น intellectual) ไม่มีทีมรักบี้ที่แอบนิยมเชียร์ (สถาบันบันเทิงและกีฬา) ไม่มีหนังสือพิมพ์สุดโปรด (สถาบันของการแสวงหาความรู้ข่าวสาร) หรือแม้กระทั่งไม่มีแบบ (สเปค)ของผู้หญิงในดวงใจ (สถาบันของการเลือกชีวิตคู่ครอง)

หากจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง สถาบันหนึ่งที่ตกอยู่ในขอบข่ายของการดำเนินธุรกิจที่มีอิทธิพลในการหล่อหลอม ให้ผมมีความคิดตามแนวทางอยู่อย่างทุกวันนี้ก็เห็นจะเป็นนิตยสารสารคดี ที่ผมอ่านมาตั้งแต่เป็นเด็กตัวเล็กๆ

ผมไม่ได้พูดว่าชอบ "สารคดี" เพราะตัว บ.ก. ใหญ่ คือ พี่จอบ ที่ให้ความเอ็นดูและสนิทสนมกับผม เพราะผมรู้จัก "สารคดี" ก่อนรู้จักพูดคุยกับพี่จอบเกือบสิบปี

ผมไม่ไ ด้พูดว่าชอบ "สาีรคดี" เพราะเป็นนิตยสารที่คนกล่าวขวัญกันมาก จนบัดนี้ คล้ายเป็นนิตยสารสามัญประจำครอบครัว ที่ควรมีไว้เพื่อแสดงออกถึงความเป็นชนชั้นกลางใหม่ที่นิยมแสวงหาความรู้ ผมเห็นหลายบ้านเป็นสมาชิกนิตยสาร "สารดคี" แต่ไม่เคยอ่านเลย

ผมชอบ "สารคดี" เพียงเพราะรู้สึกว่า ทีมงานได้ทำนิตยสารเล่มมาให้ผมอ่านโดยเฉพาะ เพราะทุกเรื่องทุกคอลัมน์ล้วนอยู่ในความสนใจของผมไม่มากก็น้อย ผมว่าไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลย สำหรับคนที่ความสนใจหลากหลายและเฉพาะด้านอย่างผม จะมีคนทำนิตยสารคล้าย "ตัดวัดตัว" (tailor-made) ให้ผมอ่าน

เมื่อ"สารคดี" ครบรอบ 20 ปี ผมได้รับเกียรติจากคณะบรรณาธิการมาสัมภาษณ์สอบถามความเห็นต่อนิตยสาร นี่คือสิ่งที่ผมตอบด้วยใจจริง

" ผมโตมากับสารคดี ตอนอยู่ชั้นประถม เจอ สารคดี ในห้องสมุด ผมเป็นเด็กนักเรียนประจำ ไม่มีสิ่งบันเทิงอะไรนอกจากวิ่งเล่นในสนาม กับเข้าห้องสมุด เวลาอ่าน สารคดี เหมือนได้ท่องเที่ยว ผจญภัยไปด้วย เรื่องที่จำได้ขึ้นใจคือ หนอนไม้ไผ่ อ่านหลายเที่ยวมาก รู้สึกเหมือนได้เดินไปกับคนเขียนด้วย อีกเรื่องคือ ปลากัด ประทับใจรูป ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเห็นรูปจัง ๆ ว่ามันรัดกันแล้วเห็นไข่ร่วงลงมาอย่างนี้ ล่าสุดเรื่องคนฟังเสียงปลา ผมรู้สึกว่า...โอ้โห มีด้วยเว้ย ไม่เคยคิดว่าจะมี

สารคดีทำให้เข้าใจโลกมากขึ้น เป็นความรู้ที่ให้ทั้งความบันเทิง ให้อรรถรสภาษาในการอ่าน ผมสนุกกับการอ่าน สารคดี มาก ผมอ่านเพื่อความบันเทิง เพราะผมไม่ดูทีวีเลย ความสุขอย่างหนึ่งของการอ่านหนังสือคือมันได้อรรถรส ได้กลิ่นของกระดาษ ได้จับหนังสือมาพลิก มีอะไรให้จับต้องได้มากกว่าที่จะผ่านมาแล้วผ่านไป เราถือมันไปไหนมาไหนได้ ไม่ต้องนั่งอยู่กับที่เหมือนดูทีวี ตรงไหนชอบหรือยังตื่นเต้นไม่หาย ก็กลับไปอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้
สารคดี เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ ทำให้อยากเป็นนักเขียนสารคดี วันที่ สารคดี ให้โอกาสผมเขียนเรื่องปลาการ์ตูน มันเหมือนความฝันในวัยเด็กเป็นจริงแล้ว ผมลงมือเขียนด้วยความตื่นเต้นมาก รอหนังสือออกตลอด พอเห็นมันออกมาเป็นเล่ม ก็ขนลุกเลย

ผมมอง สารคดี เป็นผู้ใหญ่ที่เท่ห์มาก ๆ เป็นผู้ใหญ่ที่ภูมิฐานซึ่งมองสังคมอยู่ห่าง ๆ รอบรู้ จริงจังบ้าง ตลกบ้าง ทำอะไรให้สังคมบ้าง ถ้าเป็นคน ผมก็อยากจะเป็นอย่างเขา เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ผมเชื่อว่าทีมงานสารคดี คงมีวิธีที่จะลงไปคลุกคลีกับเด็กอย่างภูมิฐาน มันเป็นบุคลิกของหนังสือที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ถ้าลงไปอย่างผู้ใหญ่ไปหาเด็ก ก็อาจจะดีกว่าที่จะแต่งตัวเป็นเด็ก

สารคดี เป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตของเรา เป็นหนังสือที่ไม่มีวันหมดอายุ ขอให้มั่นใจว่ามีคนติดตามอยู่ แม้จะไม่ใช่คนส่วนใหญ่ ก็อย่าท้อถอย ผมและเพื่อนที่อยู่ในแวดวงนี้ คิดถึงมันมากกว่านิตยสาร รู้สึกเป็นสถาบัน การที่จะเป็นสถาบันได้มันต้องมีหลาย ๆ อย่างมา establish ผมรู้สึกว่าคนที่รู้จัก สารคดี เป็นคนที่ไม่ธรรมดา นี่คือความเป็นสถาบันของ สารคดี ใครที่ไปร่วมวงไพบูลย์กับสถาบันนี้ ก็จะมีบุคลิกอย่างหนึ่งที่ intellectual"


(จาก http://sarakadee.com/modules.php?name=Sections&op=printpage&artid=20)

ด ้วยเหตนี้เอง เมื่ออยู่แห่งหนใด หลายๆ ครั้งผมมักนึก "สารดคี" อยู่เสมอๆ รวมถึงเมื่อได้มาต่างบ้านต่างเมืองด้วย ผมมักเขียนจดหมายถึงสารดีเล่าเรื่องชีวิตประสบการณ์แปลกใหม่ให้ฟังอย่างน้อย เทอมละหนึ่งครั้ง โดยพยายามสะท้อนมุมมองและระบบคิดของสังคมฝรั่งอเมริกันต่อเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ผมสนใจ

และในฉบับเดือนตุลาคมนี้ "สารดี" ได้นำจดหมายที่ผมเขียนถึงเมื่องเทอมก่อนลง ในคอลัมน์ "เีขียนถึงสารคดี"

ผ มขอนำฉบับจริงก่อนการแก้ไขมาลง ณ ที่นี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของคณะบรรณาธิการ ที่ได้แก้ไขข้อเขียนของผมให้ดีขึ้น สั้น กระชับ ได้อย่างเห็นได้ชัด

"ถึง นิตยสารสารคดี

เ วลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ไม่น่าเชื่อว่าการเรียนปริญญาโทของผมผ่านมาถึงครึ่งทางแล้ว เหลืออีกเพียงไม่ถึงหนึ่งปีก็จะได้เรียนจบสมกับความตั้งใจสักที หลังจากสอบเสร็จไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ผมก็มีโอกาสบินข้ามประเทศจากนิวยอร์กทางชายฝั่งตะวันออก มาเปิดหูเปิดตาที่ซานฟรานซิสโกด้านชายฝั่งตะวันตกบ้าง

มาทางฝั่งตะวั นตกทั้งที คนขอบเที่ยวอควาเรียมอย่างผมจึงไม่พลาดไปชม “สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำอ่าวมอนทาเร่”(Monterey Bay Aquarium) ที่เขาว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดของอเมริกา อควาเรียมแห่งนี้อยู่ในเมืองมอนทาเร่ รัฐคาลิฟอร์เนีย ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลแปซิฟิก เคยเป็นเมืองชาวประมงที่มีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมการผลิตปลากระป๋อง เมื่อปลาในทะเลลดลง โรงงานทั้งหลายก็เลิกกิจการกันไปหมด ในปัจจุบันเป็นเมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงมีรีสอร์ตหรู และสนามกอล์ฟวิวดีตั้งอยู่ริมฝั่งแปซิฟิก หากตีพลาด ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปเก็บเพราะจมตุ๋มไปในทะเลได้ง่าย

เมื่อแรกได้ยินเ สียงลือเสียงเล่าอ้างถึงอควาเรียมแห่งนี้ ก็ไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไรนัก ครั้งก่อน หลายคนแนะนำให้ไปอควาเรียมอีกแห่งหนึ่ง พร้อมคุยให้ฟังว่าเยี่ยมยอด และเป็นที่สุด แต่เมื่อได้ไปแล้ว ก็ต้องเดินคอตกกลับมาด้วยความไม่ประทับใจ เรื่องนี้ไม่รู้จะโทษคนที่เล่าให้ฟัง หรือโทษตัวเองที่มากเรื่อง

แต่ เมื่อมาเห็นที่มอนทาเร่ก็อดประทับใจกับหลักคิดในการจัดแสดงสัตว์น้ำของเขาไม ่ได้ ถึงแม้จะรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้เห็นการแสดงพันธุ์ปลาที่หลากหลาย โดยเฉพาะปลาน้ำจืด และปลาตามแนวประการังที่ตัวเองชื่นชอบเป็นที่สุดก็ตาม

หากจะให้พูดอย่างวัยรุ่นเขานิยมพูดกัน อควาเรียมแห่งนี้ก็มี “แนว” เอามากๆ

“ แนว” ที่เขามีนั้น เป็น “ความแตกต่าง” ที่ทำให้สถานแสดงสัตว์น้ำแห่งนี้เป็นหนึ่งในสุด จนนักเที่ยวอควาเรียมจากทั่วสารทิศต้องยกนิ้วให้

จุดเด่นของที่นี่เห ็นจะเป็นการจัดแสดงปลาที่พบได้ในบริเวณที่อควาเรียมตั้งอยู่เท่านั้น (นั่นก็คือปลา และสิ่งมีชีวิตในชายฝั่ง และเขตทะเลแปซิฟิก) เขาไม่ได้ไปเสาะแสวงหาปลามาจากที่อื่นไกล โดยเฉพาะจากแนวปะการังเขตร้อนแถบเส้นศูนย์สูตร ดังเป็นเรื่องปกติคล้ายสูตรมาตรฐานของการสร้างอความเรียมที่แทบจะทุกแห่งยึด เป็นแนวทาง

หากเคยไปเที่ยวสถานแสดงสัตว์น้ำกันมาบ้าง ลองสังเกตดูสิว่าสิ่งที่เราพบได้ทั่วไปในอควาเรียมปกตินั้น มักจะไม่พ้น การจัดแสดงพันธุ์ปลาตามแนวปะการังพร้อมดอกไม้ทะเลหลากหลายสีสัน (เช่น ปลาการ์ตูนในอ้อมกอดของดอกไม้ทะเลที่มีหนวดพิษ หรือปลาสลิดหินสีฟ้าสดว่ายพุ่งแล้วหลบเข้าไปในซอกหิน) พร้อมตู้ปลาใหญ่ที่มีภาพปลาฉลาม ปลากระเบน หรือไม่ก็ปลาเก๋าตัวโตๆ บางแห่งอาจมีอุโมงค์ลอดผ่านตู้ปลาใหญ่เหล่านั้น สร้างบรรยากาศคล้ายเดินย่ำชมฝูงปลาใต้ท้องทะเล


อควาเรียมแห่งนี้ เป็นตึกยาวใหญ่สองชั้น นักท่องเที่ยวส่วนมากจะเริ่มต้นที่ประตูขายบัตรแล้วเดินวนไปทางซ้าย เดินขึ้นชั้นสอง แล้วต่อไปยังตัวตึกด้านขวา ก่อนที่จะมาจบที่ชั้นหนึ่งทางอีกฝั่งของตัวตึก

เมื่อจ่ายค่าบัตรผ่ านประตู (ซึ่งแพงหูฉี่ ตามปกติวิสัยของอวาเรียมเอกชนทุกแห่ง) ก็จะเข้าไปในโถงใหญ่ ซึ่งจำลองบรรยากาศโรงงานผลิตปลาอัดกระป๋อง ซึ่งเคยเป็นอุตสาหกรรมหลักของเมืองมอนทาเร่ มีวิดีโอให้ชมกระบวนการผลิตตั้งแต่การลากอวนจับปลาซาร์ดีนจำนวนมหาศาลจากทะเ ลแปซิฟิก แล้วนำเข้ามายังชายฝั่ง แล้วส่งต่อเข้าไปยังโรงงาน ผ่านสายพานการผลิต เริ่มด้วยการตัดหัวตัดหาง จับยัดกระป๋อง เติมซอส ทำให้สุกและฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อนจากไอน้ำแรงดันสูง ห่อฉลาก จนไปถึงนำออกขายบนชั้น และถึงปากชาวอเมริกันทุกชนชั้นอาชีพ

เมื่อด ูโรงงานปลากระป๋องเสร็จ ก็เดินต่อลึกเข้าไปด้านใน ทางซ้าย มีตู้ปลาขนาดใหญ่สูงประมาณตึก 3 ชั้น แสดงชายฝั่งของเมืองมอนทาเร่ ซึ่งมีระบบนิเวศแบบสาหร่ายเคลป์ (kelp forest) อันมีสาหร่ายขนาดยักษ์เป็นสิ่งมีชีวิตหลัก เป็นแหล่งที่อาหาร ที่อยู่อาศัย และที่หลบภัยของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา เรื่อยไปจนถึงปลาดาว และดอกไม้ทะเล ตู้ระบบนิเวศสาหร่ายเคลป์นี้ ทำได้เหมือนมาก คงเพราะใช้แสงสว่างจากธรรมชาติ มีระบบจำลองคลื่นที่ทันสมัย รวมทั้งมีระบบพ่นละอองน้ำจืดทดแทนไอน้ำที่ระเหยไปเพื่อรักษาความเค็มให้คงที ่

ปลาที่อาศัยอยู่ตามสาหร่ายเคลป์นั้น เป็นปลาตัวใหญ่ขนาดเท่าปลาลำสี หรือปลากระพงที่นำมาปิ้งหรือนึ่งขาย แต่ที่น่าสังเกตคือ พวกมันมักจะลอยตัวอยู่นิ่งๆ ไม่ค่อยขยับเขยื้อนไปไหน พาลให้อดคิดไม่ได้ว่า คงเพราะน้ำเย็นกระมัง ที่ทำให้พวกมันดูเฉื่อยชา ไร้ความกระฉับกระเฉงเช่นนี้

ขึ้นตามบันไดไปยังชั้นสอง ซึ่งก็ยังสามารถมองเห็นตู้สาหร่ายเคลป์นี้ได้ชัด ที่โถงลึกเข้าไป มีบ่อ “ทัชพูล” (touch pool) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในของเล่นให้ความรู้ของเด็กๆ ที่อควาเรียมทุกแห่งต้องมี เขาเอาส่วนต่างๆ ของสาหร่ายเคลป์ ซึ่งมองดูแล้วน่ายึกหยึยไม่เบามาให้จับด้วยมือเปล่า พร้อมมีอาสาสมัครคอยให้ความรู้ และดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้แล้ว ยังนำเอาสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อย่างเช่นปลาหมึก ดาวขน ปูจิ๋ว และหอยจิ๋วที่อาศัยอยู่ตามซอกสาหร่ายเคลป์มาให้ดู (แต่ห้ามจับ) ด้วยที่อีกด้านหนึ่งของบ่อ

บ่อทัชพูล เป็นที่สนใจของเด็กๆ ส่วนบ่อ “ลุคพูล” (look pool) เป็นที่สนใจของผู้ใหญ่ หลายคนมุงดูปลาหมึกน้อยที่ค่อยเอาหนวดและลำตัวสอดเข้าใบยังเปลือกหอยซึ่งมีร ูเล็ก พร้อมโผล่ตาออกมาสังเกตการณ์ อาสาสมัครอธิบายว่านี่เป็นการหลบซ่อนตัวและหาอาหารของเจ้าปลาหมึกเขา พอมีปลาตัวเล็กๆ ผ่านมา เจ้าปลาหมึกก็จะกระโจนตัวออกจากรู แล้วเขมือบปลาเคราะห์ร้ายที่ผ่านไปด้วยความรวดเร็ว

ที่ตึกฝั่งเดียวก ันนี้ มีส่วน “splash zone” ที่จัดแสดงไว้เอาใจเด็กๆ โดยเฉพาะ เขามีของเล่นมากมาย ให้เด็กๆ ได้มือเปียกน้ำกันบ้าง ส่วนนี้ดูเจี้ยวจ๊าวเป็นพิเศษ ทั้งเสียงจากพ่อแม่ (ลูกอ่อน) ที่ชี้ชวนให้เด็กเล่นเครื่องเล่นต่างๆ ที่จัดไว้ให้ และเสียงจากเด็กๆ ที่แสดงถึงความสนุกสนานที่ได้รับ ที่ฝาผนัง ก็มีตู้ปลาสองสามตู้ที่จัดแสดงปลาหลากสีจากแนวปะการังในทะเลเขตร้อน พอประดับดาให้ความมีชีวิตชีวาได้บ้าง
ก่อนเดินข้ามไปยังตึกอีกด้าน มีประตูออกไปยังระเบียง สามารถมองเห็นทัศนียภาพของอ่าวมอนทาเร่ออกไปได้ไกล ท้องฟ้าวันนั้นแจ่มใส เห็นคนเล่นเรือใบ และพายเรือคายัค พร้อมรู้สึกได้ถึงไอเย็นจากท้องทะเล

ข้ามมายังอีกฟากของตัวตึกบนชั้น สอง มีห้องมืดแสดงแมงกระพรุนชนิดต่างๆ ภายใต้แสงไฟสลัว และฉากหลังต่างสี เพื่อให้สามารถมองเห็นตัวแมงกะพรุนใสพร้อมหนวดยาวของมันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เดินต่อเข้าไปด้านใน ก็เข้ามายังอีกห้องหนึ่งซึ่งมีบรรยากาศมืดโล่งคล้ายโรงหนัง (แต่ไม่มีเก้าอี้) จอภาพยนตร์ด้านหน้าคือตู้ปลาขนาดใหญ่ มีปลาตัวเขื่องว่ายกันไปมาอย่างรวดเร็ว พันธุ์ปลา (รวมทั้งเต่าหนึ่งตัว) ที่แสดงในตู้นี้ ล้วนเป็นปลาจากใต้ทะเลแปซิฟิกทั้งสิ้น มีปลาทูน่าตัวโตทั้งชนิดครีบน้ำเงิน และครีบเหลืองตัวใหญ่ว่ายกันให้ขวักไขว่

หลายคนที่เคยมาที่นี่บอกว ่ามีปลาพระอาทิตย์ (Mola mola) ปลาตัวกลมป๊อกยักษ์ใหญ่จากใต้ทะเลลึก ที่กินแมงกระพรุนเป็นอาหารจัดแสดงอยู่ด้วย ทำให้ต้องเพ่งหากันจนตาเขม็ง แต่จนแล้วจนเล่าก็หาเจ้าปลาชนิดนี้ที่ใฝ่ฝันอยากเห็นตัวเป็นๆ ไม่เจอจนต้องถอดใจ

เดินลงมาที่ชั้นล่าง มีสามนิทรรศการที่เปิดแสดงให้ชม นิทรรศการแรกเป็นงานแสดงศิลปะแมงกะพรุน ซึ่งแสดงทั้งแมงกะพรุนจริงในตู้กลมพร้อมกรวดสี และผลงานของศิลปินแขนงต่างๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวของพลิ้วไหลของแมงกะพรุน ทั้งภาพวาด งานเป่าแก้ว หรือแม้กระทั่งแต่ท่วงท่าลีลาการเต้นบัลเลต์

อีกนิทรรศก ารหนึ่งเป็นนิทรรศการเรื่องปลาฉลาม โดยจัดแสดงจากมุมมองของความสัมพันธ์ของผู้คนจากที่ต่างๆ ต่อปลาฉลาม (และปลากระเบน) ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนท้องถิ่นแทบจะทุกหนแห่งมักจะเชื่อว่าปลาฉลามเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นตัวแทนของเทพเจ้าตามความเชื่อของชนเผ่า ใครที่ทำร้ายปลาฉลากก็มักพบกับความโชคร้ายต่างๆ นานา

นิทรรศการสุดท้ าย เป็นนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับปลาทะเลที่กำลังได้รับอันตรายจากการล่ามาเ ป็นอาหารของมนุษย์ มีการแสดงผลิตภัณฑ์ และเมนูอาหารต่างๆ ที่อาจส่งผลให้ปลาทะเลบางชนิดสูญพันธุ์ได้ พร้อมกันนี้ ยังแจกโบรชัวร์ชักชวนให้ผู้เข้าชมเป็น “เพื่อนกับทะเล” (Ocean Allies) ว่าจะช่วยอนุรักษ์ทรัพยาการจากทะเลได้อย่างไร ทางอควาเรียมยังจัดทำ “คู่มืออาหารทะเล” เพื่อแนะนำชนิดปลาที่กินได้ โดยไม่ส่งผลต่อการปลาชนิดนั้นในธรรมชาติ รวมทั้งชนิดปลาที่กำลังใกล้สูญพันธุ์อย่างเช่นปลาคาเวียร์ ปลาฉลาม และปลาทูน่าครีบน้ำเงิน ที่ควรหลีกเลี่ยงบริโภค

แม้ว่าอควาเรียมแห ่งนี้จะดำเนินการโดยเอกชน แต่เขาก็คิดถึงผลประโยชน์ต่อทรัพยากรทางทะเลที่กำลังได้รับอันตรายจนใกล้สูญ พันธุ์เป็นหลัก มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยทางทะเลที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้ (เขามีเรือดำน้ำสำรวจศึกษาทะเลลึกเป็นของตัวเองด้วย –เห็นไหมล่ะว่าเขาจริงจังแค่ไหน) อีกยังมุ่งให้ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกวิธีเกี่ยวกับสภาพธรรมชาติในพื้นที่ นั้นๆ ซึ่งใกล้ตัวกับผู้คน มากกว่าจะนำเสนอขาย “ปลาแปลก ปลาใหญ่ และปลามีสีสัน” ที่จะเชื้อเชิญคนให้มาซื้อตั๋วเข้าชม เพื่อกำไรที่เพิ่มขึ้น ดังอควาเรียมเอกชนอื่นทั่วไป

กระแสอควาเรีย มนิยมกำลังเป็นที่ตื่นตูมในบ้านเรา คงได้แต่หวังว่านายทุน และผู้จัดทำสถานแสดงพันธุ์ปลาทั้งหลายจะตระหนักถึงผลประโยชน์ในระยะยาวต่อส่ วนรวม มากกว่าความบันเทิง (และกำไร) ที่ได้รับจากการเห็น (และการแสดง) ปลาแปลก ปลาใหญ่ ปลาสวย เพียงเท่านั้น

การจัดทำอควาเรียมแห่งหนึ่งนั ้น เกี่ยวพันกับการไปจับปลามาจากทะเล และจากธรรมชาติ การเกิดขึ้นของสถานแสดงพันธุ์ปลาแห่งใหม่ หมายถึงการรบกวนธรรมชาติในระดับที่เพิ่มมากขึ้นเสมอ

อย่าให้คำว่า “เพื่อการศึกษา” นั้น เป็นข้ออ้างที่ซ้ำซาก น่าเบื่อและ “กำปั้นทุบดิน” เลย"



(ดูฉบับ แก้ไขแล้วที่ http://www.sarakadee.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=407)

Thursday, October 27, 2005

เรียนต่อเพื่ออะไร

เมื่อต้นเดือน พี่พรทิพย์ กาญจนนิยต ผู้อำนวยการมูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์) เขียนอีเมล์มาขอบทความเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่าง เพื่อลงในหนังสือเล่มเล็กของมูลนิธิฯ ที่ตั้งใจจัดพิมพ์ขึ้น

ผมพยายามใช้เวลาคิดอยู่หลายตะหลบ (?) ว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี แต่ก็ใช้เวลาคิดอยู่นานจนถึงวันนี้ที่ใกล้วันส่งต้นฉบับแล้ว

สำหรับผมแล้ว ผมมีความเชื่อว่าแนวคิดเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างดูเหมือนล้าสมัยไปในโลกปัจจุบันไปเสียแล้ว ระบบคิดเรื่องความแตกต่างด้านวัฒนธรรมจึงฟังดูทะแม่งและชอบกลมาก ผมไม่เคยคิดว่า ในโลกที่ผมเติบโตขึ้น คนจะมานั่งคิดกันเรื่องความแตกต่างด้านวัฒนธรรม นอกเหนือไปจากการใช้วัฒนธรรมนั้นเ็ป็นของซื้อของขาย โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น

ผมจึงพยายามแปลโจทย์นั้นใหม่ ว่าความแตกต่างด้านวัฒนธรรมที่พี่พรทิพท์ฯ หมายถึงนั้นอาจจะเป็นคำถามในทำนองที่ว่า ผมได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการมาเรียนต่อเมืองนอก เมื่อนึกได้เช่นนี้ ความคิดก็แวบขึ้นมาทันทีเกี่ยวกับเรื่องการเรียนต่อ เพราะเมื่อได้มาเห็นโลกที่เมืองนอกเช่นนี้แล้ว ก็ทำให้รู้สึกว่าฝรั่งและเพื่อนนักเรียนนานาชาติ เขามีความคิดความอ่านต่อการเรียนต่อที่หลากหลาย และสำคัญที่สุด โดยมากเป็นทัศนคติที่แตกต่างจากเด็กนักเรียนไทยเป็นอย่างมาก

ดังนั้นผมจึงเขียนบทความชิ้นข้างล่างขึ้น แม้ยังจะไม่พอใจเท่าไรกับการเรียงร้อยถ้อยคำ แต่ก็คิดว่าเป็นสิ่งที่แสดงออกมาถึงความคิดที่อยู่ในก้นบึ้งของตัวเองได้ดีพอสมควร

ขอเชิญอ่านตามความสนใจ คิดเห็นประการใด ก็เล่าสู่กันฟังบ้าง

------------
เรียนต่อเพื่ออะไร
อาทิตย์ ประสาทกุล

หลังเรียนจบปริญญาตรี ทำงานยังไม่ถึงหนึ่งปีเต็ม ชะตาก็ลิขิตชีวิตให้มาเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่อเมริกาแล้ว สำหรับเด็กที่เติบโตมาในสังคมไทย และครอบครัวข้าราชการที่คงมิอาจมีเงินเพียงพอส่งเสียให้ลูกหลานได้เรียนเมืองนอกอย่างผม โอกาสที่มูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์) มอบให้ผ่านทุนการศึกษาจึงนับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของชีวิตทีเดียว

โอกาสที่ว่านี้ ผมถือว่าเป็นความท้าทายสองประการ อย่างแรกก็คือจะได้มาร่ำเรียนในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในสาขาที่ตนเองสนใจ อย่างต่อมาที่เป็นเรื่องตื่นเต้นกว่าเหตุผลแรก ก็คือการที่จะได้มาใช้ชีวิตในต่างประเทศ ในสังคมที่แตกต่างจากที่เติบโตมา ผมจึงเฝ้ารอเวลานั้นด้วยใจจดใจจ่อ

ทว่า เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นคิดฝันจินตนาการ ก่อนออกเดินทางมาเรียนต่อ ผมกลับรู้สึกอยากทำงานให้นานกว่านี้ ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี ยังใช้เวลาไม่เพียงพอเรียนรู้ชีวิตจริงและสนุกสนานกับชีวิตหลังเรียนหนังสือ การกลับไปสู่หน้าทฤษฎีทางวิชาการ ห้องสมุด รายงาน การบ้าน และอะไรต่างๆ นานาเป็นสิ่งที่น่ากลัวขึ้นมาทันใด นอกจากนั้นแล้ว ไม่นานก่อนออกเดินทาง คุณยายสุดที่รักก็เกิดเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน เมื่อถึงวันเดินทาง อะไรๆ จึงดูเหมือนจะไม่พร้อมไปเสียหมด ผมเลื่อนการเดินทางออกไปนานที่สุดเท่าที่ทำได้ ทำให้มาถึงที่โรงเรียนเพียงหนึ่งวันก่อนเปิดภาคเรียน

ขณะนี้ ผมผ่านช่วงเวลาของการเรียนต่อมาเกินครึ่งหนึ่งแล้ว นั่นหมายความว่าเหลือเพียงอีกหนึ่งภาคเรียนกว่าๆ ผมก็จะจบการศึกษาสมใจมั่นหมาย หากย้อนคิดไปกับเวลาที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรต่างๆ มากมาย ด้วยเพราะได้มีเวลาอยู่กับตัวเองมาก และได้รับรู้แนวคิดจากเพื่อนนักเรียนหลายชาติหลายภาษา ทัศนคติเกี่ยวกับการมาเรียนต่อของตัวเองจึงได้พัฒนาขึ้นไปในทางที่ดีตามลำดับ โดยเฉพาะเมื่อหากเปรียบเทียบกับความทุกข์ใจที่ได้รับเมื่อเริ่มแรกมาเรียนต่อในปีกลาย

ผมได้เรียนรู้ว่า การมาเรียนต่อในระดับปริญญาโทนั้นคือการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่ตัวเองสนใจ หลายครั้งเป็นเรื่องเฉพาะด้านตามสาขาวิชาที่แต่ละคนมีพื้นฐานมาในระดับปริญญาตรี ต้องยอมรับว่าความคิดเช่นนี้เป็นความคิดของเด็กนักเรียนไทย ใครจบอะไรมาก็ควรจะเรียนต่อแสวงหาความเชี่ยวชาญในด้านนั้น บ่อยครั้งก็อาจจะเป็นสิ่งตัวเองไม่ได้ชื่นชอบเลย ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับนักเรียนที่พ่อแม่มีทุนรอน การเรียนต่อนั้นเป็นเพียงเรื่องทั่วๆ ไป เหมือนเข้าเรียนประถม มัธยม และสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย นี่จึงเพียงการดำเนินตามสายพานที่สังคมส่วนใหญ่วางไว้เท่านั้น

สิ่งที่น่าตื่นใจสำหรับผมคือการได้รู้ว่าเพื่อนหลายคนมาเรียนต่อในสาขาวิชาที่แตกต่างจากที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างสิ้นเชิง ผมมีเพื่อนสนิทจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจ แต่มาเรียนต่อด้านบริหารราชการ เพราะไม่ชอบการแสวงหากำไรที่เป็นตัวเงินตามอย่างภาคเอกชน หากกลับรู้สึกว่ากำไรที่เป็นอรรถประโยชน์ทางสังคมนั้นมีคุณค่ากว่ามาก เพื่อนอีกคนเรียนจบวิศวะ แล้วมาเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในขณะที่หลายคนมาเรียนต่อปริญญาโททันทีหลังเรียนจบ ผมกลับคิดว่าเพื่อนที่น่าสนใจทางความคิดความอ่านนั้นมักจะเป็นพวกที่ทำงานมาแล้วในระดับหนึ่งก่อน โดยมาก คนเหล่านี้มีมุมมองต่อโลกอย่างเป็นจริง เข้าโลกอย่างที่เห็น และมีความรู้รอบด้านที่กว้างขวาง สามารถเรียงร้อยความรู้ที่กระจัดกระจายเหล่านั้นได้อย่างคล่องแคล่ว ผิดกับเด็กที่รีบมาเรียนต่ออย่างผม ที่ยังมีความคิดยึดติดกับทฤษฎีและอุดมคติจนเกินเลย หลายครั้งจึงไม่สามารถวิเคราะห์วิจารณ์ประเด็นต่างๆ ทางวิชาการได้ดีพอ ยิ่งมาเรียนในโรงเรียนวิชาชีพ (Professional School) ที่เน้นการประยุกต์เนื้อหาทางวิชาการเข้ากับการทำงานจริงเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้ติดขัดไปใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าในโลกการทำงานจริงๆ นั้น เขาคิด เขาทำ เขามีระบบการคิดกันอย่างไร

ประการต่อมาที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ก็คือแนวคิดเรื่องการแสวงหาความรู้ เด็กฝรั่งและเด็กนานาชาติหลายคนมีความเชื่อว่าการมาเรียนต่อก็คือการผจญภัยในโลกทางวิชาการ เขาไม่กลัวว่าเมื่อเรียนแล้วจะได้คะแนนดีเลิศหรือไม่ หากเพียงต้องการแสวงหาความรู้โดยสนุกเท่านั้น หลายครั้งผมมักจะได้ยินเพื่อนให้กำลังใจตัวเองกับวิชาเรียนที่ยากเย็นแสนเข็ญว่านี่เป็น “ความท้าทาย” ที่เขาจะต้องเผชิญ ความท้าทายเหล่านั้นไม่ผิดแผกอะไรไปจากการผจญภัยในอีกโลกหนึ่ง ซึ่งเป็นโลกของความเป็นวิชาการที่แม้อาจะไม่ตื่นเต้นเร้าใจอย่างโลกแห่งการท่องเที่ยวผจญภัย

ก่อนปรับทัศนคติได้ ความท้าทายของเพื่อนกลับเป็นความกลัวที่ตั้งอยู่บนความอ่อนต่อโลกเช่นผม เมื่อได้เพื่อนเป็นแบบก็ทำให้ตัวเองไม่ต้องเกรงกลัวกับการเรียนในวิชาที่ยากเย็นแสนเข็ญ หรือไม่เคยมีความรู้มาก่อนแล้วอีกต่อไป ทุกๆครั้งที่ได้อ่านหนังสือในวิชาที่เรียนไม่รู้เรื่อง ผมกลับรู้สึกสนุกสนานคล้ายได้ค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ ความไม่รู้ในวันนี้กลับเป็นความกระหายอยากรู้ในวันหน้า แม้วันนี้ทำไม่ได้แต่ก็เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับความสำเร็จในวันหน้า ฯลฯ

การที่ได้มาเรียนอยู่ในโรงเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการบริหารราชการที่ใหญ่ ทำให้มีโอกาสได้พบเจอเพื่อนนักเรียนมากมาย ผมมีเพื่อนนักเรียนหลายคนอีกเช่นกันที่เห็นว่าการเรียนเพื่อให้ได้คะแนนเป็นเลิศนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ทว่า ผมกลับเห็นพวกเขาเหล่านั้นไม่มีความสุขกับการเรียนเลย ดูเหมือนว่าทุกช่วงเวลาของเขาคือความเครียดที่ต้องเผชิญ ทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายอยู่บนเส้นด้าย ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ต่างอะไรจากความประหม่าที่มักตามมาหลอกหลอนคนขี้กังวลนั่นเอง

เอาเข้าจริงแล้ว ผมน่าจะถูกจัดว่ากำลังอยู่ระหว่างความสับสนระหว่างคนที่มีแนวคิดสองพวกข้างต้น อย่างเช่นในภาคเรียนนี้ ผมลงเรียนวิชาหนึ่งที่แม้น่าสนใจและสอนโดยอาจารย์ที่มีชื่อเสียง แต่มีเนื้อหาที่ยากมหาศาล ในชั่วโมงแรก มีนักเรียนมาต่อคิวลงทะเบียนกันเกือบ 50 คน ชั้นเรียนเล็กๆ ที่ตั้งใจเปิดรับนักเรียนเพียง 30 คนแน่นขนัดไปในพริบตา เมื่อดำเนินการสอนจริงๆ อาจารย์เริ่มพูดถึงเนื้อหาวิชาที่ยากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนสายสังคมศาสตร์อย่างพวกเรา มีเลขคณิตแคลคูลัส และเศรษฐศาสตร์ขั้นสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง สัปดาห์ต่อสัปดาห์ก็ผ่านไปพร้อมกับจำนวนนักเรียนที่เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลืออยู่ราวเพียง 15 คน เพราะนักเรียนเกินครึ่งห้องถอนวิชาเรียนนี้ไปกันหมด

ผมต้องสารภาพว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนคนคิดถอนวิชานั้นเช่นกัน แต่เมื่อได้คุยกับเพื่อนฝรั่งหลายคนแล้ว ก็ได้เรียนรู้ว่า กำลังใจและความพยายามสำคัญกว่า การที่บอกว่าเนื้อหาวิชานั้นยากเกินความสามารถนั้นเป็นเพียงข้ออ้างที่ดูถูกตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ในขณะนี้ ผมจึงมุ่งมั่นที่จะเตรียมตัวสอบกลางภาคในอาทิตย์ที่จะถึง ผมต้องขอขอบคุณเพื่อนฝรั่งสำหรับข้อคิดในการดำเนินชีวิตข้อนี้จริงๆ

หลายสิ่งเป็นสิ่งที่ดูยากเย็นแสนเข็ญ แต่ก็คงไม่มีอะไรที่จะเหนือไปกว่าความพยายามของตัวเอง

ตรรกะที่น่าสนใจของคนคิดมาเรียนต่อมีอยู่ว่า การมาเรียนต่อนั้นถือเป็นโอกาสดีของชีวิต ไม่ว่าจะมาเรียนต่อตรงดิ่งจากปริญญาตรี หรือทำงานมาสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยเลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะละเลยไม่ได้ ก็คือการใช้เวลาการเรียนต่อนี้ทำความรู้จักกับตัวเอง พูดคุยและให้กำลังใจตัวเอง รวมถึงสังเกตและทำความเข้าใจกับสังคมและคนรอบข้าง

นอกเหนือจากการแสวงหาความรู้ทางการศึกษาแล้ว เวลาของการเรียนต่อในระดับปริญญาโทนั้นเป็นช่วงเวลาเหมาะเจาะที่จะเรียนรู้ตัวเองเป็นอย่างยิ่ง บางครั้งก็เป็นที่เปลี่ยนผันชีวิตของตัวเองจากอดีต ดังนั้น จุดหมายควรตั้งไว้เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง มิใช่โลกแห่งความฝันและอุดมคติดังที่ได้รับการกล่อมเกลามาจากระบบการศึกษามาแต่ยังเล็กยังน้อย

ผู้ที่สามารถใช้ชีวิตอยู่บนทางสายกลางของโลกทั้งสองนี้ได้อย่างพอดี ผมเชื่อว่าผู้นั้นคือผู้ที่มีความสุขที่สุด