น้องๆ ที่คณะรัฐศาสตร์ ส่งหนังสือฉบับอิเลคทรอนิกส์ที่พวกเธอเป็นบรรณาธิการมาให้อ่าน ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปรวดเร็ว ตอนนี้น้องๆ กำลังใกล้จบการศึกษาแล้ว
ผมมีความสนิทสนมกับน้องๆ รุ่นนี้เป็นพิเศษ เพราะเมื่อเป็นนายกสโมสรฯ นิสิต น้องรุ่นนี้เป็นเฟรชชี่พอดิบพอดี จึงได้ร่วมมือกันทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง และน้องๆ รุ่นนี้เองที่เป็นกำลังให้ให้ผมฝ่าฝันความโหดร้ายของการเมืองภาคนิสิตที่ร้อ นแรงภายในคณะที่ทำให้ใจผมปั่นป่วนไปได้ด้วยดี
งานจุฬาวิชาการ จะจัดขึ้นในปลายปีนี้ (โปรดติดตามจากสื่อ) ขอเชิญไปร่วมให้กำลังใจ และซื้อหนังสือน้องๆ เขานะครับ
ข อแสดงความยินดีและชื่นชมกับคณะบรรณาธิการ และผู้ร่วมงานทุกคน โดยเฉพาะ "น้องนก" บ.ก. ใหญ่ของ "ยูโทเปีย" การทำหนังสือออกมาสักเล่ม ในสถานะที่มีงบประมาณและเวลาจำกัดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งนี้ทั้งนั้ ผมขอนำบทรีวีว ที่น้องๆ แนบมากับอีเมล์มาลงไว้ใหอ่านกันที่นี้ด้วย
---------
Utopia
ยูโทเปีย สำหรับคุณคืออะไร?
คำถามสั้นๆ แต่เชื่อว่าหากเอ่ยปากถามคนสิบคน ก็ย่อมจะได้รับสิบคำตอบที่แตกต่าง
อ าจเป็นโลกในอุดมคติ อาจเป็นเรื่องที่ไกลจนเกินเอื้อม อาจเป็นวิถีที่น่าชื่นชม หรืออาจเป็นอุดมการณ์ที่เราทุกคนร่วมกันสร้างให้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเพียงคว ามฝันกลายเป็นจริงได้เพียงแค่เริ่มต้นลงมือทำ…
ด้วยว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดต่างกันไป และก็เป็นความแตกต่างที่นำไปสู่ความหลากหลาย
ยูโทเปีย หนังสือรวมบทความหลากมุมมองจากปลายปากกาของอาจารย์และนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเล่มนี้
น อกจากจะจัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในงานรัฐศาสตร์แฟร์ประจำปี 2548 แล้ว เรายังมุ่งหวังให้แนวคิดที่ปรากฏในหนังสือเป็นสิ่งที่จุดประกายให้ผู้อ่านได ้ตั้งคำถามกับความเป็นไปของสังคมในยุคปัจจุบันอีกด้วย
วิพากษ์ความ ล้มเหลวจุฬาฯในการสร้างดินแดน ยูโธเปีย ดังที่นิสิตได้คาดฝันไว้ เพราะการละเลยความสำคัญของนิสิตในฐานะองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของมหาวิทยาล ัยในการบรรลุเป้าหมายและพันธกิจของจุฬาฯ เนื่องจากคณาจารย์มองข้ามสิทธิและเสรีภาพในการตัดสินใจของนิสิตและมุ่งเพียง แต่การรักษากฎระเบียบในนามของการรักษาสิ่งที่เรียกว่า “เกียรติภูมิจุฬาฯ” ซึ่งส่งผลให้จุฬาฯเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งการควบคุม” ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ผลิตผู้นำทางความคิดให้แก่สังคม และไม่ใช่สถาบันแห่งการเรียนรู้แก่แผ่นดินอย่างแท้จริง ทางออกที่ถูกต้องคือคณาจารย์จะต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนทรรศน์และยุติการมองนิส ิตว่าเป็นเพียงผู้ที่อยู่ใต้การปกครอง และต้องเข้าใจว่าบัณฑิตผู้จะนำสังคมไทยได้ในวันหน้า จะต้องเป็นนิสิตที่นำตนเอง คือ มีสิทธิและเสรีภาพในการตัดสินใจของตนเอง เหนือร่างกาย และพฤติกรรมของตนเองให้ได้ในวันนี้เสียก่อน และสิ่งที่เรียกว่า “เกียรติภูมิจุฬาฯ” ที่แท้จริงอบู่ในจิตวิญญาณของนิสิตทุกคน ไมใช่ในกฎระเบียบ
[“ยูโธเปียของบรรณาธิการ” น.ส.กรวิกา เศวตเศรนี]“ ยูโทเปีย เคยเป็นนามของฉัน
คือสถานที่อันไม่เคยมีใครได้ไปถึง
บัดนี้ฉันขออวดอ้างทาบรัศมีหรือก้าวล้ำ
แบบฉบับตาม อุตมรัฐ ของเปลโต้
เพราะนั่นเป็นเพียงความเรียงเล่าขาน
แต่ที่เขาเขียนนั้นกลับกลายเป็นฉัน
อันผู้คน ความมั่งคั่ง และการปกครองเกิดรูปธรรม
เป็นสถานที่อันปราชญ์ทั้งหลายได้ไปถึง
ยูโทเปีย จึงเป็นนามของฉันในบัดนี้
เ พราะฉะนั้นนครหรือรัฐยูโทเปียที่มีผู้พรรณนาถึงในหนังสือเล่มนี้ จึงเป็นได้ทั้งสถานที่อันดีงามเสมือนอุดมคติหรือสถานที่ที่ไม่มีอยู่จริง ขึ้นอยู่กับผู้อ่านจะเข้าใจเอาเองว่า ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นถึงแง่มุมไหนแน่ ยิ่งไปกว่านั้น ก็ไม่แน่นักว่า ผู้เขียนอาจเพียง “ล้อ” เล่นกับผู้อ่านให้ลองนึกถึงความเป็นไปได้ชนิดเกินจริง เพื่อเปรียบเทียบกับสภาพ “ความเป็นจริง” ที่ผู้อ่านคิดว่า “ดี” หรือ “มีอยู่จริง” ก็ได้เช่นกัน เพราะเราควรตระหนักว่า ช่วงเวลาที่มอร์เขียนเรื่องจินตนาการของเขาออกมานั้น เป็นยุคเริ่มต้นของวรรณกรรมประเภท “นวนิยาย (novel)” ของตะวันตก การที่เราจะจัดให้หนังสือเล่มนี้เป็นงานทางด้าน “รัฐศาสตร์” ก็ดี “สังคมศาสตร์” ก็ดี หรือวรรณกรรมทาง “การเมือง” ก็ดี รวมทั้งตีตราว่า “คอมมิวนิสต์” หรือ “สังคมนิยม” เป็นเพียงการเอากรอบบัญญัติของเราไปจัดประเภทในภายหลัง...”
[วีระ สมบูรณ์, จาก รีพับบลิค สู่ ยูโทเปียถึง อะคาเดมี แฟนตาเซีย]“.... มันคือสิ่งที่ผมเล่าหรือฝันมาทั้งหมด มันเป็นนิทานในสายตาของคนบางคน แต่ก็กลับเป็นองค์ความรู้ที่มีสาระสำหรับคนบางคนด้วย ความทรงจำที่แท้จริงของผมเริ่มกลับมา ผมได้เล่าและเตือนผู้คนร่วมสมัยของผมว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นจากนิทานหรือองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรืออะไรก็ตามแต่ที่ใครจะเรียกมัน ที่ผมและคนแบบผมได้คิดค้นพบขึ้น แต่ไม่ใช่ใครทุกคนจะเชื่อผมเท่าไรนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครเชื่อผมเลย...”
[ไชยันต์ ไชยพร, มีหรือ?’ยูโทเปีย’!]“... จีนก็เช่นเดียวกับอีกหลายสังคมที่ผู้คนต่างมีความใฝ่ฝันถึงดินแดนหรือสังคมใ นอุดมคติ จะมีที่ต่างไปบ้างก็คือ รายละเอียด ซึ่งถ้าหากนำเอาสังคมยูโทเปียที่ ทอมัส มอร์ ได้ตั้งเอาไว้มาเป็นเกณฑ์แล้ว จีนก็คงเป็นไม่ถึงเกณฑ์ที่ว่า ทั้งนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ว่าสิ่งใดที่ตั้งใจให้เป็นอย่างหนึ่งแล้ว พอนำมาปฏิบัติจริงก็อาจมีข้อจำกัดบ้างด้าน จนทำให้ไม่สามารถปฏิบัติได้สมบูรณ์ตามเกณฑ์ทั้งหมด
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งใน กรณีของจีนที่ดูเหมือนจะต่างไปจากหลายสังคมที่ฝันถึงสังคมยูโทเปียก็คือ จีนได้มีภาคปฏิบัติของตนจริงๆ โดยหากตัดยุคสมัยตำนานออกไปแล้ว ภาคปฏิบัติที่ว่าก็คือยุคประวัติศาสตร์กับยุคร่วมสมัย หรือยุคที่เกิดกบฏไท่ผิงกับยุคที่เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมตามลำดับ และทั้งสองยุคนี้ต่างปฏิบัติไปโดยไม่ได้อ้าง “ยูโทเปีย” ของ มอร์ แต่อย่างใด…”
[วรศักดิ์ มหัทธโนบล, จีนูโทเปีย]“...แต่เราจะหยุดยั้งความคิดของเราในอุดมคติไว้ทำไมเล่า ... ถ้าเราไม่ลงมือเปลี่ยนแปลงโลก?
… แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างไรเล่า? ถ้าเราไม่รู้ ไม่มั่นใจ และไม่เห็นแจ้งในการเปลี่ยนแปลงโลกเสียก่อน?
ห รือว่า ความไม่มั่นใจในการเปลี่ยนแปลงโลกจะเกิดมาจากความหวาดกลัวจากพวกคลั่งลัทธิ (ภาษาเด็กสมัยนี้เรียกว่า "บ้าพลัง") ที่เชื่อว่า โลกหน้าหรือโลกในอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้"
ทั้งที่ความสำ คัญของการพูดถึงโลกหน้านั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกหน้านั ้น "มีความเป็นไปได้" มิใช่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้...”
[พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์, อวสานยูโธเปีย]“... ผมเพิ่งกลับจากการลงศึกษาภาคสนาม “พังงาสึนามิ” มาหยกๆ นิสิตในวิชาสังคมวิทยาชนบทไปมาด้วยกัน ตอนอยู่ในแถวหมู่บ้านที่โดนผลกระทบ โจทย์ “ยูโทเปีย” ได้แวบขึ้นมาใจอยู่ด้วยเหมือนกัน ผมนึกขึ้นได้ว่าคงจะต้องแยกเป็น ยูโทเปียมองจากด้านบน (utopia from above) กับ ยูโทเปียมองจากฐานราก (utopia from below) โดยยูโทเปียมองจากด้านบนนั้นคือการพูดถึง การฟื้นฟูหลังสึนามิในแง่ภาพใหญ่ ภาพรวม หลายคนอาจจะนึกขึ้นได้ว่า การฟื้นฟูหลังสึนามิที่ผู้ใหญ่หลายคนพูดถึงคือการฟื้นฟูด้วยอุตสาหกรรมท่องเ ที่ยว โดยไปตั้งใจมองกันแต่ภาพรวม จนบ่อยครั้งไม่เห็นหัวคนตัวเล็กๆเลย แน่นอนความคิดเบื้องหลังยูโตเปียจากเบื้องบนนี้ มีตัวอย่างแนวคิดหนึ่งคือ “แปรวิกฤตให้เป็นโอกาส”ไงล่ะ หลายคนที่คิดตามแนวนี้จึงหมายตาจะให้มีมหกรรม หรืออภิมหาโครงการเชิงการท่องเที่ยว อย่างเช่นที่ครม.เคยทุ่มงบประมาณแผ่นดินไปสนับสนุนให้ภาคเอกชนดึงการประกวดม ีสยูนิเวิร์ส 2005 มาจัดภายหลังที่ภัยสึ-นามิได้เกิดขึ้นแล้ว
ส่วนยูโทเป ียจากฐานราก คือ ยูโทเปียที่คิด-ทำจากชีวิตคนเดินดินทุกคน โดยเฉพาะจากคนที่ประสบเคราะห์กรรม ลูกที่สูญเสียพ่อ สูญเสียแม่ คนที่สูญเสียภรรยาหรือลูกในเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ มิหนำซ้ำช่วงฉุกเฉิน จนถึงช่วงฟื้นฟูยังถูกซ้ำเติมด้วยความทุกข์เข็ญ อันเนื่องจากมิได้รับความเป็นธรรมในในเรื่องต่างๆ เช่น การรับบริจาค ในการเข้าอยู่บ้านที่สร้างโดยไม่คำนึงถึงพื้นฐานวิถีชีวิตประมงของชาวบ้าน และที่ร้ายแรงคือ ที่ดินที่เคยอยู่อาศัยมาก่อนถูกนักธุรกิจ-นักการเมืองใช้ความพยายามจะฮุบเอา ไปสร้างโรงแรม หรือสถานที่ท่องเที่ยว บางคนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์แสดงความเป็นพลเมืองไทย และบางคนเอกสารสูญหายจากสึนามิ อย่างเช่น ชาวมอแกน ยิ่งเป็นแรงงานต่างด้าว อาทิ แรงงานพม่า แรงงานลาว ต้องประสบความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสขาดระบบดูแลอย่างทั่วถึง…”
[สุริชัย หวันแก้ว, ยูโทเปียติดดิน]“…And how will the State treat a person having “a Borderlands existence”? Who decides which identity will be valorized? As Gloria Anzaldua asserts, “Yes, I’m a Chicana but that’s not all I am. Yes, I’m a woman but that’s not all I am. Yes, I’m a dyke but that doesn’t define all of me. Yes, I come from working class origins, but I am no longer working class. Yes, I come from a mestizaje, but which part of that mestizaje get privileged? Only the Spanish, not the Indian or black.”
[Soravis Jayanama, Reading “Kwanthai Jai Neung Deow” as (Fascist) Utopia]“… ยูโทเบียของสังคมนิยมไม่ใช่การเพ้อฝัน เพราะต้องมีการศึกษาโลกจริงและศึกษาประวัติศาสตร์ของการลองผิดลองถูก ในอดีตชาวปารีสและชาวรัสเซียพยายามปฏิวัติล้มระบบทุนนิยมเพื่อสร้างสังคมนิย มสองครั้ง ในปี1871และ1917 แต่ในทั้งสองครั้งความพยายามจบลงด้วยความล้มเหลวภายในเวลาอันสั้น ข้อสรุปคือ “เราต้องลองใหม่” แต่ปัญหาที่มาซ้ำเติมชาวสังคมนิยมในอดีตคือพวกที่ทำลายการปฏิวัติรัสเซียราว ๆปี 1928 พรรคพวกของสตาลินนั้นเอง กลับอ้างว่าตนเป็นแนวสังคมนิยมมาร์คซิสต์ ซึ่งปัญหานี้ขยายตัวไปตามแนวพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกหลังจากนั้น ที่ยิ่งสร้างความสับสนใหญ่มากกว่านั้นก็คือ บุคคลธรรมดาที่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลิน(และเหมา) ที่ขยายตัวในยุคนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนที่จงใจอยากสร้างสังคมใหม่ที่ดีงาม แต่แนวคิดสายสตาลินที่เขาใช้ มันออกแบบเพื่อสร้างเผด็จการต่างหาก เราต้องรอให้สงครามเย็นยุติและกำแพงเมืองเบอร์ลินถูกทุบทิ้งกว่าจะกู้แนวมาร ์คซิสต์กลับคืนมาได้...”
[ใจ อึ๊งภากรณ์, Be Realistic, Demand ‘The Impossible’!! ยอมรับความจริง!! กล้าเรียกร้องในสิ่งที่คนอื่นมองว่า “เป็นไปไม่ได้”!! ]“... ตัวโครงสร้างนั้นเองเป็นที่มาของความรุนแรง มิใช่ตัวบุคคลเป็นเหตุ โดยที่ความรุนแรงเชิงโครงสร้างดังกล่าว อาจได้แก่ ความอยุติธรรมในสังคม ซึ่งเป็นผลรวมของความสัมพันธ์ระหว่างความไม่เสมอกันทางอำนาจในทางเศรษฐกิจแล ะสังคม ที่เบียดขับคนส่วนหนึ่งของสังคมให้กลายเป็นคนชายขอบที่ไม่มีทั้งทรัพยากร และช่องทางที่เปิดสู่การเรียกร้องความยุติธรรมอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ท้ายที่สุด การใช้ความรุนแรงดูเหมือนจะเป็นทางออกเพียงช่องทางเดียวที่เหลืออยู่ ในการเบียดแทรกเพื่อนำเสนอปัญหาและความต้องการของคน ทั้งที่ผู้คนเหล่านั้นอยู่ในฐานะของ “พลเมือง” เท่า ๆ กับผู้คนในส่วนอื่น ๆ ของสังคม…”
[ประทับจิต นีละไพจิตร, สวัสดีเมืองไทย วันนี้ท่านมีวุฒิภาวะแล้วหรือยัง?]“... แม้แต่สิ่งที่เราฝันนั่นก็คือความจริงเช่นกัน... เราได้ฝัน-นั่นคือความจริง และเพราะว่าฝันถึงอาณาจักรที่รุ่งเรือง จึงสามารถลงมือสร้างขึ้นตามมาได้ แต่ว่าพยายามเท่าไร ก็ไม่สามารถเป็นได้
...เพราะสิ่งที่ปรารถนาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้น พยายามสักเท่าไหร่ อาณาจักรก็ยังมีตำหนิ
เหนื่อยเหลือเกินแล้ว...
ค วามจริงก็คือเลือดที่ทะลักออกมาจากบาดแผลน้อยใหญ่ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแผลฉกรรจ์ที่ท้องน้อย ฝนที่ตกลงมาสาดซัดดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์และซากศพจากสงคราม ความพ่ายแพ้และความตายที่จะมาถึง.. นี่ก็ความจริง... สิ่งที่เราทำได้ก็มีเพียงเท่านี้ อาณาจักรที่สมบูรณ์สุดท้ายยังคงต้องอาศัยเวลา...
ณ เวลานี้ ความจริงขณะนี้ อาณาจักรที่เกรียงไกร ก็มียังมีความบกพร่อง…”
[รุ้งฉาย เย็นสบาย, นิทานหลังตื่น]“... เกิดอะไรขึ้นกับการพัฒนาที่ต้องการให้ประชาชนอยู่ดีกินดี แต่ถึง ณ ขณะนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถแก้ไขปัญหาได้? จากคำถามนี้ก็มีผู้ที่พร้อมให้คำตอบว่ายังคงมีกลุ่มบุคคลที่สามารถช่วยเหลือ ประชาชนในท้องถิ่นได้ นั่นก็คือคนที่เราเรียกกันว่า “ผู้มีอิทธิพล” หรือ “เจ้าพ่อ” เพราะบุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้ที่ทำการเคลื่อนไหวในการออกกิจกรรมทางสังคมอยู่ เสมอ ที่เด่น และดัง แม้ในยามปกติ กล่าวคือ เมื่อยามที่ผู้มีอิทธิพลคนใดคนหนึ่งถูกกำจัดออกไปแล้วจากวงการ เหตุการณ์ดังกล่าวก็มักจะทำกันอย่างเปิดเผยและอุกอาจ รวมทั้งเป็นผู้ที่คอยเป็นคนช่วยเหลือแก่ประชาชนทั้งในยามสุขเช่น การมีงานบุญต่างๆ หรือในยามทุกข์ เช่น การถูกคนตามล่า ผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ก็จะคอยช่วยเหลือดั่งเป็นแม่ไก่ที่กางปีกเพื่อคอยปกป้อ งลูกของมัน ซึ่งจากนี้ก็คงจะเกิดคำถามขึ้นว่าแล้วเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นต่างๆ ประชาชนได้ขอความช่วยเหลืออะไรบ้าง หรือได้ทำประโยชน์อันใดให้ประชาชนได้บ้าง และหากประชาชนในชุมชนต่างเฝ้ารอคอยความช่วยเหลือจากผู้มีอิทธิพลเช่นนี้แล้ว การเมืองภาคประชาชนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เราจะมีเพียงการเมืองภาค “ประชาชนผู้มีอิทธิพล” เท่านั้นหรือ...”
[อดิศักดิ์ จันทระ] หากสังคมเป็นจักรกลขนาดใหญ่ เราทุกคนก็เป็นดังฟันเฟืองที่มีความสำคัญไม่น้อยเลย ไม่แน่ว่า
”ยูโทเปีย” เล่มนี้ อาจจะเป็นน้ำมันหล่อลื่นให้แก่ฟันเฟืองของสังคมได้เคลื่อนไปในทิศทางใหม่ๆ ก็เป็นได้