Wednesday, November 30, 2005

Great Thing about Democracy

"Great thing about democracy is not about GETTING IN 'good' people but because we CAN TAKE OUT the 'bomb' [bad people]. And we rotate that bomb every 4-5 years, not 20 years [as in authoritarian regime]."

" ข้อดีของระบอบประชาธิปไตย์ไม่ใช่เราได้คนดีมาสู่การเมือง แต่เพราะว่าเราสามารถเอาคนไม่ดีออกไปจากระบบได้ เราเปลี่ยนคนไม่ดีเหล่านี้ทุกๆ 4-5 ปี ไม่ใช่ 20 ปี [เช่นในระบอบเผด็จการ]"

Professor Jeffery D. Sachs
November 29, 2005
Columbia University

Tuesday, November 29, 2005

Live As If Today Were The Last Day of Your Life

[Ask] "If today were the last day of my life, would I want to do what I am about to do today?" And whenever the answer has been "No" for too many days in a row, I know I need to change something.

Steve Jobs, co-founder of Apple Macintosh
Commencement Address at Standford University
June 2005

(Thanks to Pee "A" Pariyed for this thoughtful piece)
Full text avaiable at http://news-service.stanford.edu/news/2005/june15/jobs-061505

Monday, November 28, 2005


"วันนี้ เรียกเบอร์ไหนดีครับป๋า"
New York Reptile Show
Westchester County Center
November 27, 2005 Posted by Picasa

Saturday, November 26, 2005

Outside-in


การถอยห่างออกมาจากสิ่งที่เราเคยรังเกียจ อาจทำให้เห็นความงามที่มิสามารถเห็นได้จากข้างใน

เกาะแมนฮัตตัน จากฝั่งนิวเจอร์ซี่
24 พฤษภาคม 2548 Posted by Picasa

Wednesday, November 23, 2005

คุณยายใจสู้


คิดถึงคุณยายจังเลย อยากกลับบ้านไปเที่ยวกับคุณยาย
พระปฐมเจดีย์ นครปฐม
ธันวาคม 2457
(4-5 เดือน หลังจากคุณยายผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกข้อสะโพกซ้าย) Posted by Picasa

Monday, November 21, 2005

คุณลักษณะของนักวางแผนนโยบายที่ดี

"You wouldn't work in a policy, unless you're an optimist"

(คุณคงไม่เหมาะที่จะทำงานด้านวางแผนนโยบาย เว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นคนมองโลกในแง่ดี [มีความหวัง]")

Professor Jagdish Bhagwati
November 21, 2005
Panel Discussion, Development in Dohar Round
Law School, Columbia University

Sunday, November 20, 2005

ตาเดียว


กระจกแว่นหาย (ไร้แว่นสำรอง)
~สี่ทุม, ศุกร์ 18 พฤศจิกายน 2548
มหานครนิวยอร์ก Posted by Picasa

Saturday, November 19, 2005

แวนโก๊ะ












"Vincent Van Gogh The Drawings"
New York Metropolitan Museum of Arts
Through December 31, 2005 Posted by Picasa

Thursday, November 17, 2005

ชีวิตที่สนุก

"If you obey all the rules, you lose all the fun"

"ถ้าทำตามกฎไปทั้งหมด ใจสนุกก็จะลดลงไปด้วย"


ใครพูดจำไม่ได้

เงินกับนักเรียน

"เงินเพียงหนึ่งดอลลาร์ไม่ใช่น้อยสำหรับคนที่ยังเรียนหนังสืออยู่"

คนขายตั๋ว, Lincoln Center, New York, NY

Tuesday, November 15, 2005

เรือนต้นไม้ในฝัน สุขสันต์วันลอยกระทง














Aquatic House
Brooklyn Botanical Garden, NY

Sunday, November 13, 2005

รัฐศาสตร์วิชาการ '48

ใครอยากอ่าน "ยูโทเปีย" ยกมือขึ้นจ้ะ
หากท่านใดสนใจอ่านต้นฉบับหนังสือรวมบทความนิสิต-อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ผมเคยนำบทรีวิวของน้องๆ มาลงไว้เมื่อสัปดาห์่ก่อน ผมได้รับอนุญาตจากน้องๆ ให้แจกจ่ายได้แล้วครับ

กรุณาฝากอีเมล์ไว้ตรงนี้ แล้วผมจะฟอร์เวิร์ดไปให้โดยเร็ว อย่างไรก็ดี บก.น้องนก ของหนังสือเล่มนี้ฝากบอกมาว่า หากไปช่วยอุดหนุนซื้อฉบับจริงด้วยก็จะดีมาก เพราะหนังสือเล่มจริงผลิตออกมาแล้ว ดังทีเธอเขียนมาเล่า :-

"I am very glad to here that there are people interested in the book. I guess it would be fine to forward the manuscript, but it would be greatly appreciated if they also purchase the real book. I have seen the color proofs and the book will be beautiful."


รายละเอียดงานจุฬาวิชาการ
แวะเวียนไปให้กำลังใจน้องๆ เขาด้วยนะครับ นอกจากมีหนังสือที่น่าสนใจแล้ว นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ยังมีกิจกรรมมากมาย โดยเฉพาะละครเวที (มาดูกันว่า ละครของนักเรียนรัฐศาสตร์ จะล้ำลึกทางความคิดแค่ไหน)และนิทรรศการ รวมทั้งการเสวนาต่างๆ มากมาย

อย่าลืม 23-26 พฤศจิกายนนี้นะจ้ะ

คลิ๊ก เพื่อดาวน์โหลดกำหนดการรัฐศาสตร์วิชาการ '48

Friday, November 11, 2005

วันไร้เปลือก

"ช่วงนี้เราไม่มีเปลือก ก็ควรอยู่อย่างรู้เท่าทันตัวเอง กลับบ้าน ไปเจอพวก[ชมว่าเรา]กล้าเก่งอย่างู้นอย่างงี้ เราจะลืมตัว ต้องจำความอ่อนแอในวันไร้เปลือกนี้ไว้เตือนใจว่า เออ ถอดเปลือกแล้ว เราก็มีแต่เนื้ออ่อนๆ ใจบางๆ [เท่านั้น]"

Bitshoon Feemuck
"What life should be (Comme quoi la vie sera?), 2005"

เที่ยวสวนสัตว์


"What is it doing there?"
Bronx Zoo, New York
November 7, 2005

Thursday, November 10, 2005

เมื่อใบไม้เปลี่ยนสี



"What is he doing there?"
Philosophy Hall, Columbia University
November 7, 2005

Tuesday, November 08, 2005

ยูโทเีปีย

น้องๆ ที่คณะรัฐศาสตร์ ส่งหนังสือฉบับอิเลคทรอนิกส์ที่พวกเธอเป็นบรรณาธิการมาให้อ่าน ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปรวดเร็ว ตอนนี้น้องๆ กำลังใกล้จบการศึกษาแล้ว

ผมมีความสนิทสนมกับน้องๆ รุ่นนี้เป็นพิเศษ เพราะเมื่อเป็นนายกสโมสรฯ นิสิต น้องรุ่นนี้เป็นเฟรชชี่พอดิบพอดี จึงได้ร่วมมือกันทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง และน้องๆ รุ่นนี้เองที่เป็นกำลังให้ให้ผมฝ่าฝันความโหดร้ายของการเมืองภาคนิสิตที่ร้อ นแรงภายในคณะที่ทำให้ใจผมปั่นป่วนไปได้ด้วยดี

งานจุฬาวิชาการ จะจัดขึ้นในปลายปีนี้ (โปรดติดตามจากสื่อ) ขอเชิญไปร่วมให้กำลังใจ และซื้อหนังสือน้องๆ เขานะครับ

ข อแสดงความยินดีและชื่นชมกับคณะบรรณาธิการ และผู้ร่วมงานทุกคน โดยเฉพาะ "น้องนก" บ.ก. ใหญ่ของ "ยูโทเปีย" การทำหนังสือออกมาสักเล่ม ในสถานะที่มีงบประมาณและเวลาจำกัดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งนี้ทั้งนั้ ผมขอนำบทรีวีว ที่น้องๆ แนบมากับอีเมล์มาลงไว้ใหอ่านกันที่นี้ด้วย

---------
Utopia

ยูโทเปีย สำหรับคุณคืออะไร?

คำถามสั้นๆ แต่เชื่อว่าหากเอ่ยปากถามคนสิบคน ก็ย่อมจะได้รับสิบคำตอบที่แตกต่าง
อ าจเป็นโลกในอุดมคติ อาจเป็นเรื่องที่ไกลจนเกินเอื้อม อาจเป็นวิถีที่น่าชื่นชม หรืออาจเป็นอุดมการณ์ที่เราทุกคนร่วมกันสร้างให้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเพียงคว ามฝันกลายเป็นจริงได้เพียงแค่เริ่มต้นลงมือทำ…

ด้วยว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดต่างกันไป และก็เป็นความแตกต่างที่นำไปสู่ความหลากหลาย
ยูโทเปีย หนังสือรวมบทความหลากมุมมองจากปลายปากกาของอาจารย์และนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเล่มนี้

น อกจากจะจัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในงานรัฐศาสตร์แฟร์ประจำปี 2548 แล้ว เรายังมุ่งหวังให้แนวคิดที่ปรากฏในหนังสือเป็นสิ่งที่จุดประกายให้ผู้อ่านได ้ตั้งคำถามกับความเป็นไปของสังคมในยุคปัจจุบันอีกด้วย

วิพากษ์ความ ล้มเหลวจุฬาฯในการสร้างดินแดน ยูโธเปีย ดังที่นิสิตได้คาดฝันไว้ เพราะการละเลยความสำคัญของนิสิตในฐานะองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของมหาวิทยาล ัยในการบรรลุเป้าหมายและพันธกิจของจุฬาฯ เนื่องจากคณาจารย์มองข้ามสิทธิและเสรีภาพในการตัดสินใจของนิสิตและมุ่งเพียง แต่การรักษากฎระเบียบในนามของการรักษาสิ่งที่เรียกว่า “เกียรติภูมิจุฬาฯ” ซึ่งส่งผลให้จุฬาฯเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งการควบคุม” ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ผลิตผู้นำทางความคิดให้แก่สังคม และไม่ใช่สถาบันแห่งการเรียนรู้แก่แผ่นดินอย่างแท้จริง ทางออกที่ถูกต้องคือคณาจารย์จะต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนทรรศน์และยุติการมองนิส ิตว่าเป็นเพียงผู้ที่อยู่ใต้การปกครอง และต้องเข้าใจว่าบัณฑิตผู้จะนำสังคมไทยได้ในวันหน้า จะต้องเป็นนิสิตที่นำตนเอง คือ มีสิทธิและเสรีภาพในการตัดสินใจของตนเอง เหนือร่างกาย และพฤติกรรมของตนเองให้ได้ในวันนี้เสียก่อน และสิ่งที่เรียกว่า “เกียรติภูมิจุฬาฯ” ที่แท้จริงอบู่ในจิตวิญญาณของนิสิตทุกคน ไมใช่ในกฎระเบียบ
[“ยูโธเปียของบรรณาธิการ” น.ส.กรวิกา เศวตเศรนี]


“ ยูโทเปีย เคยเป็นนามของฉัน
คือสถานที่อันไม่เคยมีใครได้ไปถึง
บัดนี้ฉันขออวดอ้างทาบรัศมีหรือก้าวล้ำ
แบบฉบับตาม อุตมรัฐ ของเปลโต้
เพราะนั่นเป็นเพียงความเรียงเล่าขาน
แต่ที่เขาเขียนนั้นกลับกลายเป็นฉัน
อันผู้คน ความมั่งคั่ง และการปกครองเกิดรูปธรรม
เป็นสถานที่อันปราชญ์ทั้งหลายได้ไปถึง
ยูโทเปีย จึงเป็นนามของฉันในบัดนี้

เ พราะฉะนั้นนครหรือรัฐยูโทเปียที่มีผู้พรรณนาถึงในหนังสือเล่มนี้ จึงเป็นได้ทั้งสถานที่อันดีงามเสมือนอุดมคติหรือสถานที่ที่ไม่มีอยู่จริง ขึ้นอยู่กับผู้อ่านจะเข้าใจเอาเองว่า ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นถึงแง่มุมไหนแน่ ยิ่งไปกว่านั้น ก็ไม่แน่นักว่า ผู้เขียนอาจเพียง “ล้อ” เล่นกับผู้อ่านให้ลองนึกถึงความเป็นไปได้ชนิดเกินจริง เพื่อเปรียบเทียบกับสภาพ “ความเป็นจริง” ที่ผู้อ่านคิดว่า “ดี” หรือ “มีอยู่จริง” ก็ได้เช่นกัน เพราะเราควรตระหนักว่า ช่วงเวลาที่มอร์เขียนเรื่องจินตนาการของเขาออกมานั้น เป็นยุคเริ่มต้นของวรรณกรรมประเภท “นวนิยาย (novel)” ของตะวันตก การที่เราจะจัดให้หนังสือเล่มนี้เป็นงานทางด้าน “รัฐศาสตร์” ก็ดี “สังคมศาสตร์” ก็ดี หรือวรรณกรรมทาง “การเมือง” ก็ดี รวมทั้งตีตราว่า “คอมมิวนิสต์” หรือ “สังคมนิยม” เป็นเพียงการเอากรอบบัญญัติของเราไปจัดประเภทในภายหลัง...”

[วีระ สมบูรณ์, จาก รีพับบลิค สู่ ยูโทเปียถึง อะคาเดมี แฟนตาเซีย]

“.... มันคือสิ่งที่ผมเล่าหรือฝันมาทั้งหมด มันเป็นนิทานในสายตาของคนบางคน แต่ก็กลับเป็นองค์ความรู้ที่มีสาระสำหรับคนบางคนด้วย ความทรงจำที่แท้จริงของผมเริ่มกลับมา ผมได้เล่าและเตือนผู้คนร่วมสมัยของผมว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นจากนิทานหรือองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรืออะไรก็ตามแต่ที่ใครจะเรียกมัน ที่ผมและคนแบบผมได้คิดค้นพบขึ้น แต่ไม่ใช่ใครทุกคนจะเชื่อผมเท่าไรนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครเชื่อผมเลย...”

[ไชยันต์ ไชยพร, มีหรือ?’ยูโทเปีย’!]

“... จีนก็เช่นเดียวกับอีกหลายสังคมที่ผู้คนต่างมีความใฝ่ฝันถึงดินแดนหรือสังคมใ นอุดมคติ จะมีที่ต่างไปบ้างก็คือ รายละเอียด ซึ่งถ้าหากนำเอาสังคมยูโทเปียที่ ทอมัส มอร์ ได้ตั้งเอาไว้มาเป็นเกณฑ์แล้ว จีนก็คงเป็นไม่ถึงเกณฑ์ที่ว่า ทั้งนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ว่าสิ่งใดที่ตั้งใจให้เป็นอย่างหนึ่งแล้ว พอนำมาปฏิบัติจริงก็อาจมีข้อจำกัดบ้างด้าน จนทำให้ไม่สามารถปฏิบัติได้สมบูรณ์ตามเกณฑ์ทั้งหมด
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งใน กรณีของจีนที่ดูเหมือนจะต่างไปจากหลายสังคมที่ฝันถึงสังคมยูโทเปียก็คือ จีนได้มีภาคปฏิบัติของตนจริงๆ โดยหากตัดยุคสมัยตำนานออกไปแล้ว ภาคปฏิบัติที่ว่าก็คือยุคประวัติศาสตร์กับยุคร่วมสมัย หรือยุคที่เกิดกบฏไท่ผิงกับยุคที่เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมตามลำดับ และทั้งสองยุคนี้ต่างปฏิบัติไปโดยไม่ได้อ้าง “ยูโทเปีย” ของ มอร์ แต่อย่างใด…”

[วรศักดิ์ มหัทธโนบล, จีนูโทเปีย]

“...แต่เราจะหยุดยั้งความคิดของเราในอุดมคติไว้ทำไมเล่า ... ถ้าเราไม่ลงมือเปลี่ยนแปลงโลก?
… แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างไรเล่า? ถ้าเราไม่รู้ ไม่มั่นใจ และไม่เห็นแจ้งในการเปลี่ยนแปลงโลกเสียก่อน?
ห รือว่า ความไม่มั่นใจในการเปลี่ยนแปลงโลกจะเกิดมาจากความหวาดกลัวจากพวกคลั่งลัทธิ (ภาษาเด็กสมัยนี้เรียกว่า "บ้าพลัง") ที่เชื่อว่า โลกหน้าหรือโลกในอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้"
ทั้งที่ความสำ คัญของการพูดถึงโลกหน้านั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกหน้านั ้น "มีความเป็นไปได้" มิใช่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้...”

[พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์, อวสานยูโธเปีย]

“... ผมเพิ่งกลับจากการลงศึกษาภาคสนาม “พังงาสึนามิ” มาหยกๆ นิสิตในวิชาสังคมวิทยาชนบทไปมาด้วยกัน ตอนอยู่ในแถวหมู่บ้านที่โดนผลกระทบ โจทย์ “ยูโทเปีย” ได้แวบขึ้นมาใจอยู่ด้วยเหมือนกัน ผมนึกขึ้นได้ว่าคงจะต้องแยกเป็น ยูโทเปียมองจากด้านบน (utopia from above) กับ ยูโทเปียมองจากฐานราก (utopia from below) โดยยูโทเปียมองจากด้านบนนั้นคือการพูดถึง การฟื้นฟูหลังสึนามิในแง่ภาพใหญ่ ภาพรวม หลายคนอาจจะนึกขึ้นได้ว่า การฟื้นฟูหลังสึนามิที่ผู้ใหญ่หลายคนพูดถึงคือการฟื้นฟูด้วยอุตสาหกรรมท่องเ ที่ยว โดยไปตั้งใจมองกันแต่ภาพรวม จนบ่อยครั้งไม่เห็นหัวคนตัวเล็กๆเลย แน่นอนความคิดเบื้องหลังยูโตเปียจากเบื้องบนนี้ มีตัวอย่างแนวคิดหนึ่งคือ “แปรวิกฤตให้เป็นโอกาส”ไงล่ะ หลายคนที่คิดตามแนวนี้จึงหมายตาจะให้มีมหกรรม หรืออภิมหาโครงการเชิงการท่องเที่ยว อย่างเช่นที่ครม.เคยทุ่มงบประมาณแผ่นดินไปสนับสนุนให้ภาคเอกชนดึงการประกวดม ีสยูนิเวิร์ส 2005 มาจัดภายหลังที่ภัยสึ-นามิได้เกิดขึ้นแล้ว
ส่วนยูโทเป ียจากฐานราก คือ ยูโทเปียที่คิด-ทำจากชีวิตคนเดินดินทุกคน โดยเฉพาะจากคนที่ประสบเคราะห์กรรม ลูกที่สูญเสียพ่อ สูญเสียแม่ คนที่สูญเสียภรรยาหรือลูกในเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ มิหนำซ้ำช่วงฉุกเฉิน จนถึงช่วงฟื้นฟูยังถูกซ้ำเติมด้วยความทุกข์เข็ญ อันเนื่องจากมิได้รับความเป็นธรรมในในเรื่องต่างๆ เช่น การรับบริจาค ในการเข้าอยู่บ้านที่สร้างโดยไม่คำนึงถึงพื้นฐานวิถีชีวิตประมงของชาวบ้าน และที่ร้ายแรงคือ ที่ดินที่เคยอยู่อาศัยมาก่อนถูกนักธุรกิจ-นักการเมืองใช้ความพยายามจะฮุบเอา ไปสร้างโรงแรม หรือสถานที่ท่องเที่ยว บางคนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์แสดงความเป็นพลเมืองไทย และบางคนเอกสารสูญหายจากสึนามิ อย่างเช่น ชาวมอแกน ยิ่งเป็นแรงงานต่างด้าว อาทิ แรงงานพม่า แรงงานลาว ต้องประสบความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสขาดระบบดูแลอย่างทั่วถึง…”

[สุริชัย หวันแก้ว, ยูโทเปียติดดิน]

“…And how will the State treat a person having “a Borderlands existence”? Who decides which identity will be valorized? As Gloria Anzaldua asserts, “Yes, I’m a Chicana but that’s not all I am. Yes, I’m a woman but that’s not all I am. Yes, I’m a dyke but that doesn’t define all of me. Yes, I come from working class origins, but I am no longer working class. Yes, I come from a mestizaje, but which part of that mestizaje get privileged? Only the Spanish, not the Indian or black.”

[Soravis Jayanama, Reading “Kwanthai Jai Neung Deow” as (Fascist) Utopia]

“… ยูโทเบียของสังคมนิยมไม่ใช่การเพ้อฝัน เพราะต้องมีการศึกษาโลกจริงและศึกษาประวัติศาสตร์ของการลองผิดลองถูก ในอดีตชาวปารีสและชาวรัสเซียพยายามปฏิวัติล้มระบบทุนนิยมเพื่อสร้างสังคมนิย มสองครั้ง ในปี1871และ1917 แต่ในทั้งสองครั้งความพยายามจบลงด้วยความล้มเหลวภายในเวลาอันสั้น ข้อสรุปคือ “เราต้องลองใหม่” แต่ปัญหาที่มาซ้ำเติมชาวสังคมนิยมในอดีตคือพวกที่ทำลายการปฏิวัติรัสเซียราว ๆปี 1928 พรรคพวกของสตาลินนั้นเอง กลับอ้างว่าตนเป็นแนวสังคมนิยมมาร์คซิสต์ ซึ่งปัญหานี้ขยายตัวไปตามแนวพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกหลังจากนั้น ที่ยิ่งสร้างความสับสนใหญ่มากกว่านั้นก็คือ บุคคลธรรมดาที่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลิน(และเหมา) ที่ขยายตัวในยุคนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนที่จงใจอยากสร้างสังคมใหม่ที่ดีงาม แต่แนวคิดสายสตาลินที่เขาใช้ มันออกแบบเพื่อสร้างเผด็จการต่างหาก เราต้องรอให้สงครามเย็นยุติและกำแพงเมืองเบอร์ลินถูกทุบทิ้งกว่าจะกู้แนวมาร ์คซิสต์กลับคืนมาได้...”

[ใจ อึ๊งภากรณ์, Be Realistic, Demand ‘The Impossible’!! ยอมรับความจริง!! กล้าเรียกร้องในสิ่งที่คนอื่นมองว่า “เป็นไปไม่ได้”!! ]

“... ตัวโครงสร้างนั้นเองเป็นที่มาของความรุนแรง มิใช่ตัวบุคคลเป็นเหตุ โดยที่ความรุนแรงเชิงโครงสร้างดังกล่าว อาจได้แก่ ความอยุติธรรมในสังคม ซึ่งเป็นผลรวมของความสัมพันธ์ระหว่างความไม่เสมอกันทางอำนาจในทางเศรษฐกิจแล ะสังคม ที่เบียดขับคนส่วนหนึ่งของสังคมให้กลายเป็นคนชายขอบที่ไม่มีทั้งทรัพยากร และช่องทางที่เปิดสู่การเรียกร้องความยุติธรรมอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ท้ายที่สุด การใช้ความรุนแรงดูเหมือนจะเป็นทางออกเพียงช่องทางเดียวที่เหลืออยู่ ในการเบียดแทรกเพื่อนำเสนอปัญหาและความต้องการของคน ทั้งที่ผู้คนเหล่านั้นอยู่ในฐานะของ “พลเมือง” เท่า ๆ กับผู้คนในส่วนอื่น ๆ ของสังคม…”

[ประทับจิต นีละไพจิตร, สวัสดีเมืองไทย วันนี้ท่านมีวุฒิภาวะแล้วหรือยัง?]

“... แม้แต่สิ่งที่เราฝันนั่นก็คือความจริงเช่นกัน... เราได้ฝัน-นั่นคือความจริง และเพราะว่าฝันถึงอาณาจักรที่รุ่งเรือง จึงสามารถลงมือสร้างขึ้นตามมาได้ แต่ว่าพยายามเท่าไร ก็ไม่สามารถเป็นได้
...เพราะสิ่งที่ปรารถนาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้น พยายามสักเท่าไหร่ อาณาจักรก็ยังมีตำหนิ
เหนื่อยเหลือเกินแล้ว...
ค วามจริงก็คือเลือดที่ทะลักออกมาจากบาดแผลน้อยใหญ่ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแผลฉกรรจ์ที่ท้องน้อย ฝนที่ตกลงมาสาดซัดดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์และซากศพจากสงคราม ความพ่ายแพ้และความตายที่จะมาถึง.. นี่ก็ความจริง... สิ่งที่เราทำได้ก็มีเพียงเท่านี้ อาณาจักรที่สมบูรณ์สุดท้ายยังคงต้องอาศัยเวลา...
ณ เวลานี้ ความจริงขณะนี้ อาณาจักรที่เกรียงไกร ก็มียังมีความบกพร่อง…”

[รุ้งฉาย เย็นสบาย, นิทานหลังตื่น]

“... เกิดอะไรขึ้นกับการพัฒนาที่ต้องการให้ประชาชนอยู่ดีกินดี แต่ถึง ณ ขณะนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถแก้ไขปัญหาได้? จากคำถามนี้ก็มีผู้ที่พร้อมให้คำตอบว่ายังคงมีกลุ่มบุคคลที่สามารถช่วยเหลือ ประชาชนในท้องถิ่นได้ นั่นก็คือคนที่เราเรียกกันว่า “ผู้มีอิทธิพล” หรือ “เจ้าพ่อ” เพราะบุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้ที่ทำการเคลื่อนไหวในการออกกิจกรรมทางสังคมอยู่ เสมอ ที่เด่น และดัง แม้ในยามปกติ กล่าวคือ เมื่อยามที่ผู้มีอิทธิพลคนใดคนหนึ่งถูกกำจัดออกไปแล้วจากวงการ เหตุการณ์ดังกล่าวก็มักจะทำกันอย่างเปิดเผยและอุกอาจ รวมทั้งเป็นผู้ที่คอยเป็นคนช่วยเหลือแก่ประชาชนทั้งในยามสุขเช่น การมีงานบุญต่างๆ หรือในยามทุกข์ เช่น การถูกคนตามล่า ผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ก็จะคอยช่วยเหลือดั่งเป็นแม่ไก่ที่กางปีกเพื่อคอยปกป้อ งลูกของมัน ซึ่งจากนี้ก็คงจะเกิดคำถามขึ้นว่าแล้วเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นต่างๆ ประชาชนได้ขอความช่วยเหลืออะไรบ้าง หรือได้ทำประโยชน์อันใดให้ประชาชนได้บ้าง และหากประชาชนในชุมชนต่างเฝ้ารอคอยความช่วยเหลือจากผู้มีอิทธิพลเช่นนี้แล้ว การเมืองภาคประชาชนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เราจะมีเพียงการเมืองภาค “ประชาชนผู้มีอิทธิพล” เท่านั้นหรือ...”

[อดิศักดิ์ จันทระ]

หากสังคมเป็นจักรกลขนาดใหญ่ เราทุกคนก็เป็นดังฟันเฟืองที่มีความสำคัญไม่น้อยเลย ไม่แน่ว่า
”ยูโทเปีย” เล่มนี้ อาจจะเป็นน้ำมันหล่อลื่นให้แก่ฟันเฟืองของสังคมได้เคลื่อนไปในทิศทางใหม่ๆ ก็เป็นได้