นิตยสารอควา
นี่คือการเดินทางไกลครั้งแรกของผมในประเทศสหรัฐอเมริกาก ารเดินทางข้ามฝั่งจากนิวยอร์ค ไปซานฟรานซิสโก ระหว่างโรงเรียนปิดสปริงเบรก (Spring Break) เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้โลกทัศน์ของผมได้เปิดกว้างขึ้นมาก เที่ยวบินตรงโดยสายการบินโลว์คอส์ตที่จองล่วงหน้ามาเป็นเดือน เป็นโอกาสชั้นดีที่ทำให้ผมไม่ต้องเป็นกบอยู่ในกะลา
เมื่อเครื่องบิ นเหินขึ้นฟ้าจนได้ระดับ กัปตันประกาศดังผ่านไมโครโฟนว่า เที่ยวบินจากนิวยอร์ค (มหานครสุดแผ่นดินตะวันออก ริมฝั่งทะเลแอตแลนติก) สู่ซานฟรานซิสโก (เมืองท่าฝั่งทะเลแปซิฟิก สุดดินแดนตะวันตก) จะใช้เวลาบินทั้งสิ้น 5 ชั่วโมง 56 นาที 2 วินาที เมื่อแรกได้ยิน ก็อดแปลกใจถึงความแม่นยำในการคำนวณเวลาบินของกัปตันไม่ได้ แต่พอเห็นฝรั่งผมหลากสีที่นั่งอยู่เต็มลำยิ้มหวานๆ มุมปาก ก็ต้องร้องอ๋อว่าที่แท้เป็นมุขตลกของเขา สายการบินที่ได้ชื่อว่าทำกำไรดีที่สุดของประเทศนี่เอง
การเดินทางภาย ในประเทศที่ใช้เวลาบินเฉียด 6 ชั่วโมงนั้น ผมถือว่าไกลมาก เวลาบินขนาดนี้ สามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปโตเกียวได้หากเทียบกับการเดินทางในบ้านเรา ก็คงสามารถบินจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ได้ถึง 4-5 เที่ยว และถ้าจะขับรถข้ามฝั่งทวีปในอเมริกาก็คงต้องใช้เวลาหลายวันหลายคืน
เ มื่อปลายปีที่แล้ว พี่วรรณ และพี่หมู คนไทยคู่แรกที่กำลังปั่นจักรยานรอบโลก ใช้เวลาถึง 64 วัน ปั่นจักรยานข้ามฝั่งตะวันตก (จากแอลเอ) มาตะวันออก (ถึงดีซี) รวมระยะทางบนอานจักรยานทั้งหมด 4,959 กิโลเมตร จากระยะทางตะวันตกมาตะวันออกทั้งหมด 6,085 กิโลเมตร พี่ทั้งสองเล่าให้ฟังผ่านอีเมล์ว่า ระยะทางที่ไม่ได้ถีบจักรยานอีก 1,126 กิโลเมตรนั้น เป็นช่วงเทือกเขาด้านตะวันออก ซึ่งในขณะนั้นมีพายุหิมะ และอยู่ในฤดูหนาว
หลังจากบินเพลินเกิน 6 ชั่วโมง ล้อเครื่องบินก็ลงแตะรันเวย์เมืองซานฟรานซิสโกเมื่อกลางดึก เพื่อนแกงค์เดิมที่ได้เดินทางมาถึงซานฟรานฯ
สองสามวันก่อนหน้า มารับผมที่สนามบิน แล้วเรามุ่งหน้าไปยัง “อุทยานแห่งชาติเดธ แวลลี่ (Death Valley National Park)” โดยไม่รอช้า
อ ุทยานแห่งชาติแห่งนี้ เป็นทะเลทราย ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ทั่วบริเวณมีความกว้างใหญ่ถึง 3 336 000 เอเคอร์ (~8,437,695 ไร่ หรือ ~13,500 ตารางกิโลเมตร) บริเวณนี้มีลักษณะเด่นคือ มีปริมาณน้ำฝนน้อย แดดจัด อากาศร้อน และมีแต่ทรายสีน้ำตาลแห้งแล้ง
เรากำลังมุ่งหน้าส ู่ทะเลทราย สถานที่ที่ได้ชื่อว่า “ร้อนจัด” ทั้งๆ ที่ผมเพิ่งหันหลังให้กับกองหิมะขาว (สกปรก) ในเมืองนิวยอร์ค ที่ตกติดต่อกันมาหลายวัน ด้วยเหตุนี้เอง ภาพอเมริกาจึงกว้างใหญ่ต่อความรู้สึกของผมในอีกหนึ่งมิติ โดยอเมริกานอกจากจะกว้างใหญ่ด้วยความห่างไกลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งแล้ ว ยังกว้างใหญ่ในนัยที่มีลักษณะแตกต่างกันของสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศในแต่ละภูมิภาคอีกด้วย
ผมกึ่งหลับกึ่งตื่นตลอดทาง เมื่อพระอาทิตย์เริ่มทอแสงส่งสัญญาณเช้าวันใหม่ เพื่อนตะโกนดัง (พร้อมสะกิดแรง) บอกให้รู้ว่าเรากำลังเข้าสู่ทะเลทรายแล้ว สองข้างทางริมฝั่งถนนเป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ มีต้นไม้ใบหญ้าเตี้ยๆ ขึ้นเป็นกลุ่ม มองออกไปไกล เห็นภูเขาสีน้ำตาลแดงตั้งตระหง่านเป็นช่วงๆ ผู้โดยสารคนอื่นๆ (อีก 2 คน) ตื่นจากภวังค์ พร้อมส่งเสียงให้กำลังใจเพื่อนผู้ทำหน้าที่ขับรถที่ยังไม่มีทีท่าว่าเหน็ดเห นื่อยกับการนั่งอยู่
หลังพวงมาลัยมาตลอด 8 ชั่วโมง ตั้งแต่เมื่อกลางดึกที่เราออกเดินทางจากซานฟรานซิสโก
ผ มทำหน้าที่เป็นไกด์ (โดยไม่มีใครขอร้อง) ชี้ให้เพื่อนดูต้น “โจชัว” (Joshua Tree) ที่ขึ้นสลอนอยู่ริมสองฝั่งทาง พร้อมเล่าด้วยเสียงดังฟังชัด (ตามที่ได้อ่านหนังสือเตรียมพร้อมมาก่อนแล้ว) ว่า ต้นโจชัวนี้เป็นไม้อวบน้ำ (Succulent) เช่นเดียวกับต้นกระบองเพชร พวกมันจะขึ้นอยู่ทั่วไปตามทะเลทราย “โมฮาเว่” (Mohave) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทะเลทรายทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ทางเหนือของรัฐอริโซนา และทางตะวันตกของรัฐเนวาดาทั้งหมด ภาพที่เราเห็นอยู่ข้างทางที่มีต้นโจชัว พร้อมพุ่มไม้เตี้ย กลางพื้นทรายสีน้ำตาล โดยมีทิวเขาสีน้ำตาลแดงที่ฉากหลัง ให้บรรยากาศตะวันตก แบบที่เคยเห็นผ่านตาในหนังคาวบอย (ที่น่าจะฮิตฮอตในสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ของพวกเรา) เพลงแนวอเมริกันคันทรีย์ดังแว่วขึ้นมาในความคิดคำนึง
ถึงแม้ว่าเราจะเกิดไม่ทันยุคทองของเพลงแนวนี้ แต่ก็พอเคยได้ยินคุ้นหูบ้าง
หลังจากตื่นได้สักพัก เราแวะปั๊มน้ำมันข้างทางกลางทะเลทรายเพื่อเข้าห้องน้ำ และเติมน้ำมันรถที่กำลังจะหมดถัง
อ ีก 1 ชั่วโมงต่อมา เราก็มาถึงทางเข้าฝั่งตะวันตกของทะเลทรายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ป้ายทางเข้าอุทยานแห่งชาติปักไว้ชัดเจน ทุกคนหายง่วง และกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันใด ผมลุกลี้ลุกลน และใจจดใจจ่ออยากให้ไปถึงไว ๆ แต่ในขณะเดียวกันนั้น ผมก็ได้ยินท้องของทุกคนร้องประสานเสียงกันเซ็งแซ่
ยิ่งลุ้น ยิ่งรอคอย ยิ่งคาดหวังมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าเวลานานขึ้นเท่านั้น
เ ส้นทางจากทางเข้าที่เราเข้ามานั้น ช่วงแรกเป็นเส้นตรงตัดผ่ากลางที่ราบโล่ง พอผ่านไปก็เริ่มเข้าสู่ช่วงที่พลขับจำเป็นต้องลดความเร็วลงมาก บางช่วงเป็นโค้งหักศอก บางช่วงเป็นทางแคบริมผา บางช่วงเป็นทางลงชัน แต่ก็คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปกับการขับรถในทางที่ลำบาก เพราะทิวทัศน์ตลอดสองเส้นทางนั้นสวยงาม สามารถมองเห็นหุบเขาสีเขียวของพรรณไม้ ตัดสลับกับสีน้ำตาลของภูเขา และทะเลทรายได้ชัดเจน ที่ทางลงหักศอก เราเห็นแสงอาทิตย์ที่ขึ้นทางตะวันออก ส่องแสงนวลทะลุเงาเมฆตกกระทบลงบนแผ่นภูผาใหญ่ เพื่อนตะโกนดังด้วยความตื่นตาว่าเหมือนมีใครเอาสีมาระบายไว้
พระอาทิตย์ ใช้แสงส่องงามแทนพู่กันตวัดแต้มลงบนผืนผ้าภูผา เป็นศิลปะของธรรมชาติที่ต่างคนต่างเห็นในมุมมอง เวลา จังหวะ ในต่างวาระ
ต่างโอกาสกัน
เรานั่งในรถเกือบสองชั่วโมงแล้วตั้งแต่เข้าเขตอุทยานแห่งชาติมา แต่ก็ยังไม่ถึงจุดหมายสักที
ย ิ่งนั่งอยู่ในรถนานเท่าไร ยิ่งได้ซึมซับบรรยากาศรอบตัว พร้อมกับความรู้สึกอบอุ่นจากการได้มาเที่ยวกับเพื่อนที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เ ด็ก ความลุกลี้ลุกลนเริ่มเปลี่ยนไปสู่การปล่อยใจสบาย
เมื่อพระอาทิตย ์ขึ้นตรงหัว เราก็มาถึงที่พักซึ่งเราจองมาก่อนล่วงหน้า บริเวณนี้เป็นจุดหยุดพักจุดใหญ่จุดหนึ่งในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ผืนนี้ ที่จุดดังกล่าวมีโรงแรม ปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร ร้านขายของชำ และร้านขายของที่ระลึก บริเวณนี้จึงมีผู้คนขวักไขว่ มีรถจอด และถอยเข้าถอยออกตลอดเวลา นักท่องเที่ยวทุกคนเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว เพราะจุดชมธรรมชาติแต่ละจุดในทะเลทรายแห่งนี้ห่างไกลกันมาก
เรายัง ไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่กลางดึกคืนก่อน เราจึงแวะสั่งแฮมเบอร์เกอร์แบบอเมริกันแท้ในร้านอาหารของอุทยานฯ ที่ผูกขาดขายอาหารให้นักท่องเที่ยว พร้อมหยุดเก็บของที่ห้องพัก ล้างหน้าล้างตา พอให้ชุ่มชื่นกาย มีพลังเดินทางต่อ ระหว่างนั้นเราวางแผนการท่องเที่ยวของเราในบ่ายวันนี้จากแผนที่และข้อมูลการ ท่องเที่ยว ที่ทำคล้ายหนังสือพิมพ์เล่มเล็ม ที่เราไปหยิบมาฟรีจากเคาท์เตอร์ของเรือนพัก
แม้ที่อุทยานฯ แห่งนี้จะได้ชื่อว่าเป็นทะเลทราย แต่ก็ไม่ถึงกับแห้งแล้งเหมือนกับที่เคยมีอยู่ในมโนภาพ ทะเลทรายที่นี่ไม่ได้มีแต่เม็ดทรายน้ำตาลเพียงอย่างเดียว หากยังมีต้นไม้ต้นหญ้าเขียวขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ แถมเรายังโชคดี มาตรงเวลากับที่ดอกไม้ป่าเบ่งบานพอดี ดอกไม้สีเหลือง ขาว ม่วง ขึ้นสลับสอดแทรกกันสลอน ทางอุทยานฯ ประกาศว่า นักท่องเที่ยวที่มาในปีนี้โชคดีเพราะปีที่แล้วมีปริมาณน้ำฝนตกมากกว่าปกติ จึงทำให้ปีนี้มีดอกไม้ป่าเยอะมากเป็นพิเศษ
บ่ายวันนี้ เราตกลงว่าจะไป “สถานที่ต้องเที่ยว” กัน
เ ราเริ่มตะลุยที่ “Bad water” เป็นที่แรก สถานที่แห่งนี้อยู่ไกลจากที่พักของเรามากที่สุด บริเวณนี้เป็นแอ่งกว้างริมทะเลสาบน้ำเค็ม นักท่องเที่ยวทุกคนจะพลาดที่แห่งนี้ไม่ได้เพราะเป็นจุดต่ำสุดของแผ่นดินอเมร ิกา โดยมีระดับความสูง 282 ฟุต (~86 เมตร) ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เรามาในเวลาที่ฝนเพิ่งหยุดตก จึงยังมีน้ำอยู่ในแอ่งบ้าง ภายในแอ่งน้ำนั้นมีสิ่งมีชีวิตทั้งแมลงน้ำ และหนอนน้ำยึกยืออาศัยอยู่ บริเวณที่แห้งเป็นดินแตกระแหง ผลึกเกลือสีขาวขุ่นเกาะอยู่บนเม็ดดิน
ป ้ายข้อมูลให้ความรู้บอกว่าสถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า “Bad water” ก็เพราะผู้คนยุคบุกเบิก ที่ได้ผ่านมา และเข้ามาทำงานในดินแดนบริเวณนี้เห็นว่า น้ำจากบริเวณนี้เป็นน้ำเค็ม ไม่สามารถนำมาดื่มกินได้ จึงเรียกว่าเป็น “น้ำที่ไม่ดี”
เราใช้เวล าเดิน และถ่ายรูปกันในบริเวณนี้อยู่นาน ผมคิดว่าเพื่อนทุกคนคงรู้สึกเหมือนกันว่าอยากยืดเส้นยืดสายบ้าง แม้ว่าแดดจะร้อนจัด จนทำให้คนไม่มีแว่นตากันแดดอย่างผมเริ่มเกิดอาการมึนหัวเล็กน้อย แต่ผมก็รู้สึกอยากอยู่ที่แห่งนี้ให้นานๆ เพราะอากาศช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเมืองไทยเสียจริง เสื้อผ้าเทอะทะที่เคยต้องสวมใส่กันหนาวเมื่ออยู่นิวยอร์คไม่ต้องมีให้รำคาญก าย ผมใส่เพียงเสื้อยืดตัวเดียวแบบที่เคยชอบสวมใส่เป็นประจำ
ก่อนมืด เราแวะกันที่ “Sand dune” ซึ่งน่าจะเป็นบรรยากาศของความเป็นทะเลทรายจริงๆ อย่างที่เราเคยวาดภาพไว้ในความคิด
“Sand dune” เป็นบริเวณเนินน้อยใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเม็ดทรายที่ถูดพัดมากองก่อกันด้วย แรงลม เสียดายที่เรามาไม่ทันเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งว่ากันว่าเป็นเวลาที่ “Sand dune” ดูสวยงาม และโรแมนติกที่สุด เราสนุกกับการถ่ายรูปได้ไม่นานนัก ก่อนที่พระอาทิตย์จะลับฟ้า บอกลาให้พวกเรากลับที่พัก อากาศที่ร้อนจัดในตอนกลางวันเย็นลงอย่างรวดเร็วจนเรารู้สึกได้ทันที
เรามุ่งหน้ากลับที่พักพร้อมๆ กับนักท่องเที่ยวอีกหลายคน วันแรกอันแสนสุขของทั้งพวกเขาและพวกเราจบลงด้วยรอยยิ้ม
คืนนี้เรานอน (ในห้องพัก) กลางทะเลทราย ที่อุทยานแห่งชาติเดธ แวลลี่ (Death Valley) ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย
ค ืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด แสงดาวบนท้องฟ้าจึงสว่างสุกสกาวสดใส อากาศเย็นลงจนรู้สึกได้ถนัด เหมือนอยู่กันคนละที่กับเมื่อกลางวันที่เพื่อนบนว่าแดดร้อนจ้าจนปวดหัว
ก ่อนเข้านอน ผมซาวเสียงว่าที่ไหน คือไฮไลท์ของวันนี้ เพื่อนทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า ทั้งแอ่งน้ำเค็มจุดต่ำสุดของแผ่นดินอเมริกาที่ “Bad water” และเนินทรายที่ “Sand dune” คือ สถานที่ที่เพื่อนทั้งสี่ประทับใจที่สุด
ผมไม่เห็นด้วย และแย้งว่า สำหรับผมลำธารน้ำเค็มใสแจ๋วกลางทะเลทรายที่ “Salt Creek” คือ สุดยอดในดวงใจ
ผ มยังไม่ได้เล่าว่า ที่เราไปดูพระอาทิตย์ตกที่เนินทราย “Sand dune” ไม่ทันนั้น ก็เพราะผมมัวแต่เถลไถลอยู่เป็นนานที่ลำธารน้ำเค็มที่ “Salt Creek” นี่เอง
ที่ลำธารน้ำเค็มแห่งนี้ เป็นบ้านของเจ้าปลาน้อยปั๊บฟิชน้ำเค็ม (Cyprinodon salinus salinus) ที่เป็นเหตุผลให้ผมอยากเดินทางไกลมาจากนิวยอร์คมายังทะเลทรายแห่งนี้ ก็เพื่อมาดูฝูงปลาน้อยเหล่านี้ให้เห็นด้วยตาตัวเอง
เจ้าปลาปั๊บฟิช น้ำเค็มนี้เป็นญาติห่างๆ กับปลาหัวตะกั่วที่พบในบ้านเรา พวกมันมักอยู่กระจายอยู่ในที่อยู่อาศัยขนาดเล็กจำกัดในเขตทะเลทรายทั่วบริเว ณภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกา และทางตอนเหนือของประเทศเม็กซิโก นักธรณีวิทยาเชื่อว่าเมื่อก่อนดินแดนทะเลทรายเหล่านี้เคยเป็นทะเลมาก่อน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกจึงทำให้สภาพภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงตามไ ปด้วย ปลาปั๊บฟิชที่เคยอยู่ด้วยกันในทะเลใหญ่ก็ต้องถูกแยกออกจากกัน และเมื่อกาลเวลาผ่านไป ปลาปั๊บฟิชที่แยกออกจากกันอยู่ในส่วนต่างๆ ของทะเลทรายนี้ก็สืบทอดเผ่าพันธุ์วิวัฒนาการจนมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ที่นักมีนวิทยา (นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านปลา) เห็นว่าควรจะจับเรียกชื่อให้อยู่กันคนละชนิด (species) กัน
สิ่งที่น ่าแปลกก็คือ ปลาปั๊บฟิชน้ำเค็มนี้ถือว่าเป็นปลาน้ำจืด คือ ไม่ได้อยู่ในทะเล แต่ลำธารที่มันอาศัยอยู่นั้นมีน้ำเค็มปิ๊ดปี๋ เอกสารของทางอุทยานฯ บอกว่าน้ำในลำธารแห่งนี้มีความเค็มกว่าน้ำในทะเลจริงๆ เสียอีก ผมไม่เชื่อ จึงวักน้ำในลำธารกลั้วคอทดสอบรสชาดดู ก็เป็นจริงดังเขาว่า น้ำในลำธารเค็มได้ที่ เหมาะเป็นน้ำกลั้วคอหลังแปรงฟันก่อนเข้านอน
การมาเที่ยวครั้งนี้ นับว่าเราโชคดีสองต่อ โชคชั้นแรกก็คือเรามาถึงในเวลาดอกไม้บานสะพรั่งทั่วไปหมด ส่วนโชคอีกชั้นคือยังเป็นเวลาเหมาะเจาะในฤดูกาลผสมพันธุ์ของปลาน้อยปั๊บฟิชพ อดี
ตามธรรมชาติของปลาชนิดนี้ จะผสมพันธุ์ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เพราะบรรยากาศเอื้ออำนวย อุณหภูมิไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป มีปริมาณน้ำมากด้วยน้ำฝนที่ตกมาลงเมื่อฤดูหนาวที่เพิ่งผ่านมา อีกทั้งยังมีอาหารอันอุดมสมบูรณ์ด้วยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในน้ำ และแมลงที่เผลอบินตกลงมาในลำธาร
ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็นหนุ่มปั๊บฟิชน้ำเค็มแต่งตัวหล่ออวดโฉมสาวปั๊ปฟิชแสนจืดชืด ด้วยการเปลี่ยนสีลำตัวเป็นสีน้ำเงินเหลื่อม คลี่ครีบรอบตัวแผ่ออกสวยงาม และพากันว่ายทวนน้ำแข็งขันป้อล้อสาวน้อยไปมา ผมเห็นแล้ว ก็รู้สึกว่าน่ารักน่าเอ็นดู ต้องแอบดูหนุ่มสาวชาวปั๊บฟิชเขาบอกรักกันอยู่นาน
นานจนเพื่อนแซวว่าระวังจะเป็นตากุ้งยิง
น ้ำในลำธารไม่ลึกมาก และใสแจ๋วจนเห็นตัวปลาได้ชัดเจน ปลาปั๊บฟิชหลากหลายขนาดว่ายทวนน้ำกันแข็งขัน บางครั้งก็ว่ายขึ้นมาทางริมฝั่งลำธาร พอรู้สึกตัวว่าว่ายมาผิดทาง เจ้าปั๊บฟิชก็จะดีดตัวออกเพื่อไปยังส่วนที่มีน้ำด้วยความคล่องแคล่ว ยิ่งในเวลานี้มีหนุ่มหล่อปั๊บฟิชออกมาโชว์ สาว ๆ กันหนาตา การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างหนุ่มจึงมีให้เห็นดาษดื่น หากหนุ่มตัวใดว่ายเพลินรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของพี่เบิ้มที่เปิดอาณานิคมอวดส าวเมื่อไร ก็จะถูกเจ้าบ้านผู้หวงถิ่นว่ายปรี่เข้ามาไล่งับโจมตีในทันที การชกต่อยขับไล่กันนี้เกิดขึ้นบ่อย แต่เคราะห์ดีที่ไม่รุนแรงจนถึงกับเลือดตกยางออก เมื่อปลาหนุ่มที่ผิดถิ่นรู้สึกตัว ก็หลีกทางออกไปแต่โดยดี
ดูปลาน้อย ทะเลาะกัน ก็ทำให้หวนคิดถึงเวลาเมื่อเป็นเด็กตัวเล็กถูกจับเข้าโรงเรียนประจำให้กิน นอน เล่มร่วมกันกับเด็กอีกหลายสิบ เรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งในเรื่องไม่เป็นเรื่องเกิดขึ้นบ่อย แม้ว่าพวกเราชกต่อยแสดงฝีไม้ลายมือของจอมแก่นกันบ้าง แต่ก็จะลงเอยด้วยการกอดคอกันทุกครั้งไป
ผมมีความสุขกับการดูปลาหลายร ้อยตัวที่ว่ายกันขวักไขว่ในลำธารน้ำเค็มแห่งนี้มาก จนต้องขอเพื่อนให้พามาอีกในวันรุ่งขึ้น โชคดีที่เพื่อนเริ่มเหนื่อยแรงกันแล้ว จึงไม่กระปรี้กระเปร่าอยากไปเที่ยวที่อื่นที่ไหนอีก เพื่อนยอมแวะให้ผมลงมาที่ลำธารแห่งนี้อีกวัน แต่พวกเขานั่งรอแช่แอร์เย็นอยู่ในรถ ท่ามกลางความร้อนผ่าว และแห้งแล้งกลางทะเลทราย
ผมนั่งลงถ่ายรูปที่ริมลำธารอย่างใกล้ชิด ข้อศอกแนบติดดินเพื่อตั้งกล้องให้อยู่ใกล้กับปลาในลำธารให้มากที่สุด ดูเหมือนว่ากล้องถ่ายรูปจะเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ระยะทางระหว่างเราอยู่ใกล้กัน มากขึ้น เวลาผ่านไป ตัวผมยิ่งเข้าใกล้กับผืนทรายริมฝั่ง ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ จนผมรู้สึกว่าไม่มีอะไรขวางกั้นระหว่างผมและเจ้าปลาน้อยที่ผมเฝ้าฝันถึงตั้ง แต่ตัวหนาวสั่นกลางหิมะที่มหานครนิวยอร์ค
ทันใดนั้น ผมได้ยินฝรั่งแหม่มดังแว่วมาไกลๆ ผมไม่ได้สนใจ เพราะกำลังยินดีปรีดากับการได้อยู่กับเจ้าปลาน้อยใกล้ๆ
เ สียงแหม่มฝรั่งเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินเป็นแว่วๆ คล้ายว่าหล่อนกำลังต้องการพูดด้วย ผมคาดว่าหล่อนคงจะถามด้วยความสนใจว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ดังที่เคยถูกถามเมื่อ ครั้งก้มหน้าน้อมตัวถ่ายรูปปลาที่เมืองไทย
แต่ทำไมเสียงนั้นถึงแข็งกระด้าง และหยาบกร้านเหลือเกิน
จ นในที่สุดก็พอจับใจความได้ว่าหล่อนกำลังต่อว่าผมอยู่ต่างหาก หล่อนต่อว่าที่ผมลงไปอยู่ใกล้ลำธารจนเกินไป พร้อมให้เหตุผลว่าการกระทำอย่างนี้จะเปลี่ยนทางเดินของน้ำในลำธาร อันจะมีผลต่อเจ้าปลาน้อย พร้อมไล่ให้ผมขึ้นไปอยู่บนทางเดินไม้สำหรับเดินลึกเข้าไปในบริเวณ
ผม เถียงว่าผมเพียงแค่ถ่ายรูปเจ้าปลาน้อยนี่อยู่เท่านั้น และการกระทำของผมย่อมไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเดินของน้ำในลำธารแต่อย่าง ใด ผมนั่งด้วยลงอย่างแผ่นเบา เพื่อที่จะให้ใกล้เจ้าปลาน้อยที่ผมชื่นชม
จากหนึ่งแหม่ม กลายเป็นสองแหม่มเข้ามารุมต่อว่าผม และว่าผมด้วยเสียงแข็งกร้าว
เพื่อนที่ลงมาด้วยกัน บอกเป็นภาษาไทยให้ผมขึ้นมาเถิด อย่าไปเถียงเขาเลย เพราะคงจะไม่มีประโยชน์อันใด
ผ มโกรธจนคิดอะไรไม่ออก มาคิดได้ว่าน่าจะหยิบจดหมายที่ผมได้รับจากส่วนจัดการพันธุ์ปลาและสัตว์ป่าขอ งอเมริกา (United States Fishes and Wildlife Service -USFWS) เรื่องข้อมูลของปั๊บฟิชในทะเลทรายอเมริกาฯ ที่ผมสอบถามไปมาให้ดู แต่ก็คิดได้เมื่อกลับขึ้นรถมาแล้ว
ผมศึกษามาก่อนว่าการกระทำแบบไหนที่จะส่งผลกระทบต่อปลา และคงหลีกเลี่ยงไม่ทำสิ่งนั้นอย่างแน่นอน
ท ี่น่าโมโหมากไปกว่านั้นก็คือ ขณะเราเดินกลับไปขึ้นรถ เราเห็นสองแหม่มจอมยุ่งยืนอยู่ที่ลานจอดรถ และในบริเวณนั้นก็มีหนุ่มฝรั่งกำลังยืนย่ำอยู่ริมลำธารเช่นกัน แต่ทำไมสองแหม่มอวดดีนี้ไม่ยักเข้าไปต่อว่าหนุ่มฝรั่งคนนี้เลย
ผมบ่นอุบให้เพื่อนฟัง เพื่อนบอกว่าให้ใจเย็น ๆ ด้วยรู้ว่าผมเป็นคนไม่ยอมใคร และจะไม่จบเรื่องนี้ง่ายๆ แน่ๆ
ผมเชื่อเพื่อน มากกว่าอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเอง
เ พราะผมเป็นเด็กหัวดำหรือ เขาจึงมาดุว่าอย่างนั้น ผมตั้งคำถามให้กับตัวเองมาตลอดทางกลับซานฟรานซิสโก จนเมื่อกลับถึงนิวยอร์คเกือบสองอาทิตย์ให้หลังนี่ล่ะ ที่คลายความไม่พอใจลงได้
ผมหยุดโกรธ และรู้สึกนึกชื่นชมระบบการจัดการอุทยานแห่งชาติของอเมริกันแทน เขาสามารถส่งสารอบรมให้ประชาชนมีความรู้สึกรักและหวงแหนในทรัพยากรแห่งชาติไ ด้อย่างประสบความสำเร็จ คนที่มาเที่ยวอุทยานฯ ช่วยรัฐเป็นหูเป็นตาดูสอดส่องดูแลความเรียบร้อย แม้ว่าจะเลือกปฏิบัติ และสุดโต่งเกินเลยไปบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่ช่วยป้องกันสิ่งที่ไม่ได้คาดคิด
ถ้าเด็กหัวดำค นนั้นไม่ใช่ผมที่กำลังนั่งถ่ายรูปอยู่ แต่เป็นคนอื่นที่กำลังแกล้งเจ้าปั๊บฟิช หรือขุดหลุมเล่นทรายละเอียดอยู่ริมลำธาร การเข้ามา ห้ามปรามของแหม่มทั้งสองนั้นก็คงจะเป็นวิธีการที่ช่วยป้องกันการรบกวนธรรมชา ติอย่างได้ผล
ผมกำลังทำรายงานเกี่ยวกับนโยบายสิ่งแวดล้อมเรื่องปลาปั ๊บฟิชอยู่พอดี จึงได้รู้ว่า ในยุค 1970 ที่มีการพัฒนาที่ดินเป็นแปลงเกษตร การสูบน้ำบาดาลมาใช้อย่างมหาศาล ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในทะเลทรายซึ่งเป็นที่อยู่ของปั๊ปฟิช จนทำให้มีจำนวนลดน้อยลงนั้น ทางรัฐบาลอเมริกันฯ พร้อมด้วยองค์กรปลาทะเลทราย (Desert Fishes Council) ที่เป็นองค์กรภาคประชาชนที่เป็นห่วงเป็นใยกลัวว่าปั๊บฟิชจะสูญพันธุ์ ได้ทำการรณรงค์ให้ชาวอเมริกันตระหนักถึงปั๊บฟิชอย่างแข็งขัน มีการทำสติ๊กเกอร์ “Save the Pupfish“สำหรับติดหลังรถด้วย ในขณะเดียวกัน ทางรัฐก็จัดการนำเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องบริษัทพัฒนาที่ดินให้หยุดสูบน ้ำใต้ดินขึ้นมาใช้รดน้ำแปลงเกษตรจนเกินพอดี และจำกัดปริมาณการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่ไม่มีผลกร ะทบต่อการดำรงอยู่ของปั๊บฟิชที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น
เขาใช้ปั๊บฟิชเป็นตัวแทนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่กำลังถูกรบกวนในยุคที่การรุกรานของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นในอัตราเร็วจี๋
แ ม้ในปัจจุบัน ที่ทุกอย่างลงเอยกันด้วยดี เอกสารนำเที่ยวของอุทยานฯ ยังพูดถึงปั๊บฟิช และปัญหาที่กำลังรุกรานอยู่ ปัญหาเรื่องน้ำใต้ดินโดยฟาร์มเกษตรที่อยู่ติดๆ กันนั้นถูกจัดการแล้ว แต่ปัญหาระดับโลกอย่างปรากฏการณ์เรือนกระจก ที่ทำให้โลกร้อนขึ้น (Global Warming) ซึ่งย่อมมีผลต่อปริมาณน้ำที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ จากการผันผวนของฤดูกาล และการระเหยของน้ำในปริมาณมาก
นอกจากนี้ การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของเมืองที่อยู่ห่างออกไปเช่นเมืองลาสเวกัส ในรัฐเนวาดา เมืองฟินิกซ์ ในรัฐอาริโซนา และเมืองลอสแองเจลลิส ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ต้องดึงทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้นั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับปลาน้อยเหล่านี้
ชาวอเมริกาคงต้อง มานั่งคิดกันหนักว่าจะเลือกอะไรในอนาคต ระหว่างการพัฒนาของเมือง และการรักษาสภาพแวดล้อม รวมทั้งสรรพชีวิตต่างๆ ที่พึ่งพาอาศัยอยู่กับระบบของธรรมชาตินั้นๆ
เรื่องสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนานั้นยากเย็นแสนเข็ญ ก็เพราะคำว่า “รักพี่เสียดายน้อง” นั้นไม่มีห มายเหตุ ติดตามการเดินทางหลังอานของพี่วรรณ และพี่หมู สี่น่องนักปั่นได้ที่ www.thaibikeworld.com และเชิญดูรายละเอียดปลาในทะเลทรายชนิดต่างๆ ได้ที่เวปไซต์ขององค์กรปลาทะเลทรายที่ www.desertfishes.org