Saturday, February 26, 2005

---เพราะธรรมชาติสอนให้ผมมีความสุขกับชีวิต

รวมบทความเกี่ยวกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการเลี้ยงปลา/ต้นไม้น้ำเป็นงานอดิเรก

Friday, February 25, 2005

แอบดูปลาเขาบอกรักกันกลางทะเลทราย

นิตยสารอควา

นี่คือการเดินทางไกลครั้งแรกของผมในประเทศสหรัฐอเมริกา


ก ารเดินทางข้ามฝั่งจากนิวยอร์ค ไปซานฟรานซิสโก ระหว่างโรงเรียนปิดสปริงเบรก (Spring Break) เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้โลกทัศน์ของผมได้เปิดกว้างขึ้นมาก เที่ยวบินตรงโดยสายการบินโลว์คอส์ตที่จองล่วงหน้ามาเป็นเดือน เป็นโอกาสชั้นดีที่ทำให้ผมไม่ต้องเป็นกบอยู่ในกะลา

เมื่อเครื่องบิ นเหินขึ้นฟ้าจนได้ระดับ กัปตันประกาศดังผ่านไมโครโฟนว่า เที่ยวบินจากนิวยอร์ค (มหานครสุดแผ่นดินตะวันออก ริมฝั่งทะเลแอตแลนติก) สู่ซานฟรานซิสโก (เมืองท่าฝั่งทะเลแปซิฟิก สุดดินแดนตะวันตก) จะใช้เวลาบินทั้งสิ้น 5 ชั่วโมง 56 นาที 2 วินาที เมื่อแรกได้ยิน ก็อดแปลกใจถึงความแม่นยำในการคำนวณเวลาบินของกัปตันไม่ได้ แต่พอเห็นฝรั่งผมหลากสีที่นั่งอยู่เต็มลำยิ้มหวานๆ มุมปาก ก็ต้องร้องอ๋อว่าที่แท้เป็นมุขตลกของเขา สายการบินที่ได้ชื่อว่าทำกำไรดีที่สุดของประเทศนี่เอง

การเดินทางภาย ในประเทศที่ใช้เวลาบินเฉียด 6 ชั่วโมงนั้น ผมถือว่าไกลมาก เวลาบินขนาดนี้ สามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปโตเกียวได้หากเทียบกับการเดินทางในบ้านเรา ก็คงสามารถบินจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ได้ถึง 4-5 เที่ยว และถ้าจะขับรถข้ามฝั่งทวีปในอเมริกาก็คงต้องใช้เวลาหลายวันหลายคืน

เ มื่อปลายปีที่แล้ว พี่วรรณ และพี่หมู คนไทยคู่แรกที่กำลังปั่นจักรยานรอบโลก ใช้เวลาถึง 64 วัน ปั่นจักรยานข้ามฝั่งตะวันตก (จากแอลเอ) มาตะวันออก (ถึงดีซี) รวมระยะทางบนอานจักรยานทั้งหมด 4,959 กิโลเมตร จากระยะทางตะวันตกมาตะวันออกทั้งหมด 6,085 กิโลเมตร พี่ทั้งสองเล่าให้ฟังผ่านอีเมล์ว่า ระยะทางที่ไม่ได้ถีบจักรยานอีก 1,126 กิโลเมตรนั้น เป็นช่วงเทือกเขาด้านตะวันออก ซึ่งในขณะนั้นมีพายุหิมะ และอยู่ในฤดูหนาว

หลังจากบินเพลินเกิน 6 ชั่วโมง ล้อเครื่องบินก็ลงแตะรันเวย์เมืองซานฟรานซิสโกเมื่อกลางดึก เพื่อนแกงค์เดิมที่ได้เดินทางมาถึงซานฟรานฯ
สองสามวันก่อนหน้า มารับผมที่สนามบิน แล้วเรามุ่งหน้าไปยัง “อุทยานแห่งชาติเดธ แวลลี่ (Death Valley National Park)” โดยไม่รอช้า

อ ุทยานแห่งชาติแห่งนี้ เป็นทะเลทราย ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ทั่วบริเวณมีความกว้างใหญ่ถึง 3 336 000 เอเคอร์ (~8,437,695 ไร่ หรือ ~13,500 ตารางกิโลเมตร) บริเวณนี้มีลักษณะเด่นคือ มีปริมาณน้ำฝนน้อย แดดจัด อากาศร้อน และมีแต่ทรายสีน้ำตาลแห้งแล้ง

เรากำลังมุ่งหน้าส ู่ทะเลทราย สถานที่ที่ได้ชื่อว่า “ร้อนจัด” ทั้งๆ ที่ผมเพิ่งหันหลังให้กับกองหิมะขาว (สกปรก) ในเมืองนิวยอร์ค ที่ตกติดต่อกันมาหลายวัน ด้วยเหตุนี้เอง ภาพอเมริกาจึงกว้างใหญ่ต่อความรู้สึกของผมในอีกหนึ่งมิติ โดยอเมริกานอกจากจะกว้างใหญ่ด้วยความห่างไกลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งแล้ ว ยังกว้างใหญ่ในนัยที่มีลักษณะแตกต่างกันของสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศในแต่ละภูมิภาคอีกด้วย

ผมกึ่งหลับกึ่งตื่นตลอดทาง เมื่อพระอาทิตย์เริ่มทอแสงส่งสัญญาณเช้าวันใหม่ เพื่อนตะโกนดัง (พร้อมสะกิดแรง) บอกให้รู้ว่าเรากำลังเข้าสู่ทะเลทรายแล้ว สองข้างทางริมฝั่งถนนเป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ มีต้นไม้ใบหญ้าเตี้ยๆ ขึ้นเป็นกลุ่ม มองออกไปไกล เห็นภูเขาสีน้ำตาลแดงตั้งตระหง่านเป็นช่วงๆ ผู้โดยสารคนอื่นๆ (อีก 2 คน) ตื่นจากภวังค์ พร้อมส่งเสียงให้กำลังใจเพื่อนผู้ทำหน้าที่ขับรถที่ยังไม่มีทีท่าว่าเหน็ดเห นื่อยกับการนั่งอยู่
หลังพวงมาลัยมาตลอด 8 ชั่วโมง ตั้งแต่เมื่อกลางดึกที่เราออกเดินทางจากซานฟรานซิสโก

ผ มทำหน้าที่เป็นไกด์ (โดยไม่มีใครขอร้อง) ชี้ให้เพื่อนดูต้น “โจชัว” (Joshua Tree) ที่ขึ้นสลอนอยู่ริมสองฝั่งทาง พร้อมเล่าด้วยเสียงดังฟังชัด (ตามที่ได้อ่านหนังสือเตรียมพร้อมมาก่อนแล้ว) ว่า ต้นโจชัวนี้เป็นไม้อวบน้ำ (Succulent) เช่นเดียวกับต้นกระบองเพชร พวกมันจะขึ้นอยู่ทั่วไปตามทะเลทราย “โมฮาเว่” (Mohave) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทะเลทรายทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ทางเหนือของรัฐอริโซนา และทางตะวันตกของรัฐเนวาดาทั้งหมด ภาพที่เราเห็นอยู่ข้างทางที่มีต้นโจชัว พร้อมพุ่มไม้เตี้ย กลางพื้นทรายสีน้ำตาล โดยมีทิวเขาสีน้ำตาลแดงที่ฉากหลัง ให้บรรยากาศตะวันตก แบบที่เคยเห็นผ่านตาในหนังคาวบอย (ที่น่าจะฮิตฮอตในสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ของพวกเรา) เพลงแนวอเมริกันคันทรีย์ดังแว่วขึ้นมาในความคิดคำนึง
ถึงแม้ว่าเราจะเกิดไม่ทันยุคทองของเพลงแนวนี้ แต่ก็พอเคยได้ยินคุ้นหูบ้าง

หลังจากตื่นได้สักพัก เราแวะปั๊มน้ำมันข้างทางกลางทะเลทรายเพื่อเข้าห้องน้ำ และเติมน้ำมันรถที่กำลังจะหมดถัง

อ ีก 1 ชั่วโมงต่อมา เราก็มาถึงทางเข้าฝั่งตะวันตกของทะเลทรายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ป้ายทางเข้าอุทยานแห่งชาติปักไว้ชัดเจน ทุกคนหายง่วง และกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันใด ผมลุกลี้ลุกลน และใจจดใจจ่ออยากให้ไปถึงไว ๆ แต่ในขณะเดียวกันนั้น ผมก็ได้ยินท้องของทุกคนร้องประสานเสียงกันเซ็งแซ่

ยิ่งลุ้น ยิ่งรอคอย ยิ่งคาดหวังมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าเวลานานขึ้นเท่านั้น

เ ส้นทางจากทางเข้าที่เราเข้ามานั้น ช่วงแรกเป็นเส้นตรงตัดผ่ากลางที่ราบโล่ง พอผ่านไปก็เริ่มเข้าสู่ช่วงที่พลขับจำเป็นต้องลดความเร็วลงมาก บางช่วงเป็นโค้งหักศอก บางช่วงเป็นทางแคบริมผา บางช่วงเป็นทางลงชัน แต่ก็คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปกับการขับรถในทางที่ลำบาก เพราะทิวทัศน์ตลอดสองเส้นทางนั้นสวยงาม สามารถมองเห็นหุบเขาสีเขียวของพรรณไม้ ตัดสลับกับสีน้ำตาลของภูเขา และทะเลทรายได้ชัดเจน ที่ทางลงหักศอก เราเห็นแสงอาทิตย์ที่ขึ้นทางตะวันออก ส่องแสงนวลทะลุเงาเมฆตกกระทบลงบนแผ่นภูผาใหญ่ เพื่อนตะโกนดังด้วยความตื่นตาว่าเหมือนมีใครเอาสีมาระบายไว้

พระอาทิตย์ ใช้แสงส่องงามแทนพู่กันตวัดแต้มลงบนผืนผ้าภูผา เป็นศิลปะของธรรมชาติที่ต่างคนต่างเห็นในมุมมอง เวลา จังหวะ ในต่างวาระ
ต่างโอกาสกัน

เรานั่งในรถเกือบสองชั่วโมงแล้วตั้งแต่เข้าเขตอุทยานแห่งชาติมา แต่ก็ยังไม่ถึงจุดหมายสักที

ย ิ่งนั่งอยู่ในรถนานเท่าไร ยิ่งได้ซึมซับบรรยากาศรอบตัว พร้อมกับความรู้สึกอบอุ่นจากการได้มาเที่ยวกับเพื่อนที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เ ด็ก ความลุกลี้ลุกลนเริ่มเปลี่ยนไปสู่การปล่อยใจสบาย

เมื่อพระอาทิตย ์ขึ้นตรงหัว เราก็มาถึงที่พักซึ่งเราจองมาก่อนล่วงหน้า บริเวณนี้เป็นจุดหยุดพักจุดใหญ่จุดหนึ่งในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ผืนนี้ ที่จุดดังกล่าวมีโรงแรม ปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร ร้านขายของชำ และร้านขายของที่ระลึก บริเวณนี้จึงมีผู้คนขวักไขว่ มีรถจอด และถอยเข้าถอยออกตลอดเวลา นักท่องเที่ยวทุกคนเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว เพราะจุดชมธรรมชาติแต่ละจุดในทะเลทรายแห่งนี้ห่างไกลกันมาก

เรายัง ไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่กลางดึกคืนก่อน เราจึงแวะสั่งแฮมเบอร์เกอร์แบบอเมริกันแท้ในร้านอาหารของอุทยานฯ ที่ผูกขาดขายอาหารให้นักท่องเที่ยว พร้อมหยุดเก็บของที่ห้องพัก ล้างหน้าล้างตา พอให้ชุ่มชื่นกาย มีพลังเดินทางต่อ ระหว่างนั้นเราวางแผนการท่องเที่ยวของเราในบ่ายวันนี้จากแผนที่และข้อมูลการ ท่องเที่ยว ที่ทำคล้ายหนังสือพิมพ์เล่มเล็ม ที่เราไปหยิบมาฟรีจากเคาท์เตอร์ของเรือนพัก

แม้ที่อุทยานฯ แห่งนี้จะได้ชื่อว่าเป็นทะเลทราย แต่ก็ไม่ถึงกับแห้งแล้งเหมือนกับที่เคยมีอยู่ในมโนภาพ ทะเลทรายที่นี่ไม่ได้มีแต่เม็ดทรายน้ำตาลเพียงอย่างเดียว หากยังมีต้นไม้ต้นหญ้าเขียวขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ แถมเรายังโชคดี มาตรงเวลากับที่ดอกไม้ป่าเบ่งบานพอดี ดอกไม้สีเหลือง ขาว ม่วง ขึ้นสลับสอดแทรกกันสลอน ทางอุทยานฯ ประกาศว่า นักท่องเที่ยวที่มาในปีนี้โชคดีเพราะปีที่แล้วมีปริมาณน้ำฝนตกมากกว่าปกติ จึงทำให้ปีนี้มีดอกไม้ป่าเยอะมากเป็นพิเศษ

บ่ายวันนี้ เราตกลงว่าจะไป “สถานที่ต้องเที่ยว” กัน

เ ราเริ่มตะลุยที่ “Bad water” เป็นที่แรก สถานที่แห่งนี้อยู่ไกลจากที่พักของเรามากที่สุด บริเวณนี้เป็นแอ่งกว้างริมทะเลสาบน้ำเค็ม นักท่องเที่ยวทุกคนจะพลาดที่แห่งนี้ไม่ได้เพราะเป็นจุดต่ำสุดของแผ่นดินอเมร ิกา โดยมีระดับความสูง 282 ฟุต (~86 เมตร) ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เรามาในเวลาที่ฝนเพิ่งหยุดตก จึงยังมีน้ำอยู่ในแอ่งบ้าง ภายในแอ่งน้ำนั้นมีสิ่งมีชีวิตทั้งแมลงน้ำ และหนอนน้ำยึกยืออาศัยอยู่ บริเวณที่แห้งเป็นดินแตกระแหง ผลึกเกลือสีขาวขุ่นเกาะอยู่บนเม็ดดิน

ป ้ายข้อมูลให้ความรู้บอกว่าสถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า “Bad water” ก็เพราะผู้คนยุคบุกเบิก ที่ได้ผ่านมา และเข้ามาทำงานในดินแดนบริเวณนี้เห็นว่า น้ำจากบริเวณนี้เป็นน้ำเค็ม ไม่สามารถนำมาดื่มกินได้ จึงเรียกว่าเป็น “น้ำที่ไม่ดี”

เราใช้เวล าเดิน และถ่ายรูปกันในบริเวณนี้อยู่นาน ผมคิดว่าเพื่อนทุกคนคงรู้สึกเหมือนกันว่าอยากยืดเส้นยืดสายบ้าง แม้ว่าแดดจะร้อนจัด จนทำให้คนไม่มีแว่นตากันแดดอย่างผมเริ่มเกิดอาการมึนหัวเล็กน้อย แต่ผมก็รู้สึกอยากอยู่ที่แห่งนี้ให้นานๆ เพราะอากาศช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเมืองไทยเสียจริง เสื้อผ้าเทอะทะที่เคยต้องสวมใส่กันหนาวเมื่ออยู่นิวยอร์คไม่ต้องมีให้รำคาญก าย ผมใส่เพียงเสื้อยืดตัวเดียวแบบที่เคยชอบสวมใส่เป็นประจำ

ก่อนมืด เราแวะกันที่ “Sand dune” ซึ่งน่าจะเป็นบรรยากาศของความเป็นทะเลทรายจริงๆ อย่างที่เราเคยวาดภาพไว้ในความคิด

“Sand dune” เป็นบริเวณเนินน้อยใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเม็ดทรายที่ถูดพัดมากองก่อกันด้วย แรงลม เสียดายที่เรามาไม่ทันเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งว่ากันว่าเป็นเวลาที่ “Sand dune” ดูสวยงาม และโรแมนติกที่สุด เราสนุกกับการถ่ายรูปได้ไม่นานนัก ก่อนที่พระอาทิตย์จะลับฟ้า บอกลาให้พวกเรากลับที่พัก อากาศที่ร้อนจัดในตอนกลางวันเย็นลงอย่างรวดเร็วจนเรารู้สึกได้ทันที

เรามุ่งหน้ากลับที่พักพร้อมๆ กับนักท่องเที่ยวอีกหลายคน วันแรกอันแสนสุขของทั้งพวกเขาและพวกเราจบลงด้วยรอยยิ้ม

คืนนี้เรานอน (ในห้องพัก) กลางทะเลทราย ที่อุทยานแห่งชาติเดธ แวลลี่ (Death Valley) ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย

ค ืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด แสงดาวบนท้องฟ้าจึงสว่างสุกสกาวสดใส อากาศเย็นลงจนรู้สึกได้ถนัด เหมือนอยู่กันคนละที่กับเมื่อกลางวันที่เพื่อนบนว่าแดดร้อนจ้าจนปวดหัว

ก ่อนเข้านอน ผมซาวเสียงว่าที่ไหน คือไฮไลท์ของวันนี้ เพื่อนทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า ทั้งแอ่งน้ำเค็มจุดต่ำสุดของแผ่นดินอเมริกาที่ “Bad water” และเนินทรายที่ “Sand dune” คือ สถานที่ที่เพื่อนทั้งสี่ประทับใจที่สุด

ผมไม่เห็นด้วย และแย้งว่า สำหรับผมลำธารน้ำเค็มใสแจ๋วกลางทะเลทรายที่ “Salt Creek” คือ สุดยอดในดวงใจ

ผ มยังไม่ได้เล่าว่า ที่เราไปดูพระอาทิตย์ตกที่เนินทราย “Sand dune” ไม่ทันนั้น ก็เพราะผมมัวแต่เถลไถลอยู่เป็นนานที่ลำธารน้ำเค็มที่ “Salt Creek” นี่เอง

ที่ลำธารน้ำเค็มแห่งนี้ เป็นบ้านของเจ้าปลาน้อยปั๊บฟิชน้ำเค็ม (Cyprinodon salinus salinus) ที่เป็นเหตุผลให้ผมอยากเดินทางไกลมาจากนิวยอร์คมายังทะเลทรายแห่งนี้ ก็เพื่อมาดูฝูงปลาน้อยเหล่านี้ให้เห็นด้วยตาตัวเอง

เจ้าปลาปั๊บฟิช น้ำเค็มนี้เป็นญาติห่างๆ กับปลาหัวตะกั่วที่พบในบ้านเรา พวกมันมักอยู่กระจายอยู่ในที่อยู่อาศัยขนาดเล็กจำกัดในเขตทะเลทรายทั่วบริเว ณภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกา และทางตอนเหนือของประเทศเม็กซิโก นักธรณีวิทยาเชื่อว่าเมื่อก่อนดินแดนทะเลทรายเหล่านี้เคยเป็นทะเลมาก่อน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกจึงทำให้สภาพภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงตามไ ปด้วย ปลาปั๊บฟิชที่เคยอยู่ด้วยกันในทะเลใหญ่ก็ต้องถูกแยกออกจากกัน และเมื่อกาลเวลาผ่านไป ปลาปั๊บฟิชที่แยกออกจากกันอยู่ในส่วนต่างๆ ของทะเลทรายนี้ก็สืบทอดเผ่าพันธุ์วิวัฒนาการจนมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ที่นักมีนวิทยา (นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านปลา) เห็นว่าควรจะจับเรียกชื่อให้อยู่กันคนละชนิด (species) กัน

สิ่งที่น ่าแปลกก็คือ ปลาปั๊บฟิชน้ำเค็มนี้ถือว่าเป็นปลาน้ำจืด คือ ไม่ได้อยู่ในทะเล แต่ลำธารที่มันอาศัยอยู่นั้นมีน้ำเค็มปิ๊ดปี๋ เอกสารของทางอุทยานฯ บอกว่าน้ำในลำธารแห่งนี้มีความเค็มกว่าน้ำในทะเลจริงๆ เสียอีก ผมไม่เชื่อ จึงวักน้ำในลำธารกลั้วคอทดสอบรสชาดดู ก็เป็นจริงดังเขาว่า น้ำในลำธารเค็มได้ที่ เหมาะเป็นน้ำกลั้วคอหลังแปรงฟันก่อนเข้านอน

การมาเที่ยวครั้งนี้ นับว่าเราโชคดีสองต่อ โชคชั้นแรกก็คือเรามาถึงในเวลาดอกไม้บานสะพรั่งทั่วไปหมด ส่วนโชคอีกชั้นคือยังเป็นเวลาเหมาะเจาะในฤดูกาลผสมพันธุ์ของปลาน้อยปั๊บฟิชพ อดี

ตามธรรมชาติของปลาชนิดนี้ จะผสมพันธุ์ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เพราะบรรยากาศเอื้ออำนวย อุณหภูมิไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป มีปริมาณน้ำมากด้วยน้ำฝนที่ตกมาลงเมื่อฤดูหนาวที่เพิ่งผ่านมา อีกทั้งยังมีอาหารอันอุดมสมบูรณ์ด้วยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในน้ำ และแมลงที่เผลอบินตกลงมาในลำธาร

ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็นหนุ่มปั๊บฟิชน้ำเค็มแต่งตัวหล่ออวดโฉมสาวปั๊ปฟิชแสนจืดชืด ด้วยการเปลี่ยนสีลำตัวเป็นสีน้ำเงินเหลื่อม คลี่ครีบรอบตัวแผ่ออกสวยงาม และพากันว่ายทวนน้ำแข็งขันป้อล้อสาวน้อยไปมา ผมเห็นแล้ว ก็รู้สึกว่าน่ารักน่าเอ็นดู ต้องแอบดูหนุ่มสาวชาวปั๊บฟิชเขาบอกรักกันอยู่นาน

นานจนเพื่อนแซวว่าระวังจะเป็นตากุ้งยิง

น ้ำในลำธารไม่ลึกมาก และใสแจ๋วจนเห็นตัวปลาได้ชัดเจน ปลาปั๊บฟิชหลากหลายขนาดว่ายทวนน้ำกันแข็งขัน บางครั้งก็ว่ายขึ้นมาทางริมฝั่งลำธาร พอรู้สึกตัวว่าว่ายมาผิดทาง เจ้าปั๊บฟิชก็จะดีดตัวออกเพื่อไปยังส่วนที่มีน้ำด้วยความคล่องแคล่ว ยิ่งในเวลานี้มีหนุ่มหล่อปั๊บฟิชออกมาโชว์ สาว ๆ กันหนาตา การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างหนุ่มจึงมีให้เห็นดาษดื่น หากหนุ่มตัวใดว่ายเพลินรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของพี่เบิ้มที่เปิดอาณานิคมอวดส าวเมื่อไร ก็จะถูกเจ้าบ้านผู้หวงถิ่นว่ายปรี่เข้ามาไล่งับโจมตีในทันที การชกต่อยขับไล่กันนี้เกิดขึ้นบ่อย แต่เคราะห์ดีที่ไม่รุนแรงจนถึงกับเลือดตกยางออก เมื่อปลาหนุ่มที่ผิดถิ่นรู้สึกตัว ก็หลีกทางออกไปแต่โดยดี

ดูปลาน้อย ทะเลาะกัน ก็ทำให้หวนคิดถึงเวลาเมื่อเป็นเด็กตัวเล็กถูกจับเข้าโรงเรียนประจำให้กิน นอน เล่มร่วมกันกับเด็กอีกหลายสิบ เรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งในเรื่องไม่เป็นเรื่องเกิดขึ้นบ่อย แม้ว่าพวกเราชกต่อยแสดงฝีไม้ลายมือของจอมแก่นกันบ้าง แต่ก็จะลงเอยด้วยการกอดคอกันทุกครั้งไป

ผมมีความสุขกับการดูปลาหลายร ้อยตัวที่ว่ายกันขวักไขว่ในลำธารน้ำเค็มแห่งนี้มาก จนต้องขอเพื่อนให้พามาอีกในวันรุ่งขึ้น โชคดีที่เพื่อนเริ่มเหนื่อยแรงกันแล้ว จึงไม่กระปรี้กระเปร่าอยากไปเที่ยวที่อื่นที่ไหนอีก เพื่อนยอมแวะให้ผมลงมาที่ลำธารแห่งนี้อีกวัน แต่พวกเขานั่งรอแช่แอร์เย็นอยู่ในรถ ท่ามกลางความร้อนผ่าว และแห้งแล้งกลางทะเลทราย

ผมนั่งลงถ่ายรูปที่ริมลำธารอย่างใกล้ชิด ข้อศอกแนบติดดินเพื่อตั้งกล้องให้อยู่ใกล้กับปลาในลำธารให้มากที่สุด ดูเหมือนว่ากล้องถ่ายรูปจะเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ระยะทางระหว่างเราอยู่ใกล้กัน มากขึ้น เวลาผ่านไป ตัวผมยิ่งเข้าใกล้กับผืนทรายริมฝั่ง ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ จนผมรู้สึกว่าไม่มีอะไรขวางกั้นระหว่างผมและเจ้าปลาน้อยที่ผมเฝ้าฝันถึงตั้ง แต่ตัวหนาวสั่นกลางหิมะที่มหานครนิวยอร์ค

ทันใดนั้น ผมได้ยินฝรั่งแหม่มดังแว่วมาไกลๆ ผมไม่ได้สนใจ เพราะกำลังยินดีปรีดากับการได้อยู่กับเจ้าปลาน้อยใกล้ๆ

เ สียงแหม่มฝรั่งเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินเป็นแว่วๆ คล้ายว่าหล่อนกำลังต้องการพูดด้วย ผมคาดว่าหล่อนคงจะถามด้วยความสนใจว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ดังที่เคยถูกถามเมื่อ ครั้งก้มหน้าน้อมตัวถ่ายรูปปลาที่เมืองไทย

แต่ทำไมเสียงนั้นถึงแข็งกระด้าง และหยาบกร้านเหลือเกิน

จ นในที่สุดก็พอจับใจความได้ว่าหล่อนกำลังต่อว่าผมอยู่ต่างหาก หล่อนต่อว่าที่ผมลงไปอยู่ใกล้ลำธารจนเกินไป พร้อมให้เหตุผลว่าการกระทำอย่างนี้จะเปลี่ยนทางเดินของน้ำในลำธาร อันจะมีผลต่อเจ้าปลาน้อย พร้อมไล่ให้ผมขึ้นไปอยู่บนทางเดินไม้สำหรับเดินลึกเข้าไปในบริเวณ

ผม เถียงว่าผมเพียงแค่ถ่ายรูปเจ้าปลาน้อยนี่อยู่เท่านั้น และการกระทำของผมย่อมไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเดินของน้ำในลำธารแต่อย่าง ใด ผมนั่งด้วยลงอย่างแผ่นเบา เพื่อที่จะให้ใกล้เจ้าปลาน้อยที่ผมชื่นชม

จากหนึ่งแหม่ม กลายเป็นสองแหม่มเข้ามารุมต่อว่าผม และว่าผมด้วยเสียงแข็งกร้าว

เพื่อนที่ลงมาด้วยกัน บอกเป็นภาษาไทยให้ผมขึ้นมาเถิด อย่าไปเถียงเขาเลย เพราะคงจะไม่มีประโยชน์อันใด

ผ มโกรธจนคิดอะไรไม่ออก มาคิดได้ว่าน่าจะหยิบจดหมายที่ผมได้รับจากส่วนจัดการพันธุ์ปลาและสัตว์ป่าขอ งอเมริกา (United States Fishes and Wildlife Service -USFWS) เรื่องข้อมูลของปั๊บฟิชในทะเลทรายอเมริกาฯ ที่ผมสอบถามไปมาให้ดู แต่ก็คิดได้เมื่อกลับขึ้นรถมาแล้ว

ผมศึกษามาก่อนว่าการกระทำแบบไหนที่จะส่งผลกระทบต่อปลา และคงหลีกเลี่ยงไม่ทำสิ่งนั้นอย่างแน่นอน

ท ี่น่าโมโหมากไปกว่านั้นก็คือ ขณะเราเดินกลับไปขึ้นรถ เราเห็นสองแหม่มจอมยุ่งยืนอยู่ที่ลานจอดรถ และในบริเวณนั้นก็มีหนุ่มฝรั่งกำลังยืนย่ำอยู่ริมลำธารเช่นกัน แต่ทำไมสองแหม่มอวดดีนี้ไม่ยักเข้าไปต่อว่าหนุ่มฝรั่งคนนี้เลย

ผมบ่นอุบให้เพื่อนฟัง เพื่อนบอกว่าให้ใจเย็น ๆ ด้วยรู้ว่าผมเป็นคนไม่ยอมใคร และจะไม่จบเรื่องนี้ง่ายๆ แน่ๆ

ผมเชื่อเพื่อน มากกว่าอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเอง

เ พราะผมเป็นเด็กหัวดำหรือ เขาจึงมาดุว่าอย่างนั้น ผมตั้งคำถามให้กับตัวเองมาตลอดทางกลับซานฟรานซิสโก จนเมื่อกลับถึงนิวยอร์คเกือบสองอาทิตย์ให้หลังนี่ล่ะ ที่คลายความไม่พอใจลงได้

ผมหยุดโกรธ และรู้สึกนึกชื่นชมระบบการจัดการอุทยานแห่งชาติของอเมริกันแทน เขาสามารถส่งสารอบรมให้ประชาชนมีความรู้สึกรักและหวงแหนในทรัพยากรแห่งชาติไ ด้อย่างประสบความสำเร็จ คนที่มาเที่ยวอุทยานฯ ช่วยรัฐเป็นหูเป็นตาดูสอดส่องดูแลความเรียบร้อย แม้ว่าจะเลือกปฏิบัติ และสุดโต่งเกินเลยไปบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่ช่วยป้องกันสิ่งที่ไม่ได้คาดคิด

ถ้าเด็กหัวดำค นนั้นไม่ใช่ผมที่กำลังนั่งถ่ายรูปอยู่ แต่เป็นคนอื่นที่กำลังแกล้งเจ้าปั๊บฟิช หรือขุดหลุมเล่นทรายละเอียดอยู่ริมลำธาร การเข้ามา ห้ามปรามของแหม่มทั้งสองนั้นก็คงจะเป็นวิธีการที่ช่วยป้องกันการรบกวนธรรมชา ติอย่างได้ผล

ผมกำลังทำรายงานเกี่ยวกับนโยบายสิ่งแวดล้อมเรื่องปลาปั ๊บฟิชอยู่พอดี จึงได้รู้ว่า ในยุค 1970 ที่มีการพัฒนาที่ดินเป็นแปลงเกษตร การสูบน้ำบาดาลมาใช้อย่างมหาศาล ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในทะเลทรายซึ่งเป็นที่อยู่ของปั๊ปฟิช จนทำให้มีจำนวนลดน้อยลงนั้น ทางรัฐบาลอเมริกันฯ พร้อมด้วยองค์กรปลาทะเลทราย (Desert Fishes Council) ที่เป็นองค์กรภาคประชาชนที่เป็นห่วงเป็นใยกลัวว่าปั๊บฟิชจะสูญพันธุ์ ได้ทำการรณรงค์ให้ชาวอเมริกันตระหนักถึงปั๊บฟิชอย่างแข็งขัน มีการทำสติ๊กเกอร์ “Save the Pupfish“สำหรับติดหลังรถด้วย ในขณะเดียวกัน ทางรัฐก็จัดการนำเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องบริษัทพัฒนาที่ดินให้หยุดสูบน ้ำใต้ดินขึ้นมาใช้รดน้ำแปลงเกษตรจนเกินพอดี และจำกัดปริมาณการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่ไม่มีผลกร ะทบต่อการดำรงอยู่ของปั๊บฟิชที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

เขาใช้ปั๊บฟิชเป็นตัวแทนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่กำลังถูกรบกวนในยุคที่การรุกรานของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นในอัตราเร็วจี๋

แ ม้ในปัจจุบัน ที่ทุกอย่างลงเอยกันด้วยดี เอกสารนำเที่ยวของอุทยานฯ ยังพูดถึงปั๊บฟิช และปัญหาที่กำลังรุกรานอยู่ ปัญหาเรื่องน้ำใต้ดินโดยฟาร์มเกษตรที่อยู่ติดๆ กันนั้นถูกจัดการแล้ว แต่ปัญหาระดับโลกอย่างปรากฏการณ์เรือนกระจก ที่ทำให้โลกร้อนขึ้น (Global Warming) ซึ่งย่อมมีผลต่อปริมาณน้ำที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ จากการผันผวนของฤดูกาล และการระเหยของน้ำในปริมาณมาก

นอกจากนี้ การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของเมืองที่อยู่ห่างออกไปเช่นเมืองลาสเวกัส ในรัฐเนวาดา เมืองฟินิกซ์ ในรัฐอาริโซนา และเมืองลอสแองเจลลิส ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ต้องดึงทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้นั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับปลาน้อยเหล่านี้

ชาวอเมริกาคงต้อง มานั่งคิดกันหนักว่าจะเลือกอะไรในอนาคต ระหว่างการพัฒนาของเมือง และการรักษาสภาพแวดล้อม รวมทั้งสรรพชีวิตต่างๆ ที่พึ่งพาอาศัยอยู่กับระบบของธรรมชาตินั้นๆ

เรื่องสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนานั้นยากเย็นแสนเข็ญ ก็เพราะคำว่า “รักพี่เสียดายน้อง” นั้นไม่มี

ห มายเหตุ ติดตามการเดินทางหลังอานของพี่วรรณ และพี่หมู สี่น่องนักปั่นได้ที่ www.thaibikeworld.com และเชิญดูรายละเอียดปลาในทะเลทรายชนิดต่างๆ ได้ที่เวปไซต์ขององค์กรปลาทะเลทรายที่ www.desertfishes.org

Thursday, February 24, 2005

เรื่อง (งูๆ) ปลาๆ

2 มิถุนายน 2548

ว่ากันว่า การเลี้ยงปลานั้นเป็นงานอดิเรกที่ฝรั่งให้ความนิยมเป็นอันดับต้นๆ รองจากการถ่ายรูปไม่มาก

เ มื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมงานสัมมนาประจำปีของสมาคมผู้เลี้ยงปลาหัวตะกั่วแห่งประ เทศอเมริกา (American Killifish Association) ที่จัดขึ้นในเมืองวอชิงตันดีซี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านในมหานครนิวยอร์ก นั่งรถทัวร์สบายๆ เพียงสี่ชั่วโมงก็ไปถึงเมืองหลวงได้แล้ว ผมถือเป็นโอกาสเปิดหูเปิดตาตัวเอง อยากดูสิว่าฝรั่งเขาทำ “เรื่องลำลอง” อย่างงานอดิเรกให้เป็นเรื่อง “มีสาระ” กันอย่างไร และมีอะไรบ้าง

ปลา หัวตะกั่ว หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “คิลลี่ฟิช” นี้ประกอบไปด้วยปลากหลากหลายชนิด ชื่อว่าคิลลี่ฟิช ดูเหมือนโหดร้ายทารุณ แต่จริงๆ แล้วคำว่าคิลลี่นั้นแผลงมาจากภาษาเยอรมัน ซึ่งใช้เรียกปลาน้อยที่อาศัยอยู่ในลำธาร ฝรั่งเขาใช้เรียกปลากลุ่มหนึ่ง ที่ส่วนใหญ่มีสีสันจัดจ้าน ออกลูกเป็นไข่ บ้างก็แปะไข่ซ่อนไว้ตามพืชน้ำริมตลิ่ง บ้างก็ไข่ไว้ในดิน

ส ิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับปลาหัวตะกั่วบางชนิดอยู่ที่วงจรชีวิตของมันซึ่งใช้เว ลาส่วนหนึ่งอยู่ในน้ำ และส่วนหนึ่งอยู่ในดินชื้น ปลาตระกูลหัวตะกั่วโดยเฉพาะที่มาจากประเทศแถบแอฟริกา และอเมริกาใต้ จะมีชีวิตและออกลูกโดยฝังไข่หลายร้อยฟองไว้ในโคลนดินยามหน้าฝน พอน้ำลดแห้งลงในหน้าแล้ง พ่อแม่ปลาก็จะตายไป ทิ้งไว้แต่ไข่ในดินแห้งเพื่อรอฟักยามฝนมาเยือนในฤดูกาลหน้า มีรายงานว่าเจอปลาเหล่านี้ตามร้อยปลักควาย หรือตามรอยเท้าช้างในป่าลึก เป็นอัศจรรย์ของธรรมชาติจริงๆ

หากไม่นับการจัดประมูลปลาในวันที่สองแ ล้ว การสัมมนาประจำปีจริงๆ ในครั้งนี้ก็จัดขึ้นหนึ่งวันเต็มๆ ใ นช่วงเช้ามีการนำปลาที่เข้าร่วมประกวดออกมาแสดง ขายสลากชิงรางวัลซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์การเลี้ยงปลา และพบกลุ่มย่อยของผู้สนใจปลาหัวตะกั่วในกลุ่มต่างๆ ตั้งแต่กลุ่มปลาหัวตะกั่วที่ไข่ในดินดังที่เพิ่งเล่า ปลาหัวตะกั่วจากทวีปอเมริกาใต้ ปลาหัวตะกั่วที่พบในอเมริกา และปลาหัวตะกั่วที่พบในแถบเอเชีย ซึ่งรวมปลาหัวตะกั ่วชนิดเดียวที่พบในประเทศไทยด้วย ฯลฯ กลุ่มย่อยนักเลี้ยงปลาแต่ละกลุ่มจะมานั่งสุมหัวพูดคุยกันเกี่ยวกับประสบการณ ์ในการเลี้ยงและการเพาะพันธุ์ รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของปลาแต่ละชนิดในธรรมชาติ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงปลาหัวตะกั่วแต่ละกลุ่มชนิดเป็นผู้ดำเนินการ สนทนา

เ วลาในช่วงบ่ายเริ่มมีสีสันขึ้นบ้าง มีกำหนดการที่อัดแน่นไปด้วยการบรรยายหลายหัวข้อ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องสภาพในธรรมชาติและสถานะของการใกล้สูญพันธุ์ของปลาห ัวตะกั่วแต่ละชนิด ไฮไลท์ของวันอยู่ที่ประสบการณ์การไปจับปลาหัวตะกั่วในประเทศกาบองของนักเลี้ ยงปลาชาวสวิสเซอร์แลนด์คนหนึ่งที่ทางสมาคมฯ เชิญมาบรรยาย นอกจากนี้ยังมีการประชุมถึงทิศทางการดำเนินของสมาคมแบบเปิด นั่นคือให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางก ารดำเนินงานของสมาคมฯ ได้

ส มาคมปลาหัวตะกั่วฯ แห่งนี้มีแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน คือ มุ่งส่งเสริมให้สมาชิกแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ อีกยังมุ่งให้เข้าใจสภาพธรรมชาติของปลาหัวตะกั่วแต่ละชนิดในธรรมชาติ โดยเสนอว่าการนำมาปลามาเลี้ยงนี้สามารถเป็นแนวทางหนึ่งในการรักษาไว้ซึ่งชนิ ดพันธุ์ปลาที่กำลังได้รับอันตรายในธรรมชาติ โดยเฉพาะจากการสูญเสียแหล่งอาศัย ซึ่งมักมาควบคู่กับแนวคิดด้านการพัฒนา โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย สมาคมนี้เขาคัดค้านการผสมข้ามสายพันธุ์กัน หรือแม้แต่ผสมข้ามแหล่งอาศัยในธรรมชาติอย่างสุดตัว

โ ดยรวมแล้ว ผมชอบใจกับทุกประสบการณ์ที่ได้พบเห็นและเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสัมมนาขอ งสมาคมฯ ของผู้ที่เพียงเลี้ยงปลาเป็นงานอดิเรกมาก แต่ที่ประทับใจที่สุดเห็นจะเป็น สาระที่ผมได้เข้าประชุมแบบเปิดของสมาคมฯ ที่สมาชิกเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยมีประธานสมาคมเป็นผู้ดำเนินการสนทนาแบบที่ฝรั่งเรียกว่าการประชุมโต๊ะกลม สมาชิกได้พูดคุยกันถึงแนวทางของสมาคมฯ ในอนาคต ซึ่งรวมไปถึงการดำเนินงานของสมาคม และการตอบแทนสังคมโดยเฉพาะในด้านการอนุรักษ์ เขาพูดคุยกันอย่างลึกซึ้ง เป็นเหตุเป็นผล และสร้างสรรค์

ภ ายในเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งของช่วงระยะการประชุมนี้ มีเรื่องหนึ่งที่สะกิดใจขึ้นมาทันที มีสมาชิกคนหนึ่งยกมือตั้งข้อสังเกตในทำนองว่า “งานอดิเรกธรรมชาติ” (organic hobby) นั้นสามารถเป็นกลไกสร้างจิตสำนึก และผลลัพธ์ของการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภายภาคหน้าอย่างมีประสิทธ ิภาพ (ประหยัดและถูก) และมีประสิทธิผล (ส่งผลในวงกว้าง) นับว่าเป็นข้อสังเกตที่อธิบายว่าจะทำเรื่องส่วนตัวให้เป็นเรื่องที่มีผลต่อส ่วนรวมได้อย่างไรได้ดีทีเดียว

ก ารที่คนๆ หนึ่งมีงานอดิเรกธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงปลา เลี้ยงหมา เลี้ยงแมว หรือการดูนกตกปลา อีกทำสวน ดำน้ำ เดินป่า ฯลฯ ย่อมจะทำให้เขาได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ จนสามารถรู้สึกได้ถึงความสำคัญของธรรมชาติ และมีจิตใจที่จะรักษาไว้ซึ่งธรรมชาตินั้นๆ อย่างเข้าอกเข้าใจ ผมเห็นว่างานอดิเรกธรรมชาตินี้สามารถใช้เป็นปัจจัยในการคาดเดาอนาคตของสังคม หนึ่งๆ ว่าจะเป็นสีเขียวสดใสงดงามเพียงใดได้ดีทีเดียว

ใ นสังคมปัจจุบันที่เริ่มเข้าสู่การเป็นเมืองเข้าทุกวันเช่นนี้ ผมเห็นว่าการให้คุณค่าต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติอย่างไม่มีเงื่อนงำแอบแฝงนี ้เป็นเรื่องที่ควรตระหนักอย่างยิ่ง ตามธรรมดาแล้ว คนชนบทที่อยู่อาศัยพึ่งพิงกับธรรมชาติย่อมเห็นความจริงในข้อนี้ดี เพราะป่าเขาลำเนาไพรนั้นแยกออกจากชีวิตเขาไม่ได้

ห ลายครั้งผลร้ายที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่เกิดจากความไ ม่ตั้งใจ แต่นั่นก็มิใช่ข้ออ้างที่ควรแก่สังคมจะรับไว้ได้ ความไม่ตั้งใจนั้นเกิดไม่ได้เกิดขึ้นจากอะไรอื่นนอกจากความไม่ใส่ใจ และความรู้สึกว่าปัญหานั้นเป็นเรื่องไกลตัว ในทางหนึ่งงานอดิเรก (ซึ่งเป็นกิจกรรมของคนเมือง) ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติดังที่ได้กล่าวมานี้ดูจะเป็นความหวังที่ทำให้ความห ่างไกลของวิถีมนุษย์และธรรมชาติเข้าใกล้ขึ้นบ้าง

ส มาชิกของสมาคมปลาหัวตะกั่วคนหนึ่งเคยเป็นครูสอนในโรงเรียนประถมฯ ของอเมริกาอีกให้ข้อสังเกตว่า วิชาวิทยาศาสตร์ที่สอนกันในหลักสูตรส่วนใหญ่นั้นให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ ทางชีววิทยาน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นการพูดถึงเรื่องทางฟิสิกส์ เคมี หรือภูมิศาสตร์ สมาชิกอีกคนหนึ่งเล่าว่าในชุมชนของเขาเพิ่งสร้างโรงเรียนประถมฯ เสร็จด้วยงบประมาณถึง 38 ล้านเหรียญ แต่เหตุใดไม่ยักมีตู้ปลาให้เด็กได้เรียนรู้ชีวิตสัตว์อย่างง่ายดายบ้าง

ส มาชิกคนอื่นๆ ยกมือแสดงความเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกันว่า การส่งเสริมงานอดิเรกธรรมชาติเป็นเรื่องที่จะต้องปลูกฝังในวัยเด็ก โดยเฉพาะช่วงอายุ 5-7 ข วบ ซึ่งเป็นเวลาที่เด็กมีพัฒนาการและเรียนรู้ได้ดี เราจะเริ่มปลูกเมล็ดพืชหวังผลให้เกิดความดีงามของมนุษย์ต่อธรรมชาติเรื่องนี ้กันอย่างไร ทุกคนเห็นพร้อมกันว่าต้องผ่านที่บ้าน และโรงเรียน ซึ่งเป็นสถาบันกล่อมเกลาทางสังคม ที่มีอิทธิพลต่อเด็กในวัยนี้มากที่สุด

เ มื่อได้ยินได้ฟัง ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องนี้แล้วก็ชวนให้ย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องของ เพื่อนเลี้ยงปลาชาวมาเลเซียของผมคนหนึ่ง นอกจากเขาจะเป็นนักดูนกชั้นแนวหน้าของมาเลเซียแล้ว ยังเป็นนักสำรวจและเลี้ยงปลาน้ำจืดโดยเฉพาะปลาท้องถิ่นฝีมือฉกาจอีกด้วย

ห นึ่งปีเต็มพอดีที่ผมเจอเขาครั้งล่าสุด ตอนนั้นผมเพิ่งเข้าทำงานใหม่ๆ แต่ก็ตัดสินใจอย่างฉับพลันว่าจะขอลาหยุดไปเดินป่าฝนเขตร้อนบนเกาะบอร์เนียวต ามความมุ่งมั่นในวัยเด็กก่อนสักครั้ง โดยเฉพาะในเวลาที่ยังมีกำลังกายและใจ อยู่ในช่วงชีวิตวัยหนุ่มเช่นนี้ อีกยังกลัวว่าชีวิตการทำงานจะปิดโอกาสนี้เสียในอนาคตที่ต้องมีภาระหน้าที่คว ามรับผิดชอบอย่างเต็มตัว

เ พื่อนจีนมาเลย์อายุแก่กว่าผมมากกว่าหนึ่งรอบคนนี้มารับผมที่สนามบินเพื่อไปจ ับปลาทันทีเมื่อเครื่องบินเที่ยวกลับจากเมืองกูชิงในรัฐซาราวัคแล่นลงแตะรัน เวย์ของสนามบินชานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เขาพาผมนั่งรถขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าไปยังป่าพรุที่อยู่ห่างออกไปราวชั่วโมงกว่ า นั่งคุยกันสนุกสนานระหว่างทางจนรู้สึกเหมือนไม่นาน สักพักเขาก็เลี้ยวรถออกจากทางด่วน แล้วลัดเลาะไปตามชนบทถิ่นมาเลย์ ริมสองข้างทางครึ้มไปด้วยสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผลผลิตส่งออกหลักของประเทศ เขาเล่าให้ผมฟังว่าอย่างนั้น

ส ักพักเขาก็หยุดรถจอดหน้าลำธารข้างถนน และบอกผมว่านี่เป็นที่ประจำที่เขามักมาจับปลากัดเฉพาะถิ่นชนิดหนึ่งที่พบเจอ แต่ในบริเวณที่เดียวในโลก ลำธารที่ว่านี้มีน้ำสีดำใสเหมือนชา อันเป็นลักษณะสำคัญที่จะบอกว่านี่เป็นบริเวณป่าพรุ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ มีเศษใบไม้แห้งร่วงหล่นทับถมกันจนทำให้น้ำเป็นสีดำเช่นนี้ นอกจากปลากัดที่เขาจะพาผมมาดูแล้ว เขายังชี้ให้ดูปลาซิวตัวจิ๋ว ซึ่งเมื่อมองจากด้านบนจะเห็นจุดเล็กสีแดงที่หัวน่าแปลกตา เขาบอกว่าปลาซิวนี้เป็นปลาซิวชนิดใหม่ และกำลังอยุ่ในระหว่างการบรรยายลักษณะทางอนุกรมวิธานโดยนักมีนวิทยาด้วย

เ มื่อเดินไปรอบๆ ผมก็ยังสังเกตเห็นพืชน้ำในตระกูลไส้ปลาไหล ซึ่งมีลักษณะเป็นเหง้าฝังอยู่ใต้ดินและออกดอกคล้ายบัว ผมรู้มาว่าต้นไม้น้ำชนิดนี้พบได้ในที่จำกัด เฉพาะในแหล่งลำธารและแอ่งน้ำบริเวณป่าพรุเท่านั้น

เ ขาบอกว่าเมื่อตะกี้เขาเกือบจะขับผ่านไปแล้ว เพราะดูไม่คุ้นตาพิกล พร้อมกันก็ได้ชี้ให้ผมดูรถตักดินคันใหญ่ที่กำลังเตรียมพื้นที่ป่าพรุซึ่งเป็ นที่เขาเคยย่ำสำรวจปลาในครั้งก่อน เขาเล่าต่อว่าสวนปาล์มน้ำมันกำลังขยายกว้างออกมาเรื่อยๆ พื้นที่ในรอบบริเวณนั้น แม้จะดูเขียวขจี แต่ผมก็รู้สึกว่าเป็นความเขียวขจีแบบประหลาดๆ เพราะความรู้สึกเต็มไปด้วยต้นไม้นั้นคือภาพของใบปาล์มดูเหมือนกันไปหมด ไม่เหมือนสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่หลากหลายอย่างที่คุ้นตาเลย

ห ลังจากนั้น ผมก็ได้ยินเพื่อนมาเลย์คนนี้บ่นพร่ำตลอดเวลาถึงการบุกรุกของสวนปาล์มน้ำมันท ี่เขาพอจะคาดเดาได้ ผมถามเขาว่าทำไมถึงไม่ทำอะไรสักอย่างล่ะ จะปล่อยไว้อย่างนี้หรือ

ค ำตอบที่ผมได้รับฟังแล้วเหมือนตลกร้าย เขาบอกว่าไม่มีใครคิดอย่างเขาหรอก คนอื่นเขาทำปาล์มน้ำมันกันรวยๆ ทั้งนั้น อีกยังเป็นเรื่องที่รัฐบาลของเขาสนับสนุนอีกด้วย กะอีแค่ปลาตัวเล็กๆ แบบนี้ใครจะไม่สนใจ เขาก็อ้างได้ว่าปลาแบบนี้ที่อื่นก็มี อยู่ในน้ำใสๆ ดำๆ แบบนี้ล่ะ แต่ก็หารู้ไม่ว่าปลาในแต่ละที่นั้นแตกต่างกันมาก ปลาในที่นั้นก็อาจจะเป็นคนละชนิดกับที่เห็นอยุ่ในนี้อย่างแน่นอน

ปลา ยเดือนที่แล้ว ผมได้รับจดหมายอิเลคทรอนิกส์จากเขา เพื่อนชาวมาเลย์ของผมคนนี้ส่งข้อความสั้นๆ มาเล่าว่า “บ ริเวณป่าพรุที่เราไปจับปลากันในวันนั้น ตอนนี้หายไปแล้ว เมื่อตอนต้นปี เขากับนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่งกลับไป และเห็นพื้นที่เหล่านั้นโดนถางจนเรียบโกร๋นเป็นนรก เขารู้สึกเซ็งมาก”

ค งไม่มีใครตอบได้หรอกว่าจะเลือกอะไร ระหว่างการเปลี่ยนพื้นที่ป่าพรุที่ว่าเป็นสวนปาล์มน้ำมันดังที่เป็นอยู่ กับการเก็บไว้ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาตัวน้อย และอีกหลายสรรพชิวีตในธรรมชาติ

แ ต่ถ้าให้นักท่องธรรมชาติตัวจริงอย่างเพื่อนของผมคนนี้เป็นคนตัดสินใจเลือก เขาย่อมที่จะเลือกอย่างหลังที่จะเก็บธรรมชาติไว้อย่างที่มันควรจะเป็นมากกว่ า

เราจะเลือกแนวทางไหน มีวิธีที่จะสอนและปลูกฝังให้เข้าใจกันได้ไม่ยาก วิธีที่ว่าจะช่วยให้เรามองและปฎิบัติต่อธรรมชาติอย่างเขาอกเข้าใจ

“งานอดิเรกธรรมชาติ เริ่มได้ที่ตัวเอง” ผมจะตอบว่าอย่างนี้ ฟังแล้วดูเหมือนโฆษณาไหมล่ะครับ

Wednesday, February 23, 2005

บางครั้ง...ผมก็เกลียดการเดินทาง

ตามปกติแล้ว ผมเป็นคนชอบเดินทาง (หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นคนไม่ชอบอยู่กับบ้าน) แต่วันนี้ รู้สึกว่าเกลียดการเดินทางขึ้นมาจับใจ

ว ันนี้ ผมเพิ่งกลับมาจากงานในวันที่สองของการสัมนาประจำปี ของสมาคมปลาหัวตะกั่วฝรั่งของประเทศอเมริกา ซึ่งจัดขึ้นในเมืองวอชิงตัน ดีซี ในวันหยุดยาวสุดสัปดาห์ (วันจันทร์นี้ ฝรั่งอเมริกันเขาหยุดวันเมมโมเรียลเดย์) งานในวันนี้ เป็นการประมูลปลาตั้งแต่เที่ยง ผมไปถึงที่จัดสัมนาราวบ่ายโมงกว่าๆ และร่วมงานประมูลจนถึงสี่โมงเย็น พร้อมกลับบ้านด้วยปลาหัวตะกั่วยักษ์ที่มีพื้นเพจากประเทศไนจีเรียหนึ่งคู่

ปลาหัวตะกั่วน้องใหม่ที่ผม (ได้แต่) หิ้วกลับบ้าน (ของเพื่อน) นี้มีชื่อว่า "หัวกั่วโจสเตตไอ" (Fundulopanchax sjoestedti) ซึ่งเป็นปลาที่ได้รับรางวัลที่ 3 (เชียวนะ) จากการประกวดที่เป็นส่วนหนึ่งของการสัมมนา ผมใฝ่ฝันที่จะเป็นเจ้าของเจ้าหัวกั่วชนิดนี้มานานนมแล้ว เพราะได้ยินเสียงเล่าลือเสียงเล่าอ้างว่าเป็นหนึ่งในปลาที่มีสีสันสวยงาม อีกยังมีขนาดที่ใหญ่ผิดปกติวิสัยจากหัวกั่วทั่วไปด้วย โดยจะใหญ่ยาวได้ถึง 5-6 นิ้วเลยทีเดียว ในขณะที่หัวกั่วทั้งไทยและเทศจะยาวเพียงแค่ประมาณ 2 นิ้วเท่านั้น

ปลาหัวตะกั่วโจสเตตไอ (Fundulopanchax sjoestedti)

ผ มให้เพื่อนรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าซึ่งผมมาพักอยู่ด้วยเป็นคนยกป้ายประมูล (หลังจากพูดจาหว่านล้อมให้พี่เขาอยากเลี้ยงปลามาตั้งแต่เมื่อคืนก่อน ด้วยเพราะอยากจะสร้างความประทับใจให้พี่เขาชอบเลี้ยงปลา เพื่อจะได้เป็นเพื่อนเลี้ยงปลากัน) การประมูลเป็นไปอย่างดุเดือด แต่สนุกสนานและตื่นตาตื่นใจ เพื่อนทั้งสองคนที่ผมชวนมาด้วยกันเห็นพ้องต้องกันว่า ตั้งแต่มาอยู่ที่อเมริกา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่รู้สึกว่าเป็น "ฝรั่ง" ที่สุด เพราะมีแต่เราที่เป็นคนเอเซียหัวดา นอกนั้นก็เป็นฝรั่งตาน้ำข้าว (ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีอายุราว 40-60 ขวบ) ทั้งหมด

เวลาระหว่างประมูลถือเ ป็นเวลาที่ผมคิดว่ามีสีสันที่สุด การรวมกันของคนคอเดียวกันทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือเดียวดาย อีกยังทำให้ได้พูดคุยกับเพื่อนที่รู้จักกันมานาน แต่เพิ่งได้มาพบกันโดยมิได้นัดหมายในงานครั้งนี้ด้วย ต่างคนต่างมองป้ายชื่อของกันและกัน แล้วก็ร้องอ๋อด้วยความตื่นเต้น พร้อมยกมือจับกันเป็นการทักทาย

คนหนึ่งเคยอ่านบทความที่ผมเคยเขียนไว้เกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้สังเกตการผสมพันธุ์ของปลาหมอแคระสีลูกกวาดซึ่งกำลังเป็นที่นิยม คนหนึ่ง (ซึ่งบินไกลมาจากสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อมาพูดเรื่องการประสบการณ์จับปลาหัวตะกั่วในประเทศกาบอง) เคยมาเมืองไทยเมื่อปีสองปีก่อนแล้วได้พบกับมัจฉามิตรคนหนึ่งแล้วแนะนำต่อกัน มาอีกที อีกเขายังได้เคยอ่านบทความเรื่องสำรวจต้นไม้น้ำที่ผมเคยส่งไปตีพิมพ์ในวารสา รเลี้ยงต้นไม้ในเยอรมัน อีกคนหนึ่งเราเคยติดต่อกันสมัยผม ยังอยู่เมืองไทย และกำลังบ้าเห่อเลี้ยงปลาหมอแคระจากอเมริกาใต้ คนนี้จำได้ดีว่าผมอยากได้ปลาอะไร จึงบอกว่าเขายังมีนะ ถ้าว่างเขาจะเอาลงมาให้จากบอสตัน เพราะแฟนของเขาบ้านอยู่นิวยอร์กเหมือนกัน

อบอุ่นจริงๆ ครับ

ร ุ่นพี่ของผมอยากเลี้ยงปลา ผมจึงแนะนำให้เลี้ยงปลาหัวกั่วโจสเตตไอ ที่ผมชอบจับจิตร พี่เขายกป้ายประมูลได้ในราคา 25 เหรียญ ซึ่งผมขอเป็นจ่ายเงินเอง เนื่องจากไม่อยากรู้สึกผิดว่าตัวเองอาจจะไปยัดเยียด (โดยไม่รู้ตัว จากการพูดจาหว่านล้อมจนเกินไป) ให้เพื่อนรุ่นพี่ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ อีกใจหนึ่ง ก็แหม...นี่เป็นหนึ่งในปลาในฝันนี่ เราก็อยากได้อยากเป็นเจ้าของมานานแสนนานแล้ว

ระหว่างทางกลับบ้าน ผมก็มานั่งคิดว่าทำไมผมถึงไปเอาปลากลับบ้านมาเลี้ยงเองที่นิวยอร์กให้มันรู้ แล้วรู้รอดไป ทำไมต้องฝากเลี้ยงไว้บ้านคนอื่นด้วย และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมทำพฤติกรรมเยี่ยงนี้

ตอนนี้ ผมมีตู้ปลาหนึ่งตู้ (ซึ่งเป็นตู้เล็กขนาด 3 แกลลอน ใส่ต้นไม้น้ำ และปลาซิวจิ๋วจากบอร์เนียวที่ไม่เคยเลี้ยงรอดสักครั้งที่เมืองไทย) อยู่ที่บ้านเพื่อนสาวของผมที่ซานฟรานซิสโก และกำลังจะมีอีกตู้หนึ่งที่วอชิงตันดีซี

ทำไม ผมถึงไม่มีตู้ปลาและปลาน้อยคอยแหวกว่ายให้ผมดูเวลาเหงา ผมชอบปลา ผมชอบน้ำ เพราะปลาและน้ำทำให้ผมสบายใจ และลืมเวลา

ทำไม ผมจึงต้อง "ฝากเลี้ยง" ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ด้วยนะ

ต อนเด็กๆ สมัยอยู่โรงเรียนประจำ ผมก็เคยมีประสบการณ์คล้ายๆ แบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง คือ ผมฝากเลี้ยงปลาทะเลหนึ่งตู้ที่คอนโดของเพื่อนแม่ซึ่งอยู่แถวๆ ซอยอารีย์ ริมคลองประปาฯ ก่อนกลับบ้านในวันเสาร์อาทิตย์ก็จะไปซื้อปลาพร้อมอุปกรณ์ต่างๆ มาจัดตกแต่ง หากคิดถึงหนักก็ต้องทำตัวเป็นเด็กไม่ดีแอบปีนรั้วหนีโรงเรียนมาดูปลาที่บ้าน เพื่อนแม่ (บางครั้งก็เกินเลย แวะร้านขายปลา หรือตลาดขายส่งปลาไปด้วย)

ย ิ่งพอเข้ามหาวิทยาลัย ก็ต้องซ้อมรักบี้ซึ่งทำให้กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ทุกวัน จึงทำให้หายขาดไปจากการเลี้ยงปลาในช่วงสองสามปีแรก พอปีสุดท้าย ถึงได้กลับมาเลี้ยงปลาอีกครั้ง แต่นั่นก็ยังทำให้ผมทำสิ่งที่ผมรักได้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ผมรู้สึกว่า การเลี้ยงปลาทำให้ชีวิตผมมีความสมดุล ไม่หนักอึ้งจนเกินไปจากการทำงาน และการศึกษาเล่าเรียน

อ ุปสรรคสำคัญทำให้ผมไม่สามารถมีตู้ปลา และเลี้ยงปลา ก็เพราะการที่ผมต้องเดินทางบ่อย (เพราะผมชอบที่จะเดินทางไปนู่นมานี่) และไม่เคยได้อยู่ที่ไหนติดๆ สักครั้ง

ผมฝันกลางวันว่าอยากมีห้องเลี้ ยงปลาใหญ่ๆ ที่บ้าน พอกลับมาบ้านแล้วก็ปิดไฟห้อง เปิดไฟตู้ปลานับร้อยในห้องปลาให้หมด แล้วก็นั่งทอดสายตาไปตามลำตัวอันปลิ้วไหวของปลา พร้อมลีลาอันอ่านช้อยและงดงามของมัน

ผมจะมีโอกาสทำอย่างนี้ไหมหนอ

ผมจะหวังว่าจะเจอเวลาในอนาคตหลังเรียนจบได้ไหมหนอ

ไ ม่อยากคิดเลยว่าหน้าที่การงานที่ต้องกลับไปทำตามหน้าที่อาจจะต้องทำให้ต้องเ ดินทางบ่อย และไม่ได้อยู่ติดกับที่ ดังที่เพื่อน และรุ่นพี่ที่ทำงานหลายคนบอก (ขู่) ไว้จะเป็นเรื่องจริง

นี่ล่ะครับ สาเหตุที่ทำให้ "บางครั้ง...ผมก็เกลียดการเดินทางจนเข้าไส้"

Tuesday, February 22, 2005

ร้านขายปลาที่ดีที่สุดในโลก (ของผม)





หากมีเวลาว่างเมื่อใด สถานที่ที่ผมแวะเวียนไปเป็นประจำก็คือ "ร้านขายปลา" ไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งในเมืองนอกเมืองนา

มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผมมักทำเป็นกิจวัตรเมื่อเดินก้าวพ้นประตู้ร้าน

นั่นก็คือ ผมจะให้คะแนนร้านนั้น ตามมาตรฐานความชอบใจส่วนตัว

เ มื่อวานนี้ ถือได้เป็นวันที่อาจจะทำให้มาตรฐานการให้คะแนนของผมสูงขึ้น เมื่อได้มาร้านขายปลาแห่งหนึ่งในเมืองซานฟรานซิสโก ขณะมาเยี่ยมเพื่อนระหว่างเรียนต่อปริญญาโทในประเทศอเมริกาอันกว้างใหญ่

ผมรู้สึกทันทีคล้ายว่าไม่อยากไปร้านไหนอีกต่อไปแล้วจากนี้

ร้านใดๆ ที่ว่าใหญ่ ที่ว่าดี ที่ว่าแจ๋ว ที่ว่ามีปลาหลากหลายเพียงใด ไม่ว่าจะเมืองไทยหรือเมืองนอก

เทียบร้านขายปลาที่ผมกำลังจะเล่านี้ไ่ม่ได้ทั้งสิ้นด้วยประการทั้งปวง

เ้จ้าของทำในสิ่งที่ตนรู้ และรัก
แม้ว่าจะเพิ่งรู้จักกับเขาเป็นวันแรก แต่ก็ได้คุยกันนานพอสมควร นานจนจะพอชื่นชมเขาได้ด้วยใจจริง

ผ มไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามของเขา ผมแนะนำตัวว่าผมเป็นนักเลี้ยงปลาผู้โหยหาจากเมืองไทย เขาก็บอกว่าเขามาจากพม่า ด้วยความรู้สึกตรงกันว่าเราต่างมาจากมิตรประเทศ เราก็จับมือกันตามธรรมเนียมฝรั่ง คุยต่อจึงได้รู้ว่าเขาอพยพหนีมาอยู่อเมริกาได้ 19 ปีแล้ว ผมถามว่าเคยกลับไปพม่าอีกไหม เขาตอบโดยไม่ต้องคิดว่าไม่เคยกลับไปเลย เพราะ "เกลียด" รัฐบาลพม่าจนเข้าไส้ เมื่อได้คำตอบอย่างนี้แล้ว ผมก็มิกล้าที่จะชวนคุยในประเด็นล่อแหลมอย่างนี้่ต่อ จึงกลับไปคุยเรื่องปลาๆ แทน

น้ำหม่องหน้าตี๋คนนี้คงอายุใกล้ 50 ปี เขาบอกว่าเขาเริ่มธุรกิจนี้ในเมืองซานฟรานซิสโกได้ 18 ปีแล้ว เมื่อก่อนเขาเคยทำธุรกิจค้าพลอย และไปๆ มาๆ ในฮ่องกง ตอนเด็กๆ แม่ของเขาสร้างบ่อปลาให้ และเขาก็มักจะลงไปว่ายเล่นกับหมู่มัจฉาในบ่อปลานั้น พออพยพย้ายครอบครัวที่ประกอบไปด้วยเมีย และลูกมานี่ ก็หันมาทำธุรกิจร้านขายปลาท้องถิ่นเต็มตัว

ระหว่างคุยกันออกรส มีคนไทยจุงมาปอมเปอร์เรเนียนขนฟูเข้ามาพอดี น้ำหม่องฯ แนะนำให้ผมกับพี่คนไทยรู้จักกัน คุยกันก็ได้ความพี่คนนี้เลี้ยงปลาทองอยู่ที่บ้าน และมักมีปลาทองป่วยบ่อยๆ นี่ก็เลยแวะเข้ามาซื้อยากลับไปให้ปลาทองกิน เมื่อก่อนยังเคยเอาปลาทองให้เขามารักษาเลย แต่พอเอากลับไปบ้านไม่นานก็ตายท้องหงาย

ผมว่าเรื่องนี้คลาสสิกชะมัด เรื่องแบบนี้ที่ลูกค้าเข้ามาขอความช่วยเหลือใหช่วยดูแลปลาทองตาแป๋ว เจ้าของหิ้วปลาป่วยใส่ถังตุเลงๆ มาให้เจ้าของร้านที่รับรักษาด้วยใจยินดี พอปลาหายป่วยก็มารับกลับบ้าน และก็แวะเวียนมาคุยขอแนะนำกันสม่ำเสมอ จนเหมือนคนข้างบ้าน

ส องเรื่องที่เล่ามานี้ชวนใ้ห้คิดถึงบรรยากาศแบบเป็นกันเองและลำลอง ที่เคยรุ้สึกได้เมื่อไปอยู่กับชาวบ้านถึงหนึ่งเดือนเต็มสมัยเรียนอยู่มหาวิท ยาลัย ระบบคิดของชนบทเกี่ยวกับการค้าขายนั้นเกิดขึ้นในทำนองว่า ข้าวของน่ะมีไว้ขายก็จริง แต่ก็เป็นไปเพื่อให้สังคมเล็กนั้นๆ อยู่ได้ ไม่มีใครเอาเปรียบใครและใคร เงินมีหน้าที่เป็นตัวกลางของการแลกเปลี่ยนสิ่งของอย่างเป็นธรรม มิใช่เป็นปัจจัยแห่งความโลภ

ก่อนกลับบ้าน ผมก็นึกในใจตามประสาคนเมืองว่า น่าจะซื้อของติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง การมาคุยเกือบสองชั่วโมงและเดินดูปลาในร้านของเขาเป็นสิบรอบแบบนี้อาจจะทำเส ียมารยาทก็เป็ นได้ ผมจึงบอกน้ำหม่องฯ ว่า จะขอซื้อปลาหัวตะกั่วลายปล้องจากแอฟริกา (Epiplaty annulatus) หนึ่งคู่

แต่เขาก็ทำในสิ่งทีผมไม่คาดคิด

น้าหม่องฯ ก็็ถามผมว่ามีตู้แล้วเหรอ ผมก็บอกว่ามีตู้เล็กๆ อยู่แล้วที่บ้าน เลี้ยงปลาซิืวจิ๋วบอร์เนียว (Sundadanio axelrodi) มาได้เกือบเดือนแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา แต่แกกลับบอกผมว่า ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งรีบร้อน อย่าเพิ่งเอาปลากลับไปเลย พรุ่งนี้เอาน้ำใส่ขวดมาให้ตรวจเช็คสภาพดูก่อนเถิด เพราะน้ำในเมืองซานฟรานซิสโก แม้ว่าจะดีปลอดภัยสำหรับปลา แต่ก็ไว้ใจไม่ค่อยได้ แล้วค่อยซื้อกลับบ้านไปในวันพรุ่งนี้ดีกว่า

คนขายเป็นห่วงปลาก็มีกับเขาด้วย เรื่องแบบนี้น่ารักจริงๆ

ปลาดี และมีความสุข
ผ มรู้จักร้านโอเชี่ยน อควาเรี่ยมของน้าหม่องหน้าตี๋ จากชายหน้าจีนที่ผมพบระหว่างรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินเมืองฮูสตัน ในรัฐเท็กซัส ระหว่างเดินทางจากนิวยอร์กมาซานฟรานซิสโก

ชายหน้าจีนที ่ว่าใส่เสื้อยืดที่มีรูปปลาหัวตะกั่วแอฟริกา แล้วเดินมานั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับผม ระหว่างผมกำลังสลึมสลือนอนสัปหงกอยู่บนเก้าีอี้ฝั่งตรงข้ามนี้ ก็ลืิมตามาเห็นชายหน้าตี๋ในเสื้อตัวดังกล่าว ผมรู้แน่ว่านี่คือคนที่ผมคุยด้วยได้ ผมจึงชวนคุยว่าเลี้ยงปลาอยู่หรือ คนคอเดียวกันไม่ว่าจะชาติใดภาษาไหนก็ไม่มีวันที่จะสือสารกันไม่รู้เรื่อง ผมคุยกับเขาเรื่องสัพเพเหระเกี่ยวกับปลา และเมื่อรู้ว่าเขาก็เป็นคนซานฟรานฯ จึงไม่ลืมจะสอบถามว่ามีร้านขายปลาไหนที่น่าจะแนะนำบ้าง

เขาบอกร้านขา ยปลาในเมืองซานฟรานซิสโกที่ผมน่าจะชอบประมาณ 4-5 ร้าน ผมหยิบสมุดโน๊ตขึ้นมาจดด้วยใจตื่นเต้น ร้านของน้าหม่องฯ นี้เป็นชื่อแรกที่เขาบอก และผมก็จำชื่อถนนที่ฟังคุ้นหูได้แม่นใจ

วันต่อมา แม้จะไม่มีสมุดโน๊ตนั้นอยู่ในมือ แต่ใจก็พาผมไปร้านโอเชี่ยน อควาเรียม โดยไม่ต้องหลงทาง

ร ้านแห่งนี้อยู่ในตรอกหลิบที่ดูน่ากลัวและวังเวง ไม่น่าล่ะ หนุ่มหน้าตี๋คนนั้นถึงบอกว่าให้ไปในเวลากลางวัน ห้ามไปในเวลาหลังโพล้เพล้เด็กขาด เพราะอาจจะทำให้ไม่ได้เลี้ยงปลาไปตลอดชีวิต ทางเข้าเป็นประตูเล็กๆ อยู่ในตึกเก่า ข้างในมืดทึม แต่กลับส่องสว่างด้วยไฟที่ส่องออกจากตู้ปลาหลายร้อยตู้ที่วางเรียงรายลึกเข้ าไปในตึก บรรยากาศเย็นสบายอย่างน่าประหลาด แม้จะเป็นห้องทีี่ไม่มีหน้าต่างแม้แต่บานเดียว

ตู้ปลาขนาดต่างๆ วางเรียงรายลึกเข้าไป ที่น่าสะกิดตาก็คือ ทุกตู้ล้วนมีต้นไม้น้ำปลูกไว้ คล้ายเจ้าของร้านพยายามสร้างระบบนิเวศจำลองขึ้นมาเพื่อให้ปลาอยู่สุขสบาย และก็เป็นดังที่แกตั้งใจ หากสังเกตดีๆ ปลาหลายชนิดที่เจ้าของร้านเตรียมไว้ขาย ก็ออกลูกออกหลานภายในตู้นั้นก่อนไปถึงมือลูกค้า

การที่ปลาจะออกลูกได้นั้น นักเลี้ยงปลาจะรุ้กันดีว่ามันทั้งยากและง่าย หากสภาพเหมาะสม ปลาก็จะออกลูกให้เจ้าของได้ไม่ลำบาก

ด ูเหมือนว่าน้าหม่องฯ จะชอบเลี้ยงปลาในตู้เล็กๆ เป็นพิเศษ เพราะทุกมุมหลืบของร้าน นอกจากตู้ปลาขนาดยาวสัก 24" - 36" วางเรียงรายกันไปแล้ว ก็ยังมีตู้เล็กๆ หน้ากว้างสัก 10" - 12" วางทั่วด้วย และในตู้นั้นๆ ก็มักจะเป็นปลาตัวเล็กเพียงชนิดเดียว

การที่ตู้ปลาทุก ตู้มีต้นไม้น้ำ ที่เติบโตอย่างสมบูรณ์นั่นหมายถึงระบบนิเวศที ่สมบูรณ์ มีกลไกคล้ายธรรมชาติจำกัดของเสียและโรคภัยไข้เจ็บ จึงสังเกตได้ชัดว่าปลาทุกตัวในร้านนั้นอยุ่ในสภาพที่แข็งแรงมาก โดยเฉพาะปลาที่มาจากธรรมชาติ (wild-caught) จะไม่มีสภาพท้องคอด ว่ายเป๋ไป๋ ดังที่เห็นกันบ่อยๆ ในร้านขายปลาทั่วไปเลย

เมื่อเราเริ่มพูดคุยกันถู กคอแล้ว เจ้าของร้านอย่างน้าหม่องฯ ก็อวดระบบกรองน้ำเสียของแกให้ดูว่าใช้ระบบธรรมชาติ โดยใช้แรงลมดันน้ำจากในตู้ขึ้นไปบนรางพลาสติกที่วางพาดไว้บนตู้ ในรางพลาสติกนั้นมีต้นไม้ปลูกไว้ใต้แสงไฟจากหลอดนีออนที่ติดไว้ด้านบน น้ำที่ถูกแรงลมดันขึ้นมาจากในตุ้ก็จะไหลผ่านรากไม้ไปยังอีกฝั่งด้านหนึ่งที่ เจาะรูไว้ให้น้ำไหลกลับเข้าตู้ รากต้นไม้จะดูดของเสียต่างๆ จากในตู้เพื่อให้ตัวเองเจริญเติบโต

อะไรช่างจะประจวบเหมาะเช่นนี้ ผมกำลังวางแผนจะทำห้อง (มุม) เลี้ยงปลาเล็กๆ ที่บ้านเมืองไทยอยู่พอดิบพอดี เมื่อได้มาเห็นระบบกรองน้ำแบบธรรมชาติของน้าหม่องฯ แล้วก็ทำให้เกิดความคิดว่านี่ล่ะที่ถูกใจใช่เลยที่ผมต้องการ มีตู้เล็กๆ เลี้ยงปลาตุ้ละชนิด และใช้ระบบกรองน้ำที่ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำ เพียงแต่เติมน้ำอย่างเีดียว หน้าที่ของผู้เลี้ยงก็คือให้อาหารแก่ปลาน้อย และปล่อยให้ธรรมชาติเป็นคนดูแลอย่างที่มันเป็นในโลกแห่งความเป็นจริง

ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น

ปลาน้ำจืดในโลกนี้มีหลายพันหมื่นชนิด และก็หลายพันหมื่่นชนิดเช่นกันที่ผู้คนมีกิเลสนำมาเลี้ยงไว้ในตู้ปลา

ผ มก็เป็นหนึ่งที่มีกิเลสทีว่า ได้เลี้ยงปลาชนิดหนึ่งแล้วก็ไม่พอ ใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของปลาอีกหลายๆ ชนิด บางชนิดอยุ่ไกลถึงแอฟริกา หรืออเมริกาใต้ บางครั้งจึงได้แต่มองดูรูปด้วยสายตาหยดย้อย และน้ำลายหกบ่อยๆ

ที่ร้านน้ำหม่องฯ นี่ล่ะ ที่ำทำให้ผมเห็นปลาบางชนิดตัวเป็นๆ ที่เคยเห็นแต่บนกระดาษพิมพ์

ช ่างเป็นโชคของผมเหลือเกิน ที่น้าหม่องฯ แกชอบปลาเล็กๆ สายพันธุ์แท้อย่างผมเสียด้วย จึงทำให้ร้านของแกไม่มีปลาที่มาจากการพัฒนาสายพันธุ์อย่างเช่นปลาทอง หรือปลาหมอครอสบรีด (ชื่อเฉพาะของปลาหมอที่นำมาผสมข้ามพันธุ์กันไปมา จนทำให้ได้รูปร่างและสีสันแปลกพิกล) เลย ดังนั้น ปลาในร้านของน้ำหม่องฯ แทบทุกตู้ จึงทำให้ผมตื่นจาตื่นใจ จนแทบควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ไม่อยู่

ป ลาในสต็อกของน้าหม่องฯ นี้มีตั้งแต่ปลาหมอแคระลายแถบจากแอฟริกา (Ctenopoma ansorgii) ปลาหมอแคระหางพริ้วจากอเมริกาใต้ (Dicrossus filamentosus) ปลาซิวแอฟริกา (Lepidarchus adonis) เรื่อยจนไปถึงปลาโกบี้น้ำจืดแอฟริกา (Awaous lateristriga) ปลาเทวดาป่าจมูกยาว (Pterophyllum dumerilli) และปลาปอมปาดัวร์ป่า ปลาเหล่านี้คือปลาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต และเฝ้าฝันอยากเห็นตัวเป็นๆ กับเขามานาน

ผมเดินไปเดินมาจากตุ้โน้นตู้นี้สลับกับพูดคุยกับน้ำหม่องจนร้านแกใกล้ปิด ผมยังรุ้สึกว่ายังดูปลาในร้านไม่ทั่วอย่างจุใจ

ก่อนกลับเมื่อลาจากในเย็นวันนั้น ผมบอกว่าแล้วผมจะมานั่งคุยกับน้าหม่องฯ ทุกวัน